เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เทศกาลกินเจ2564 ศึกษาประวัติเทศกาลกินเจ ถือศีลกินเจ รวมเมนูอาหารเจ
เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ
รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ
คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ สอนทำอาหารเจง่ายๆ
วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555
บทกลอน...ปาณาการ์ตูน - แปลและเรียบเรียง ศุภนิมิต
ถือศีลกินเจ
อนุโมทนา สาธุการ ท่านกินเจ
ไม่รวนเร แม้สิบวัน สั้นสั้นนี้
ชำระกาย คุมใจได้ ในช่วงปี
ก็ยังดี สักสิบวัน ท่านตั้งใจ
เราถือศีล กินพืชผัก เพราะรักตัว
เราก็กลัว ถูกเชือดเฉือน เหมือนหมูหมา
ไม่อยากให้ หนี้เวรกรรม ตามทันมา
จึงขอลา มุ่งหาผัก สักสิบวัน
ชั่วสิบวัน ท่านก็รู้ ดูสดใส
ทั้งกายใจ ไม่หมักหมม อมกลิ่นสัตว์
ไม่ต้องหวั่น วิญญาณเขา มาเร่งรัด
เขาอาฆาต เราอาจตาย ไม่รู้ตัว
พ้นสิบวัน ท่านได้โปรด อดไว้ก่อน
อย่าเร่งร้อน รีบ " กินชอ " ชะลอไว้
ผักเป็นยา รักษาได้ หายโรคภัย
ทั้งเหตุร้าย ได้บรรเทา เจ้าหนี้กรรม
โดย...ศุภนิมิต
......................................................................................................................................................................................
บทกลอน...ปาณาการ์ตูน - ศุภนิมิต แปลและเรียบเรียง
ถือศีลเจ ภาวนา เมตตาจิต
บุญสัมฤทธิ์ สั่งสมไว้ ได้วาสนา
ถือศีลเจ หยุดฆ่าเข่น เว้นโรคา
เหตุอันพา หนี้กรรมเวร เว้นสิ้นไป
ถือศีลเจ ล้างท้องไส้ ไม่โสโครก
ไม่อมโรค ตกต่ำได้ กายใจใส
หวังวอนว่า สาธุชน ตนมุ่งไป
" เจ" ปลูกไว้ เว้นเข่นฆ่า เทวาทูน
เมื่อก่อนนั้น สันติกาล วันสงบ
ไม่มีรบ ขู่เข่นฆ่า น่าใจหาย
อากาศดี มีลมรื่น ชื่นใจกาย
จะไปไหน สุขเสรี ไม่มีภัย
พระพุทธองค์ ทรงสอนให้ ใจเมตตา
อย่าเข่นฆ่า ทำลายเขา ให้เศร้าหมอง
เกิดเป็นสัตว์ มีแต่ทุกข์ ถูกจำจอง
จงอย่าจ้อง ซ้ำเติมเขา เฝ้ารังแก
ชำแหละเขา เอาเนื้อมา ทำค้าขาย
หลงดีใจ ได้เงินมา หาความสุข
ผลสุดท้าย บาปเวรกรรม ก็นำทุกข์
อาจถึงลูก ผูกถึงหลาน วันต่อไป
ของเคยกิน ชินรสปาก อยากอย่างนั้น
เป็ดรมควัน หมูหยองแผ่น แสนสงสาร
อร่อยลิ้น หลงรสกลิ่น กินกันมัน
เนื้อเธอฉัน หั่นแผ่นย่าง บ้างปะไร
รักตัวเอง เกรงป่วยไข้ ไม่อยากตาย
อยากจะหาย รีบบำรุง ปรุงสังขาร
ไม่รู้ว่า เจ้าหนี้กรรม ตามรังควาน
เจ็บป่วยนาน เพราะเจ้าหนี้ มีมากมาย
บำรุงลูก ทุกเนื้อสัตว์ อัดจนอ้วน
เนื้อสัตว์ล้วน มีพิษร้าย ให้โทษหนัก
ดูผิวเผิน ลูกอ้วนพี ดูดีนัก
พิษสัตว์หมัก จักทำลาย ให้ตายเร็ว
อย่ายิงนก ตกปลาเล่น เป็นบาปหนัก
เขาก็รัก ตัวกลัวตาย ห่วงใยลูก
หนูก็มี พ่อแม่รัก คอยปักปลูก
พ่อแม่ลูก เขายิงตาย ใครอุ้มชู
จับเขาขอด ถอดถอนขน จนเกลาเกลี้ยง
เติมเครื่องเคียง ปรุงชูรส ซดกันใหญ่
ในเนื้อเขา มีพิษแค้น อัดแน่นไว้
ก่อนเขาตาย คายพิษไว้ ให้เรากิน
ช่างใจทราม ลุกลามฆ่า ถึงป่าเขา
สังหารเอา ทั้งเนื้อหนัง ช่างสนุก
เขาวิ่งพล่าน หวั่นชีพม้วย ด้วยความทุกข์
ช่างสนุก ยิ่งได้ถูก ไชโยกัน
ฉันเวียนว่าย ในแม่น้ำ ลำคลองสระ
ไม่เคยระ รานผู้ใด ให้เดือดร้อน
ใจบุญแล ขอปลดปล่อย แล้วคอยต้อน
ตามริดรอน จับไปใหม่ ทำไมกัน
อย่าห้ำหั่น ฉันกลัวตาย นายอย่าฆ่า
จะำทำนา จะเทียมเกวียน เวียนคราดไถ
ทำงานหนัก ไม่พักเหนื่อย เมื่อยแทบตาย
ฉันทนได้ ไว้ชีวิต อย่าปลิดเลย
ตายเถอะวะ อย่าอยู่ไป ให้บาปซ้ำ
คนใจดำ อำมหิต คิดแต่ได้
ชีวิตเขา มึงว่าได้ ไม่เป็นไร
เพียงฝันไป มึงก็กลัว แทบตัวตาย
เลี้ยงวันเกิด เพลิดเพลินกิน ชิ้นเนื้อใหญ่
หมูเป็ดไก่ กุ้งปูปลา อาหารเหลา
ฉลองชัย มันตายกัน วัดเกิดเรา
มันโศกเศร้า เราเฮฮา มากินกัน
วันตรุษสารท พลาดไม่ได้ ไก่เป็ดหมู
เป็นของคู่ ถาด"ซาแซ" และกุ้งหอย
คาวยิ่งมาก บาปยิ่งหนา ฆ่าเป็นร้อย
เลือดไหลย้อย ทุกโอกาส ตรุษสารทงาน
กินเขาเสร็จ เช็ดปากยิ้ม อิ่มอร่อย
แล้วก็คอย สักวันหนึ่ง มาถึงแน่
ยมทูต ลากคอรั้ง ทั้งหนุ่มแก่
ร่างนอนแน่ อึดเน่าเหม็น เช่นสัตว์ตาย
กระชากถู สู่นรก กระจกส่อง
บอกถูกต้อง ตนเคยทำ กรรมไว้ก่อน
ไม่อาจเถียง เลี่ยงหลักฐาน การทุกตอน
ไม่ผัดผ่อน ต้องรับกรรม ที่ทำมา
วิญญาณสัตว์ อัดใจแค้น แล่นเข้าใส่
เป็นยังไง ถึงทีกู ได้รู้มั่ง
มึงติดใจ เนื้อกูหวาน มันหรือยัง
ทีกูมั่ง จะฉีกกิน สิ้นซากมึง
พระฯเป็นใหญ่ ในโลกันต์ เปิดบัญชี
เจ้าเป็นหนี้ ชีวิตเขา เจ้าต้องจ่าย
ตามกำหนด กฏแห่งกรรม ธำรงไว้
ไม่มีใคร ได้เปรียบใคร ให้กินฟรี
ถูกต้มบ้าง อย่างต้มเขา เจ้าเคยทำ
หม้อน้ำมัน เดือดพล่านล้น ทนได้ไหม
เคยหั่นสับ ถูกจับหั่น นั่นเป็นไง
เลือดแดงไหล ไม่ต่างกัน หั่นเขามา
จากนรก โทษสาหัส แล้วจัดส่ง
เวียนสู่วง เดรัจฉาน ผ่านมาใหม่
เป็นหมูหมา เป็ดไก่ลา ม้าวัวควาย
ต้องกลับกลาย มาใช้กรรม ที่ทำมา
ใช้กรรมเก่า เศร้าจิตหนา ระอานัก
เมื่อใครจัก สิ้นสุดได้ ไม่ข้องเกี่ยว
หมดหนี้เวร เลิกพัวพัน กันทีเดียว
ไม่ต้องเที่ยว เกิดแล้วตาย หลายชีวี
วัวควายม้า มาเกิดกาย ใช้งานหนัก
ต้องลากชัก เทียมบรรทุก ถูกลงแส้
ตัวร้อนผ่าว หนาวเป็นไข้ ใครเหลียวแล
จนโทรมแก่ ล้มลงตาย ใต้ล้อเกวียน
บ้างก็ได้ ไปเกิดตาย เป็นชายหญิง
แต่รุ่งริ่ง ยากจนนัก มักขัดสน
เป็นโรคเรื้อน ป่วยเรื้อรัง ช่างทุกข์ทน
ใครได้ยล รังเกียจว่า น่าสังเวช
บ้างเป็นคน บนคราบสัตว์ เดรัจฉาน
เป็นคนร่าน พล่านโลกีย์ บุหรี่เหล้า
ยาเสพติด การพนัน ปั่นหัวเอา
เป็นแม่เล้า เจ้าแมงดา อนาจาร
แกะวัวควาย เกิดตามมา ฆ่ายอกย้อน
ใครฆ่าก่อน ฆ่าทีหลัง ชั่วใจซิ
น้ำตาไหล สำนึกใหม่ หมายให้ดี
รู้อย่างนี้ จะไม่ขอ ก่อกรรมเวร
เมื่อเขาเป็น มิทนเห็น เขาต้องตาย
เช่นวัวควาย น้ำตาอาบ คราบแก้มสอง
กินได้หรือ เนื้อของเขา เมื่อเขาร้อง
เป็นทำนอง ปราชญ์เมิ่งจื่อ ถืออบรม
เพื่อนของเรา เห่าหอนอยู่ ดูดีดี
แต่บัดนี้ สิเป็นศพ เลือดกลบร่าง
เขาฆ่าเพื่อน เพื่อบำรุง ปรุงแรงช้าง
อนิจจัง อย่าเกิดมา เป็นหมาเลย
สำนึกงาม ยามเกิดใหม่ ได้กราบพระ
ไม่เลยละ สร้างบุญทาน งานกุศล
อิ่มเอิบใจ ได้กายา มาเป็นคน
เอาตัวตน เป็นนาบุญ หนุนสร้างทาน
จะกินผัก ซักฟอกใจ ให้สะอาด
จะกำราบ อารมณ์หมอง ให้ผ่องใส
พอกันที ชีวิตเขา ขอห่างไกล
กินเจได้ ไม่เกี่ยวกรรม ช้ำชอกทรวง
จะทำบุญ หนุนสงเคราะห์ เหมาะกาละ
จะสละ ทั้งแรงกาย ไม่ถดถอย
จะนำพา สาธุชน ทั้งจนรวย
จะฉุดช่วย ขึ้นอนุตตระ นาวาทอง
ในยุคนี้ จี้กงสงฆ์ องค์อมตะ
รับภาระ พระวิสุทธิ์ ฉุดสามโลก
ด้วยโองการ ฟ้าเบื้องบน ได้ทรงโปรด
พร้อมทั้งหมด คืนนิพพาน บ้านเดิมกัน
จะน้อมกาย ถวายจิต เป็นศิษย์มั่น
พระองค์ท่าน โปรดนำชี้ ที่สถิต
ให้ได้รู้ พุทธญาณ งามนิมิต
เป็นดวงจิต ที่ไม่ตาย ในกายเรา
กาลคับขัน มหันตภัย ใกล้คิ้วแล้ว
โลกไม่แคล้ว วิบัติสิ้น ถิ่นอาศัย
พระโพธิสัตว์ กวนอิมโปรด นิโรธภัย
ปรกโปรดใหญ่ สามโลกได้ วิถีธรรม
คนได้รับ สดับธรรม แล้วบำเพ็ญ
จะรู้เห็น จิตพุทธะ กระจ่างใส
จะรอดพ้น ยุคสุดท้าย มหันตภัย
ช่วยตนได้ ช่วยใครใคร ไปนิพพาน
ขงจื่อท่าน อันจอมปราชญ์ วิลาศล้ำ
โปรดนำคำ "จงซู่" เป็นครูสอน
หมายความว่า "จิตจุดกลาง" ต่างสังวร
อย่าให้คลอน "สงบนิ่ง" ตัวจริงเรา
สำรวมกาย ใจวาจา ทุกคราเมื่อ
จะล้นเหลือ วาสนา พาสุขสม
ไม่ทำชั่ว ปล่อยใจทราม ตามอารมณ์
จะนำโน้ม กุศลบุญ หนุนชีวี
ทุกบ้านเมือง เฟื่องฟูมั่น สันติสุข
ไม่หวาดทุกข์ ระแวงภัย ผู้ร้ายมาก
ฤดูกาล ไม่ปั่นป่วน รวนวิบาก
ไม่จนยาก จักอำนวย ช่วยเหลือกัน
โลกทั้งโลก สดชื่นใส ไม่อับเฉา
ลำธารเขา งามดอกผล คนสุขสันต์
หมื่นแปดร้อย อายุยืน ชื่นชีวัน
สมานฉันท์ สงบเย็น เช่นชาวเซียน
วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555
"ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ" - พระโอวาทพระพันปี
"ใครหนอว่าหลักธรรมแห่งสากลโลก (หรือที่ทุกวันนี้คนทั้งหลายนิยมเรียกว่า "กฎแห่งกรรม") ไม่มีการตอบสนองนะก็ดูพวกสัตว์สี่ชนิดนั้นเถิด วัว ม้า ไก่สัตว์ปีก ปลา แมลง ยุง ตัวหนอนนั้น ชาติก่อนต่างก็สร้างเหตุต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกันดังนั้นชาตินี้จึงมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป คนเป็นสิ่งที่มีค่าสูงยิ่งในบรรดาสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในแดนมนุษย์ที่เรียกว่า "บ่วง" (สัตว์ประเสริฐ หรือสิ่งประเสริฐแห่งนานาพันธุ์) ต้องถนอมรักษาบุญวาระที่เกิดมาเป็นมนุษย์ จงรีบแสวงหาธรรมบำเพ็ญศีลและก็ปลอบเตือนสัตว์สี่ชนิดที่เรียกอยู่ในมวลสรรพชีวิตทั้งหลายต่างเจียมตัวเจียมกาย เพื่อลบล้างบาปเวรเปิดทางเดินที่สว่างไสวจากช่องทางของสัตว์ขึ้น มุ่งหวังที่จะกลับคืนสู่ร่างมนุษย์โดยเร็ว อย่าให้เหมือนแมงมุมที่ใต้ชายคาบ้านทอใยสร้างข่ายพรางตา ขลุกตัวเองอยู่ในนั้นตลอดชาติไม่สามารถหลุดพ้นออกจากร่างแห"
"ถนนหนทางในแดนนรกขมุกขมัวนัก แต่ละวันมีแต่เสียงร่ำไห้โอดครวญ คนตายก็โศกเศร้าร่ำไห้ สัตว์ตายครวญครางไม่หยุดหย่อน สัตว์สี่ชนิดที่ไปเกิดในแดนมนุษย์ส่วนมากถูกชาวโลกเฉือนฆ่า เมื่อชีวิตถูกคมมีดเฉือนเอาขณะนั้นตกใจกลัวจนตะลึงพรึงเพริดขวัญหนีดีฝ่อ อยากจะหาทางเอาชีวิตรอด แต่ด้วยเหตุที่มีกำลังอ่อนแอกว่าจึงไม่สามารถดิ้นหลุด จึงได้แต่แหกเสียงหวีดร้อง ราวกลับว่าถูกนำส่งตะแลงแกงทำการประหาร ดวงวิญญาณจุดนั้นล่องลอยไปยังใต้บาดาล "ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ" กำลังทำการรับเอาดวงจิตวิญญาณ เพื่อคืนชีพให้อยู่ในร่างมนุษย์ แล้วก็ตามบุญตามกรรมที่ตนก่อไว้สนองรับไปเพื่อที่จะได้ชำระล้างบาปจากเหตุซึ่งสร้างไว้แต่ปางก่อน ศิษย์ทั้งหลายถ้าไม่ตั้งตนอยู่ในทางธรรม จิตใจโหดร้าย ทำสิ่งไร้ศีลธรรม ขัดหลักธรรมแห่งสวรรค์และไม่กลัวความตายนั้น เมื่อตัวตายแล้วถูกหมุนเวียนไปเกิดเป็นสัตว์พวก รก ไข่ น้ำ แยกกายเกิดเป็นสัตว์สี่ชนิดนั้นอย่างแน่นอน"
พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตา
..........................................................................................................................................................................................
เรื่องราว "ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ" - จากหนังสือท่องนรก
( เนื่องด้วยฟ้าเบื้องบนเมตตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกเมตตา ประทานธรรมะลงปกโปรดในยุคท้ายนี้ผู้น้อยจึงมีโอกาสได้รับการส่งเสริมจากนักธรรมอาวุโสให้ได้มีโอกาสกราบขอรับวิถีอนุตตรธรรม แลได้มีโอกาสศึกษาธรรมะเข้าใจรู้ซึ้งตื่นจากความหลงติดแ่น่นแต่เดิมทีถึงเหตุใดผู้บำเพ็ญธรรมพึงละเว้นกรรมปาก เปลี่ยนแปลงตัวเองหันมารับประทานอาหารเจ ได้มีโอกาสกินเจเว้นกรรมตัดหนี้สินเวรกรรมในอดีตชาติอันเนิ่นนานนอนเนื่องที่เคยได้ดื่มเลือดกินเนื้อพี่น้องร่วมอุทรธรรมญาณมานับไม่ถ้วนชีวิตจิตญาณ กราบขอฟ้าเบื้องบนเมตตา เจ้ากรรมนายเวรทุกท่านในอดีตชาติเมตตา ประทานอภัยในความผิดบาปที่เคยได้กระทำมา โอกาสนี้ผู้น้อยขออนุญาตเกริ่นนำฝากความในใจสักเล็กน้อยถึงญาติธรรมทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบทความ จากผู้ดูแลบล๊อก :
แท้ที่จริงสรรพสัตว์น้อยใหญ่ล้วนเวียนเกิดเวียนตายจากมนุษย์ เหตุเพราะหลงผิดประกอบอกุศลกรรมจึงตกสู่ห้วงอบายภูมิเช่นนั้นแล พึงมีจิตเมตตากรุณาสงสารให้สรรพสัตว์ได้มีโอกาสสำนึกผิดบาปจากความผิดที่เคยได้ก่อกระทำมาแต่อดีตชาติเมื่อหนี้กรรมคลายลงจักได้มีโอกาสได้รับความเมตตาจากฟ้าเบื้องบน ไปตามกระบวนการเพื่อให้ได้มีโอกาสกลับกลายร่างมาเกิดเป็นมนุษย์อีกคราเพื่อปฏิบัติบำเพ็ญประกอบคุณงามความดียังประโยชน์แก่ตัวสรรพสัตว์เองที่ได้มีโอกาสกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง แลสรรพสัตว์เองเมื่อเขาได้มีโอกาสเป็นมนุษย์อีกคราก็สามารถบังเกิดโพธิจิตฉุดนำมวลเวไนย์อันมีอาจประมาณอย่างมิเหนื่อยหน่ายสมดังพระมหากรุณาธิคุณของฟ้าเบื้องบนเมตตา
เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วว่าแท้จริงจิตญาณทั้งในตัวเรามนุษย์และสรรพสัตว์นั้นล้วนมาจากแหล่งเดิมปางก่อนเฉกเดียวกันแล้วใยเราจักไม่มอบความรักเมตตาให้โอกาสส่งเสริมเขามิตัดรอนชีวิตและิจิตใจของสรรพสัตว์เพื่อให้เค้าได้มีโอกาสหวนกลับมาเป็นมนุษย์ในเร็ววัน เปิดทางใ้ห้โพธิจิตของเขาดำเนินในวิถีธรรมต่อไปอย่างราบรื่นจนสำเร็จมรรคผลเฉกเดียวกันกับพระพุทธะโพธิสัตว์ทั้งหลายเทอญ
เริ่มต้นที่ตัวเราเองเถิดเข้มงวดและลงแรงที่จิตเราเองเถิดค่อยๆละวางตัดเสียซึ่งความอยากของตัวเราเพื่อเปิดทางให้ทุกชีวิตได้ดำเนินสู่โพธิวิถี กินเจเว้นกรรม...ทำได้เลยมิต้องรีรอ เราขออวยชัยให้ทุกท่านมีพลังเต็มเปี่ยมเพื่อสร้างกำลังใจที่เข้มแข็งแลแสดงออกมาอย่างกล้าหาญ เปล่งจิตเมตตากรุณาแห่งโพธิสัตว์ในตัวท่านที่มีอยู่สมบูรณ์เช่นนั้นเองแล้วแต่เดิมทีมีมาพร้อมโอบอุ้มสรรพสิ่งร่วมเดินเจริญตามรอยปราชญ์อริยานำพาสันติสุขอันแท้จริงบังเกิดสู่โลกาเทอญ )
.................................................................................................................................................................................................
พระโอวาทพระพันปี ปกครองดูแล ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ
ข้าพเจ้าปกครอง "ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ" อยู่ในตำแหน่งพระพันปี เพราะสี่ชนิดเช่นเต่ามีชีวิตยืนนานถึงพันปี ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขนานนามว่า พระพันปี ไม่เรียกว่ายมบาล บรรดาผู้ที่มีความชั่วร้ายอุบาทว์กรรมเวรเต็มตัวในเมืองมนุษย์ เมื่อผ่านการลงโทษจากสิบขุมแล้ว ก็ถูกตัดสินเข้าสู่หนทางเกิดของสัตว์ สัตว์สี่ชนิดคืนชีพในหกทางแห่งเวียนว่ายตายเกิด เมื่อไปเกิดยังโลกมนุษย์ก็ถูกเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนหัว สูญไปซึ่งร่างกายมนุษย์ที่มีค่ายิ่ง
สัตว์สี่ชนิดแยกออกเป็นการเกิดจากรก เกิดจากไข่ เกิดจากน้ำ และเกิดจากการแยกกายสี่จำพวก เกิดจากรกเป็นชั้นที่หนึ่ง เกิดจากไข่เป็นชั้นที่สอง เกิดจากน้ำเป็นชั้นที่สาม เกิดจากการแยกกายเป็นชั้นที่สี่
เนื่องจากวิบากกรรมมาก จึงไปเกิดในแดนมนุษย์รับกรรมสนองตอบคืน เมื่อสี่ชนิดตายลงแล้ว เพราะเหตุว่าเกิดจากรก เกิดจากไข่นั้นดวงวิญญาณเหมือนมนุษย์ เป็นดวงวิญญาณที่สมบูรณ์ พวกเกิดจากน้ำ เกิดจากการแยกกายนั้นมีเวรกรรมหนักมาก ดวงวิญญาณถูกแยกออก ดังนั้นที่เกิดจากน้ำเกิดจากการแยกกายสองชนิดนี้ การคืนชีพจึงค่อนข้างยาก ต้องคอยดวงวิญญาณรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วิญญาณนั้นจึงจะสมบูรณ์แบบ จึงสามารถคืนชีพเป็นตัวมนุษย์ได้
ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ฟัง ความเป็นอยู่ทั่วพิภพนั้นล้วนอาศัยอากาศธาตุศักดิ์สิทธิ์เป็นพลังโคจรหมุนเวียน ดังนั้นศาสนาเต๋าจึงมีสิ่งที่เรียกว่า อากาศธาตุศักดิ์สิทธิ์ (หรือธาตุอันดับ 1) นี้แปลงออกเป็น 3 ภาค (หรือ 3 ภพ) ซึ่งความจริงแล้วธาตุอันดับ 1 นี้แปลงได้ไม่ ใช้แค่สามภาค (ภพ) เท่านั้น แต่สามารถแปลงได้เป็นหมื่นภาค เช่นนี้แล้วฟ้าก็มีธาตุฟ้า ธรณีก็มรธาตุธรณี มนุษย์ก็มีธาตุมนุษย์ ฟ้าธรณีมนุษย์มีการหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากธาตุฟ้าขาดลง ฟ้าก็ถล่มลง ธาตุธรณีขาดลง ธรณีก็จะทลายลง ธาตุมนุษย์ขาดลงมนุษย์ก็จะวายปราณ อากาศธาตุแท้อันนี้ก็คือธาตุจิต
ก่อนหน้านี้ไม่นาน นักวิทยาศาสตร์เมืองมนุษย์ได้พิสูจน์แล้วปรากฏว่ามี "แรงดึงดูดของโลก" แต่ยังไม่ทราบว่ามี "แรงดึงดูดของฟ้า" "แรงดึงดูดของมนุษย์" สิ่งใดที่ลอยขึ้นฟ้านั้นก็คือเป็นผลแห่งแรงดึงดูดของฟ้า สิ่งทึบที่ถ่วงลงนั้นก็คือดินเป็นผลแห่งแรงดึงดูดของธรณี เกิดความอยากความใคร่เป็นผลแห่งแรงดึงดูดของมนุษย์ เมื่อมีแรงดึงดูดสามประเภทนี้แล้ว จึงร่วมกันสร้างให้มีสัตว์โลกทุกชนิด เพราะเหตุว่าในจำพวกสัตว์สี่ชนิด ทางเกิดของสัตว์ล้วนแล้วแต่มีกรรมเวรหนักหนาในชาติก่อนทั้งนั้นเมื่อตายลงก็ถูกความแรงแห่งธรณีดูดดึงเอา จึงต้องตกลงยมโลกรับการพิจารณาโดยอัตโนมัติ หากว่าผู้ที่ได้บำเพ็ญธรรม ดวงวิญญาณเบาและแจ่มใสเปล่งปลั่งก็ลอยขึ้นบนฟ้าโดยอัตโนมัติถึงยมทูตจะคุมตัวมาแดนนรกก็ไม่สามารถทำได้ ประหนึ่งว่าลูกโปร่งขนาดใหญ่ซึ่งมีแก๊สอัดเต็มอยู่ภายใน ลอยอยู่บนอากาศคนจะดึงมันไว้ แต่กลับถูกมันดึงลอยไป ดังนั้นชาวมนุษย์จะเป็นพระอรหันต์เทวดา เป็นภูตผี ล้วนต้องอาศัยธรรมที่ตนบำเพ็ญในมนุษยโลก ส่วนที่จะช่วยกู้วิญญาณบิดามารดานั้นต้องอาศัยบุญกุศล มิเช่นนั้นแล้วจะจ่ายเงินเป็นพันๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผู้ที่จะช่วยเหลือกอบกู้บรรพบุรุษนั้น เจ้าตัวต้องประพฤติดี บำเพ็ญธรรมในตัวเอง แล้วยังจะต้องมีการสร้างพิมพ์แจกหนังสือธรรมด้วย เป็นงานกุศลใหญ่ยิ่งอันดับหนึ่ง
ดังนั้นพระอรหันต์เทวดาจุติสู่โลก จุดประสงค์ที่จะช่วยกู้มวลมนุษย์เป็นจุดใหญ่อันดับแรก และคัมภีร์หนังสือธรรมก็คือเสียงสวรรค์อรหันต์จากเทวดา เป็นหลักแก่นสำคัญในการประพฤติบำเพ็ญทางจิตใจ ฉะนั้นการเผยแพร่ตำราคัมภีร์พิมพ์หนังสือธรรมนั้น จึงเหมาะสมตรงต่อความมุ่งหมายของพระอรหันต์เทวดา มีความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่โดยอาศัยความดี กุศลกรรมนี้ส่งย้อนไปยังวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นทางเดินที่สะดวกในการพ้นทุกข์ ถ้าหากจะสวดมนต์กอบกู้ชักนำต้องมีตำราหนังสือธรรมเป็นที่พึ่งเสียก่อน จุดนี้แหละชาวโลกควรจะรู้ไว้ นอกนั้นเช่นช่วยเหลือจุนเจือคนยากคนจน ส่วนสาธารณกุศลก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำอีกอย่างหนึ่ง
แต่ละสิ่งล้วนมีวิญญาณสิงอยู่ เว้นเสียแต่ต่างกันในรูปร่างเท่านั้น มีวิญญาณที่ปราดเปรื่องเหมือนมนุษย์ ชาวโลกชอบกินอาหารพวกเนื้อ แน่นอนละ ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่ไม่คิดว่าสัตว์สี่ชนิดล้วนเป็นการแปลงกายมาจากมนุษย์ที่มีบาปเวรชั่วร้าย ร่างของมันมีธาตุแห่งไม่ซื่อสัตย์สุจริตชนิดหนึ่ง และตอนที่มนุษย์ฆ่ามันตายนั้น มันก็ดิ้นรนเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอดในใจหวาดกลัว การหมุนเวียนของโลหิตทั่วกายก็ผิดปรกติเครื่องในทุกส่วนเกิดมีสารพิษ เมื่อมนุษย์ฆ่ามันตายแล้ว ดื่มกินเลือดเนื้อของมัน แม้จะมีประโยชน์ แต่ส่วนมีโทษได้หลบสิงอยู่ภายใน หากมนุษย์เกิดมีอาการเกร็งเครียดขณะหวาดหวั่นตกใจกลัว โลหิตก็แปรสภาพ ถ้าประสบเหตุการณ์ชนิดนี้บ่อยๆ เข้า ร่างกายจะต้องเกิดเจ็บป่วยลง นี่คือการเจ็บป่วยที่เกิดจากจิตใจ มนุษย์ที่แข็งแรง หน้าตามีน้ำมีนวล ราศีเปล่งปลั่ง ถ้าหากตายลง ทั่วร่างกายก็ปรากฏสีเขียวดำ เรียกว่าศพ เมื่อมนุษย์กินซากศพของพวกสัตว์ ก็มีสารที่ไม่สะอาดอยู่แล้ว มีทั้งประโยชน์และให้โทษอยู่คู่กัน พวกนักวิทยาศาสตร์ก็เคยแนะนำให้กินแบบมังสวิรัติ (กินเจ) เลี้ยงชีพ บรรดาผู้ที่บำเพ็ญธรรมแม้ว่าจะไม่สามารถตัดขาดการกินของมีชีวิต ก็ควรที่กินน้อยลงจะดีกว่า เพื่อไม่ให้ธาตุสกปรกเต็มตามร่างกาย มิเช่นนั้นแล้วจะชำระสะสางผลธรรมให้หมดจดบริสุทธิ์ก็ทำได้ยากมาก การกล่าวถึงว่าจะบาปหรือไม่บาปนั้น ยังเป็นประเด็นที่รองลงมาเป็นอันดับสอง
ลิงนั้นการเดินเหินคล้ายมนุษย์ สมองก็ฉลาดเฉลียวมาก ต้องโทษตัวเองเมื่อชาติก่อนเป็นผู้ที่หลงตัวเองในความฉลาดของตน ดังนั้นชาตินี้จึงตกลงมาเกิดอยู่ในร่างของสัตว์ส่วนนกแก้วแม้จะสามารถเรียนคำพูดจากมนุษย์ แต่ชาติก่อนที่เป็นมนุษย์อยู่นั้นชอบเล่นลิ้นเปล่งวาจากล่าวร้ายทำให้ผู้อื่นล้มตาย บ้านแตก ชาตินี้จึงต้องเข้าไปอยู่ในกรง ฟังคนอื่นเขาพูด เรียนคำพูดจากมนุษย์ มีแต่ปากอันคมคายเสียเปล่า ดังเช่นเสียดายที่วีรบุรุษไม่มีทางที่แสดงฝีไม้ลายมือ บรรดาผู้คนในโลกที่ทำอะไรลงไปทุกอิริยาบถ ถ้าขัดต่อหลักกฎและหลักธรรมแล้วเมื่อตายลงต้องตกเป็นสัตว์บก สัตว์ปีก ไม่มีวันสุดสิ้น สมควรจะตระหนักรู้ตัวให้ดี
วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555
เมตตาธรรม (...พึงพิจารณา ?) - จากหนังสือศึกษาคัมภีร์ทางสายกลาง โดย อนัตตา
เมตตาธรรม
ความเมตตาของปุถุชนมิได้เกิดจาก ธรรมญาณ หรือ ความเป็นกลาง ย่อมมีเงื่อนไข กาลเวลา ชนชั้น และต้องการค่าตอบแทน เพราะเหตุนี้คำกล่าวที่ยีนยันความจริงข้อนี้จึงมีอยู่ว่า
" ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ยามชังแม้น้ำตาลยังว่าขม "
เมตตาของปุถุชนจึงเป็นสิ่งจอมปลอม เมื่อสิ้นเหตุปัจจัยย่อมหมด "เมตตา" ได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่าปุถุชนไร้เมตตา มีแต่ความเห็นแก่ตัว จึงก่อทุกข์สถานเดียว
เมตตา เช่นนี้จึงไม่อาจค้ำจุนโลก มีแต่ทำลายโลกและทำลายตนเอง ปุถุชนจึงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามปากพูดอย่างหนึ่ง แต่กระทำอีกอย่างหนึ่ง
อย่างกรณีการทำบุญตักบาตร ปากพร่ำบ่นว่า "สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายอันเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกัน จงอย่ามีความอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงเป็นสุข ๆ เถิด " แต่อาหารที่ใส่ลงไปในบาตรนั้นล้วนเป็นชีวิตเลือดเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เขาจึงทำตรงกันข้ามกับปากที่พูด หากจะพูดตรงต่อความเป็นจริงแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า "สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายอันเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงได้มีเวรแก่กันและกัน จงมีความอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงเป็นทุกข์ ๆ เถิด"
ดังนั้นการทำบุญของปุถุชนจึงมีบาปปนเปไปด้วย ถ้าพิจารณา " เมตตา " อันเป็นทางสายกลางของพระอริยเจ้าทั้งสามพระองค์ ประกอบไปด้วย พระพุทธเจ้า ท่านเหลาจื้อ ท่านขงจื้อ จะเห็นความเป็นจริงว่า เป็นเมตตาที่ตรงต่อ " ทางสายกลาง " ชัดเจนที่สุด ทั้งสามศาสนามีคำพูดอย่างเดียวกันเพียงแต่ภาษาต่างกันเท่านั้นเอง
ท่านเหลาจื้อ ให้บำเพ็ญ ธาตุไม้ (มู่)
ท่านขงจื้อ ให้บำเพ็ญ เมตตา (เหยิน)
พระพุทธเจ้า ให้รักษาศีล ปาณาติปาตา เว้นจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์
1. ไม่มีเงื่อนไขผูกมัดใด ๆ จะเป็นญาติ หรือคนที่รัก หรือชัง ล้วนได้รับความเมตตา
2. ไม่มีเวลาจำกัดไม่ว่าจะตายไปแล้วหรือล่วงไปนานเท่าใดก็บังเมตตา
3. ไม่ต้องการค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้เมตตาแล้วจะได้รับผลเลวร้ายก็ยังคงเมตตา
4. ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะสูงส่งต่ำต้อย ยากไร้อย่างไร ก็ได้รับความเมตตาเท่าเทียมกัน
ความเมตตาเช่นนี้จึงมีค่า " ค้ำจุนโลก " ได้หรือมิได้ทำลายสรรพชีวิตใด ๆ เลย มีแต่ทำให้ชีวิตทั้งปวงเจริญงอกงามขึ้นมาดั่งฟ้าดินที่ให้ทุกสิ่งอย่างแก่ชีวิตโดยไม่ต้องการผลตอบแทนและเงื่อนไขใด ๆ ทุกชีวิตต่างได้รับ อากาศ น้ำ ยืนอยู่บนแผ่นดินเท่าเทียมกัน ความเมตตาธรรมเช่นนี้จึงทำให้ชีวิตมีความสุขอันแท้จริง เพราะฉะนั้นถ้ามนุษย์เรียนรู้เมตตาเช่นนี้จึงก่อให้เกิด สันติสุขแก่ตนเองและชาวโลกทั้งปวง แต่ถ้าประพฤติผิดต่อหลักสัจธรรมของเมตตา ย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกายเพราะคนที่ไร้เมตตามักจะเป็นผู้ที่มีโทสะจริตครอบงำ โมโหโกรธามาก ๆ ย่อมกระทบกระเทือนต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ " ตับ " ถ้าตับเสีย ย่อมมีผลต่อการกรองของเสียจากอาหารที่เข้าสู่ร่างกาย ผู้บำเพ็ญ " เมตตา " อย่างแท้จริงและตรงต่อทางสายกลางจึงเป็นการกำจัด " โทสะ " ได้และย่อมมีผลต่อร่างกายของผู้นั้นเอง หน้าตาจึงผ่องใสยิ้มแย้ม
ผู้มีเมตตาธรรม อันตรงต่อสัจธรรมจึงไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เพราะถือเป็นการเบียดเบียนชีวิต พืชผักสีเขียวจึงเป็นคุณต่อตับ "ยกเว้นเพียง กุ้ยฉ่าย เท่านั้นที่เป็นพิษต่อตับ" และเพื่อ "รักษา ตับ" มิให้กระทบกระเทือนรสชาดของอาหารจึงหลีกเลี่ยง " รสเปรี้ยวจัด " การดำรงเช่นนี้จึงเป็นทางสายกลางอันนแท้จริง เมื่อทั้ง " กาย " และ " จิต " อยู่ในทางสายกลาง ความเมตตาจึงมีพลานุภาพต่อสรรพชีวิต ความหมาย " แห่ง เมตตา " จึงทนมิได้กับความทุกข์ยากของผู้อื่น "ความกรุณา" จึงใคร่แบ่งปันความสุขของตนเองเพื่อให้คนอื่นมีความสุขเยี่ยงเดียวกัน
ครั้งหนึ่งผู้เขียนควรชวนเพื่อนคนหนึ่งให้เข้าปฏิบีติธรรม แต่เขากลับตอบว่า "อ้าว ก็ทางสายกลางซีครับ " ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า จิตใจของคุณเป็นเช่น ฟ้า ดิน น้ำ อากาศ อย่างนั้นละซี "ไม่ใช่ อยากกินก็กิน อยากเที่ยวก็เที่ยว ไม่เบียดเบียนให้ใครเดือดร้อนเป็นใช้ได้ " แล้วนี่เบียดเบียนตัวเองล่ะ ใช้ได้หรือไม่ การสนทนานั้นจบลงตรงที่ฝ่ายเพื่อนนั่งนิ่งเงียบ เพราะเขาคงได้คิดว่า เมตตาธรรมมิได้หมายความว่า เมตตาต่อผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แท้ที่จริงยังต้องเมตตาต่อตนเองด้วย "ไม่สร้างกรรมให้ชีวิตจริงของตนเองต้องตกต่ำลงสู่ห้วงเหวแห่งนรกนั่นเอง" ถ้าธรรมญาณตกต่ำออกทางหู ย่อมไปเกิดเป็นตังมิ้ง ออกทางปากย่อมไปเป็นปลาวาฬ เพื่อบำเพ็ญ "เมตตา" ให้สมบูรณ์นั่นแล
วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555
"เนื้อสัตว์ที่ศิษย์กินเข้าไปทุกชิ้น ก็เป็นเวรกรรม" - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตา
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา - พระพุทธจี้กงเมตตาประทานพระโอวาทกล่อมเกลา ความว่า...
"เนื้อสัตว์ที่ศิษย์กินเข้าไปทุกชิ้น ก็เป็นเวรกรรม เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นทุกๆครั้งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเขารายล้อมรอบตัวเราพร้อมที่จะดึงทึ้งทำร้ายเราทุกเมื่อ เมื่อเขามีโอกาส"
วันนี้มาอยู่ที่นี่ฟังธรรมะ เขาพูดเรื่องการกินเจกันทั้งวันตอนนี้เรารู้ว่า การกินเนื้อเขานั้นเป็นบาป เป็นอกุศล แต่เราติดอะไร เรามีนิสัยความเคยตน คือติดรสชาติที่เราปรุงแต่งขึ้นใช่หรือเปล่า แล้วเราก็ติดในสิ่งนี้รสชาติเกิดที่อวัยวะส่วนไหนของร่างกาย(ลิ้น) ลิ้นมีกี่นิ้ว(สามนิ้ว) ร่างกายมีนับไม่ถ้วนนิ้ว สูงก็สูง ใหญ่ก็ใหญ่ แต่แพ้ลิ้นสามนิ้ว ถ้าหาก เอาเนื้อสัตว์แดงสดๆ ให้ศิษย์จะกินไหม ? (ไม่กิน) เพราะไม่อร่อย กลัว พยาธิ กลัวโรคภัยไข้เจ็บ แต่ปรุงแล้วเราก็กล้ากิน การปรุงก็คือเราเป็น ผู้ปรุง เปรียบเสมือนกิเลสที่มีในใจของเรา เสื้อสวยสักตัวก็คือผ้าหนึ่งผืนบ้านสวยหลังหนึ่งก็คือ อิฐ ปูน ทราย รกเก๋งคันใหญ่ก็คือเหล็กอันหนึ่ง จริงๆ แล้วเนื้อสัตว์ที่กองอยู่ในจานอาหารบนโต๊ะของเราก็คือ ไก่ที่ร้อง ได้ กะพริบตาได้ หมูในจานก็คือหมูตัวหนึ่งที่เคยมีชีวิตและพร้อมที่จะ วิ่งชนเรา ถ้าเราทำร้ายเขา เพียงแต่ตอนนี้เขาตายไปแล้วไม่มีชีวิต ไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้ โกรธก็ได้แต่โกรธอยู่ในใจ กรรมก็เป็นของเรา เมื่อมี กรรมแสดงว่าเราต้องหากุศลมาทดแทน มาใช้คืน
ศิษย์กินเนื้อสัตว์ทุกวัน แต่หากุศลทุกวันไหม ถ้าศิษย์กินทุกวันต่อให้หากุศลคืนเขาได้ทุกวันก็แค่เท่าตัวจะมีกุศลเหลือพอไปเป็นพุทธะไหม ? กินเจไม่มีกุศลเพียงแต่ไม่สร้างกรรม ฝึกเมตตาจิตของตนเองให้เรานั้นเป็นผู้ที่มีเมตตาสูงขึ้น อันเป็นคุณธรรมที่สมควรจะฝึกฝนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นตอนนี้สิ่งที่รู้แล้วเราไม่ทำ กลับไปบ้านแล้วเราก็ยังกินเนื้อสัตว์ ครั้งแรกพลาด ครั้งที่สองเขาเรียกว่า เผลอ ครั้งที่สามเรียกว่าตั้งใจ บาปไหม ? (บาป) คนที่ผิดซ้ำสองซ้ำถามอย่างนี้เป็นพุทธะได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาฟังธรรมะมองคนรอบข้างเขาทำสิ่งใดที่เราควรจะเลียนแบบบ้าง อย่างเช่นเขากินเจใช่หรือเปล่า ไม่ต้องมองว่าเขาพูดจาเสียงดังไม่เกรงใจเราเลย ให้มองแต่สิ่งที่ดี ๆ เหมือนหนังสือที่เราดู หนังสือธรรมะควรจะดูไหม (ดู) หนังสือโป๊ๆเปลือยๆ ควรดูไหม (ไม่ควร)
เพราะฉะนั้น... ต้องระวังตนเอง เนื้อสัตว์ที่ศิษย์กินเข้าไปทุกชิ้น ก็เป็นเวรกรรม เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นทุกๆครั้งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเขารายล้อมรอบตัวเราพร้อมที่จะดึงทึ้งทำร้ายเราทุกเมื่อ เมื่อเขามีโอกาส อาหารเจกับอาหารเนื้อสัตว์ อะไรอร่อยกว่ากัน ? (เจ) อย่างนี้กินอาหารเจดีไหม ? (ดี) กินตลอดชีวิตเลยได้หรือไม่ ? (ดี)
สิ่งที่ศิษย์ได้ศึกษาอยู่ขณะนี้อาจารย์บอกได้ว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดขออย่าได้นำธรรมะที่ศิษย์รับไปนั้นไปเปรียบเทียบกับสิ่งใด ศิษย์ลองมองดูสิว่าร่างกายหนึ่งร่าง มีดวงจิตหนึ่งดวงใช่ไหม การที่ธรรมลงมาโปรดในโลก ไม่ใช่ว่าตอนนี้จึงจะโปรด แต่โปรดมานานแล้ว โดยที่ศิษย์ไม่รู้ ในครานี้เป็นโอกาสเปิดกว้าง โปรดธรรมะลงสู่ปุถุชน ศิษย์เองเป็นปุถุชน เพราะฉะนั้น โอกาสนี้ควรมิควรที่ศิษย์จะรักษาไว้ (ควร) ถ้าศิษย์บำเพ็ญในยุคสามที่เปิดกว้างนี้ อาจารย์บอกได้เลยว่า คนที่บำเพ็ญนั้นสามารถจะหลุดพ้นได้ อยู่แต่เพียงว่าจะบำเพ็ญได้ทันแค่ไหนเท่านั้น ชีวิตคนมีร้อยปี ถ้าบำเพ็ญวันละ 2 นาที จะทันไหม (ไม่ทัน) วันหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าทุกเวลาทุกนาที ศิษย์รู้จักมองตนเองแก้ไขตนเองแล้วสร้างกุศลให้มากๆ ตามกำลังที่จะทำได้ การที่ศิษย์ได้รู้ที่ตั้งแห่งจิตนี้จึงสามารถที่จะหลุดพ้นได้ แต่กรรมก็ต้องใช้ให้หมดด้วยชีวิตนี้เกิดมาเราอายุไม่เท่าไร แต่ที่ผ่านมากี่ภพกี่ชาติก็ต้องใช้กรรมที่สะสมมาให้สิ้น ทำอย่างไรจะใช้กรรมหมดล่ะ(สร้างกุศลเร่งบำเพ็ญธรรม)
อาจารย์ถามคำถามง่ายก็จริง แต่อย่าคิดว่าคำตอบนี้ง่าย เพราะว่าแต่ละคำตอบย่อมต้องนำกลับไปปฏิบัติจึงจะได้ผล มีคนคิดว่าถามคำถามอะไรก็ไม่รู้ แต่ศิษย์ควรจะรู้คำตอบนี้ ตอบแล้วต้องทำให้ตลอดชีวิต ถ้าได้แต่ตอบไม่นำกลับไปทำก็ไม่มีค่า ต่อให้ธรรมะล้ำค่ากว่านี้แต่ศิษย์ไม่ได้นำกลับไปปฏิบัติเลย ทุกวันนอนอยู่กับบ้านแล้วก็ออกไปสังสรรค์ ขับรถกลับมาบ้านเหนื่อยขอนอน ที่สุดแล้วชีวิตก็เป็นปุถุชนแล้วจะพูดอะไรถึงพุทธะ ตอนนี้ทุกเวลาทุกนาทีของเรามีค่าไหม เราไม่รู้ว่าเราจะเกิดความท้อถอยวันไหน ชีวิตของเราจะตกอับในวันไหนเรารุ่งเรืองแล้วเราจะลืมตัวหรือเปล่า เราไม่สามารถจะคาดคะเนชีวิตของเราได้เลย บางคนเกิดความกลัวหรือเกิดคาดหวังก็ชอบไปดูหมอดูแต่มนุษย์ก็พูดไว้ได้ดีว่า หมอดูคู่กับอะไร (หมอเดา) ชีวิตของเราจะสำเร็จต้องไปดูหมอดูไหม ? (ไม่จำเป็น)
ชะตาชีวิตของเรานั้นเปลี่ยนได้แม้ว่าชะตาชีวิตของศิษย์จะเป็นเช่นนี้ แต่หากว่าศิษย์รู้จักที่จะแก้นิสัยความเคยชินของตัวเอง ในที่สุดชะตาชีวิตของเราก็จะเปลี่ยน ถ้าหากทุกวันศิษย์ชอบเดินไปในทางที่มีท่อที่เขาขุดไม่เสร็จวันหนึ่งก็ต้องตกท่อแต่ถ้าศิษย์แก้ไขทางเดินให้ราบเรียบ ถึงศิษย์เดินไปอีกสิบหนแม้หมอดูบอกว่าต้องตกท่อตาย แล้วจะตกไหม ? (ไม่ตก) เพราะฉะนั้น จะแก้ไขวิถีทางชีวิตแห่งปุถุชนของตนให้ดีขึ้นอย่างไร (กินเจ...ไม่สร้างเวรกรรมเพิ่มขึ้น) เช่นนั้น งดเบียดเบียนสัตว์ งดกินเนื้อสัตว์ดีไหม ?
วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555
โปรดตนเองให้เป็นพระ - พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตาประทานลงหนังสือวงเวียนกรรมของสัตว์โลก
"โปรดตนเองให้เป็นพระ"
พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตาประทาน
ถึงแม้นเรา(พระโพธิสัตว์กวนอิม)จะมีความตั้งใจโปรดสัตว์ก็ตาม แต่ผู้คนหลงระเริง ไม่ยอมตัดความอยากมาฝึกฝนตัว ดังนั้นยิ่งจมยิ่งลึก ทะเลทุกข์ไหลไปเรื่อยๆ หลงอยู่ในทางสามแพร่ง ไม่อาจสำเร็จเป็นพระพุทธะได้ มีคำกล่าวว่า "พระไม่สามารถโปรดคนได้ คนต่างหากที่จะโปรดตนเอง" เพื่อหนังสือ "วงเวียนกรรมของสัตว์โลก" จึงจะแนะทาง "โปรดตนเองให้เป็นพระ"
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ผู้คนในโลกนี้ชอบกินเนื้อผู้อ่อนแอกว่า คนชอบแก่งแย่งกัน สัตว์เดรัจฉานก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากคนไม่ยอมปล่อยสัตว์ กินเลือดกินเนื้อสัตว์เพื่อดำรงชีวิต ดังนั้น นิสัยคนและสัตว์จึงผสมกัน เลือดลมของคนและสัตว์ไม่อาจเข้ากันได้ จึงเป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ... ดังนั้น คนที่กินเนื้อสัตว์ สัญชาติของคนและสัตว์จึงปะปนกัน ไปทำลายจิตใจจนคนไม่เหมือนเก่า จึงพบหน้าคนใจสัตว์เต็มไปหมด จะเห็นได้จากคนที่เจริญแล้วในสังคม แต่กระทำในสิ่งที่ป่าเถื่อน บาปกรรมสร้างสมกันมา คนก็เริ่มเบียดเบียน ถิ่นที่อยู่ของสัตว์ ทำอันตรายต่อชีวิต ดังนั้น คนจึงลดฐานะลงจนจิตใจอยู่ในระดับเดียวกับพวกสัตว์ ยังความห่างไกลจากหนทางสู่ความสำเร็จของพุทธะไป
หากต้องการกลับไปสู่หนทางของพระอริยะเจ้าก็ต้อง ถือศีล กินเจ ปลดปล่อยชีวิตสัตว์ เพื่อชำระจิตใจให้สะอาด และยังต้องช่วยเหลือให้สัตว์เหล่านั้นสำเร็จธรรมด้วย หากกระทำเช่นนี้ได้ แน่นอนทีเดียวเราก็ใกล้สำเร็จความเป็นพระได้เช่นกัน
ข้อ ๑. งดการฆ่า...สัตว์มีวิญญาณ มีเลือดเนื้อน้ำตา มีเจ็บปวดทรมานและมีจิตใจ โดยใช้จิตเมตตาธรรมและความกรุณา จึงทนดูการฆ่า ไม่ได้ ปราชญ์เมิ่งจื้อกล่าวว่า “สุภาพชนต้องอยู่ห่างครัวไฟ” นั่นคือไม่อยากให้มีการฆ่า ไม่อยากเห็นการฆ่า...มนุษย์มีจิตรักสัตว์ ระหว่างคนด้วยกันจะไม่มีการต่อสู้ฆ่าฟันกัน ฉะนั้น การงดเว้นการฆ่าสัตว์จึงเป็นพื้นฐานหล่อเลี้ยงจิตใจ คนให้เกิดความเมตตากรุณา
ข้อ ๒. งดการกิน...เมื่อไม่ฆ่าแล้วก็ต้องไม่กิน เนื่องจากไม่กินเป็นผลให้คนฆ่าน้อยลงหรือเลิกฆ่า พวกพืชผักมีคุณค่าเพียงพอสำหรับมนุษย์และไม่มีอันตราย เนื่องจากพวกสัตว์ไม่มีการชำระร่างกาย พวกเชื้อโรคจึงเข้าอาศัยอยู่ได้ง่าย คนที่กินเนื้อก็จะได้รับเชื้อโรคทำให้เกิดโรคร้ายเนื้องอก มะเร็งต่างๆ ได้สารพัด แพทย์ก็จนปัญญาที่จะรักษา ในที่สุดก็ต้องทิ้งสังขารนี้ไป
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่กินเนื้อก็มักจะได้รับการก่อกวนจากวิญญาณสัตว์ ทำให้จิตของคนทุกวันนี้ไม่ปกติสุข ซึ่งทำให้โรคภัยไข้เจ็บทวีขึ้น จึงอยากให้ชาวโลกเลิกทานเนื้อสัตว์ หันมากินพืชผักธรรมชาติ ถึงแม้อยู่ในทำเลที่ไม่สะดวก การกินอาจจะขัดสน แต่จิตใจก็ไม่หลอกลวงทุจริตและปล้นจี้เกิดขึ้น
ข้อ ๓. ปลดปล่อยสัตว์...เมื่อสามารถงดเว้นการฆ่าสัตว์แล้ว งดการกินเนื้อสัตว์ได้แล้วแต่ก็ยังไม่พอ เพราะยังมีสัตว์พวก นก ปลา และเต่า ที่ยังถูกฆ่าอีกจำนวนมากมาย เพื่อให้จิตเกิดความเมตตา ควรซื้อหาสัตว์มาปล่อยให้มันมีชีวิตอิสระ เป็นการช่วยเหลือให้พ้นจากการถูกคุมขัง รอดจากการสังหาร สัตว์เหล่านี้จะรำลึกถึงบุญคุณโดยไม่อาจบรรยาย
การที่พวกมันต้องไปเกิดเป็นสัตว์นั้นก็ล้วนมีสาเหตุเกิดจากทำบาปหนักตั้งแต่ชาติก่อน โดยเฉพาะละเมิดศีลข้อหนึ่งคือ เว้นจากการเบียดเบียนเข่นฆ่าสัตว์ ควรได้รับโทษประหาร แต่ผู้ที่มีเมตตาจิตควรอโหสิกรรมให้พวกมันเสีย นับประสาอะไรที่มันก็ไม่ได้ทำอันตรายเรา และไม่มีความสามารถด้วย มนุษย์สามารถปล่อยสัตว์ต่อเมื่อทรวงอกเต็มไปด้วยเมตตาจิต และพร้อมกันนั้นยังเป็นการฝึกนิสัยความมีมานะอดทนด้วย
งดฆ่าสัตว์ งดกินเนื้อสัตว์ แต่ให้ปล่อยสัตว์ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นแบบฝึกฝนสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ชำระวิญญาณให้ใสสะอาด
วิธีช่วยให้สัตว์เดรัจฉานได้ฝึกฝนธรรมะนั้นคือ ช่วยกันพิมพ์หนังสือธรรมเผยแพร่ ("วงเวียนกรรมของสัตว์โลก") ทำให้คนมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจสัตว์ ยังสามารถรู้ถึงความรู้สึกในใจของสัตว์อีกด้วย เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสสร้างความดีเพื่อลบล้างความผิด แท้จริงสัตว์ก็คือคนเวียนมาเกิดนั้นเอง เขาก็มีสิทธิที่จะมีชีวิตดำรงอยู่ในโลกเช่นเดียวกับเรา
ด้วยเหตุนี้ จึงจะระงับอารมณ์ ความโหดร้ายทารุณลงได้ เพื่อให้โลกมนุษย์นี้กลับกลายเป็นสุขาวดีแดนพุทธเกษตร มนุษย์และสัตว์ อยู่กับอย่างสันติสุข เพื่อเพื่อนมนุษย์เพื่อผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดความร่มเย็นกันถ้วนหน้า เป็นแดนบริสุทธิ์ในโลก มนุษย์ก็เท่ากับสมความตั้งใจของโพธิสัตว์ที่จะโปรดสรรพสัตว์ให้หมดโลกก่อนเข้าสู่นิพพาน
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ความเจ็บปวดของสัตว์ โดย ลี่อี้เจ๋ง
ความเจ็บปวดของสัตว์ โดย ลี่อี้เจ๋ง
1. คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน คือ ชีวิต ความโหดร้ายอันมหันต์ของมนุษย์โลกคือ ฆ่า
ซึ่งเป็นคำกล่าวทีกระจ่างที่สุดของคนโบราณ เป็นคำพูดที่สั้นและเข้าใจง่ายที่สุด เป็นคำพูดที่เจ็บปวดที่สุด พวกเราควรจะรู้ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด การฆ่าเป็นสิ่งที่โหดร้ายเจ็บปวดที่สุดเหมือนกัน พวกเราเคยอ่านหนังสือถึงโทษทัณฑ์ที่หนักที่สุดของมนุษย์ ก็คือ ตาย เท่านั้น ก็จะรู้ถึงความชั่วร้ายที่ก่อไว้ ความโหดร้าย แม้จะท่วมท้น เลวทรามที่สุดเมื่อตายลงแล้วทุกอย่างก็สิ้นสุด ไม่สามารถจะเพิ่มโทษได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่กลับกันพวกสัตว์ ที่ไม่มีพิษร้ายต่อผู้คน ถึงมีโทษก็ไม่ถึงตาย ฟัาดินยังอภัยโทษให้ได้ ผู้คนกับไม่คำนึงถึงสิ่งใดๆ จับมาฆ่าแกงทารุณกรรมอย่างโหดร้าย แล้วก็กินมันเข้าไป แทบถือเป็นเรื่องธรรมดา เฮ้อ! โลกนี้ ช่างโหดร้าย ไร้เหตุผล ยังมีอะไรหนักมากยิ่งไปกว่านี้บ้างไหม?
ทุกชีวิตของสัตว์ที่มีอยู่ในโลกนี้ ตั้งแต่มนุษย์จนกระทั่งสัตว์บกสัตว์น้ำ ถึงแม้จะมีความกแตกต่างกันทั้งรูปร่างและน้ำหนักแต่วิญญาณนั้นเหมือนกัน หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ สัตว์แม้ไม่มีรูปร่างเหมือนกัน แต่ก็มีน้ำจิตน้ำใจเหมือนคน ต่างก็รู้จักรักชีวิตของตน รู้จักกลัว รู้สึกเจ็บปวด ดังนั้นคนควรมีอัธยาศัยต่อสัตว์เหมือนมีอัธยาศัยต่อคน ไม่ควรเห็นความแตกต่างจากร่างกายสังขารเป็นข้ออ้างในการแบ่งแยก ในจุดนี้ อย่างน้อยที่สุดพวกเราต้องจดจำว่ามูลฐานของชีวิต ต่างก็มีชีวิตขึ้นตรงต่อฟ้าดิน ต่างก็ส่งกระแสจิตติดต่อกัน ไม่อาจที่จะดูหมิ่นเหยียดหยามกันได้ เธอลองคิดดูซิว่าเวลาเราถอนขนสักเส้นหนึ่ง เราจะรู้สึกสะดุ้งสะเทือนไปทั้งตัวเพียงเข็มแทงอันเดียว ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น หาใช่ร่างทั้งร่างก็ไม่ นั้นก็คือ ทุกชีวิตก็มีชีวิตเหมือนตัวเราเอง เลือดเนื้อก็เหมือนกัน ความเจ็บปวดทรมานจะต่างกันอย่างไร? ที่ยกย่องกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีคุณธรรมย่อมไม่มีเหตุผลพอที่จะกินสรรพสัตว์ได้ ควรจะรู้ว่า ฟ้าดินได้ให้กำเนิดชีวิตที่โง่เขล่า
เฉลียวฉลาด ตั้งชื่อว่า มนุษย์ แล้วก็ให้กำเนิดชีวิตที่โง่เขล่าเบาปัญญา ตั้งชื่อว่า สัตว์ ทั้งสองอยู่ร่วมกัน เพียงแต่ต่างกันเหมือนกับชีวิตของคนที่มีลูกคนโต แล้วมีลูกคนเล็กถัดๆ กันไปแม้มีความต่างกันเป็นพี่เป็นน้อง แต่ก็มีเลือดเนื้อ มีความสนิทสนมดุจเดียวกัน หากแต่ว่าคนมีสติปัญญาและพละกำลัง สมบูรณ์สมกับชีวิตสัตว์ประเสริฐ พวกที่หลงงมงาย และเข้าข้างตัวเองก็ทึกทักเอาว่า สวรรค์ส่งสรรรพสัตว์มาให้คนกิน คำพูดเหล่านี้มีหลักฐานอะไร? ถ้าอย่างนั้น เวลาเสือมันมาเจอคนเข้า มันก็กินคนเลยก็น่าจะพูดว่าสวรรค์ส่งคนมาให้เสือกินบ้าง การดำรงชีพของคนมีธัญพืชหลายชนิด มากเกินพอสำหรับดำรงชีพ ฟ้าดินประทานให้มากมายขนาดนี้แล้ว ยังมีเหตุผลอะไรอีกหรือ ที่อาหารการกินของคนเราจำเป็นต้องพึ่งชีวิตของสัตว์อีก?
พูดถึงคำที่ว่า ทุกชีวิตคือร่างเดียวกัน ผู้คนคงรู้สึกว่าตนเองใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ละคนก็มีร่างของแต่ละคน จะเป็นร่างเดียวกันได้อย่างไร? ที่แท้แล้วในครอบครัวหนึ่งก็เหมือนร่างเดียวกัน เช่นแม่ลูกเป็นต้น นี่เป็นความจริงที่แน่แท้ แต่ปัจจุบัน จะไปแลดูได้อย่างไรว่า ทุกชีวิตจะมีร่างกายอันเดียวกัน? ถ้าอย่างนั้น เมื่อร่างของแม่เห็ฯลูกน้อยดีใจ แม่ก็ดีใจด้วย ถ้าหากลูกน้อยเจ็บปวด แม่ก็รู้สึกเจ็บปวดด้วย ถ้าลูกน้อยเกิดเจ็บป่วยและตายไป ถ้าเป็นไปได้แม่ก็พร้อมจะเจ็บป่วยและตายแทน ภายใต้จักรวาลนี้ คนที่เป็นแม่จะไม่นับว่าลูกน้อยและตนเอง มีร่างดุจเดียวกัน ดุจเช่นผู้ที่รักบ้านรักชาติรักประเทศดุจเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกับการรักมนุษยชาติรักผู้คน เม่งจื้อ กล่าวว่า พระเจ้าแผ่นดิน อู้ เห็นไพร่ฟ้าจมน้ำก็เหมือนกับตนเองจมน้ำด้วย พระเจ้าแผ่นดิน เจ็ก เห็นไพร่ฟ้าอดอยากก็เหมือนตนเองอดอยากด้วย พระอรหันต์กษิติครรภ์ กล่าวว่าถ้าผู้คนยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ข้าก็จะไม่เข้าสู่พระนิพพานด้วยเหตุอันนี้ก็เช่นเดียวกับแม่ที่คอยดูแลลูกน้อย ที่มีความจริงใจคอยเฝ้าห่วงใยประดุจมีชีวิตอันเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถจะแบ่งแยกความสัมพันธ์อันนี้ได้ คนๆนี้คนๆนั้น และอีกหลายๆคน ก็มีดวงจิตที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าบนร่างกายนั้น ภายใต้หนังที่หุ้มอยู่ถ้าเอาเนื้อที่หนักไม่กี่สิบกิโลกรัมออกเสีย ก็จะกลายเป็นว่านี่เป็นของฉันนั่นเป็นของเขา ในกรณีที่เราไม่สามารถแยกหนังออกมาได้ถ้ามีโอกาสก็เอาส่วนที่มี่คุณสมบัติเหมือนกันมารวบรวมกันเข้าจากความน้อยนิดของฉันก็เพิ่มให้มันใหญ่ขึ้น เพิ่มเข้าไปอีกเรื่อยๆจนใหญ่คับฟ้า กลายเป็น ฉันแท้ๆ ไม่บกพร่องเลย! สิ่งที่ต้องรู้ก็คือเมื่อเปรียบเทียบส่วนที่ใหญ่ของฉันกับความประพฤติที่สูงหรือต่ำก็รู้ว่า คนที่เลวทรามที่สุด ก็คือ คนที่เอาเนื้อไม่กี่สิบกิโลกรัมนั้นมาเป็นของฉันนั่นแหละ ดังนั้น พฤติกรรมของเขาก็จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ความชั่วร้ายขนาดไหนก็ทำมาแล้ว ความชั่วร้ายที่ฆ่าชีวิต ก็เนื่องจากขาดความเห็นอกเห็นใจ อันสืบเนื่องมาจากความคิดเห็นของผู้คนไม่มีร่างเป็นดุจอันเดียวกัน!
2. ไม่ว่าใครฆ่าใครก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีขึ้นแต่ชาวโลกมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน
การฆ่ามี คนฆ่าคน คนฆ่าสัตว์ และ สัตว์ฆ่าคน 3 ชนิด แต่ผู้คนกลับเห็นว่า คนฆ่าคน เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด คนฆ่าสัตว์เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด สัตว์ฆ่าคน เป็นเรื่องน่ากลัวและแตกตื่นมาก! ข้าอยากให้พวกเราเปิดใจให้สอบถามสักหน่อยดูซิว่าน่าจะมีการแบ่งประเภทการฆ่าหรือไม่พูดออกอย่างจริงใจโดยที่จริงแล้วคนฆ่าสัตว์นั้นดุร้ายกว่าคนฆ่าคนมาก ยังดุร้ายกว่าสัตว์ฆ่าคนด้วย! เป็นเพราะอะไรหรือ? เพราะว่า คนฆ่าคน อาจเกิดจากการคดโกงทางกฎหมาย หรือไม่ก็เพื่อป้องกันตนเอง หรือไม่ก็ด้วยสาเหตุอื่นๆ สัตว์แม้จะฆ่ากันก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่นเสือก็ไม่อาจทำร้ายพวกนกได้ สัตว์น้ำก็ไม่สามารถทำลายสัตว์บกเป็นต้น มีแต่คนที่ฆ่าสัตว์ ฆ่าได้แม้แต่อยู่ในอากาศ อยู่ในท้องทะเลลึกในป่าและบนภูเขา ไม่มีที่ไหนที่ไม่ถูกฆ่า ทุกชนิดถูกฆ่ามาเพื่อบำเรอปากท้องทั้งสิ้น ก่อให้เกิดสิ่งน่าเศร้าสะเทือนใจ ทำให้นกไร้เพื่อนบินโดดเดี่ยว สัตว์ป่าหลงฝูง น่าสมเพชยิ่ง ลิ้นคนแลบถึงฟ้าและทะเลลึก การกระทำของคนเช่นนี้ กฎหมายก็ไม่สามารถเอาโทษได้แต่ยังได้รับการยกย่องจากคนพวกเดียวกันอีก การเข่นฆ่าของสัตว์ยังมีขอบเขต แต่การฆ่าของคนนั้นไร้ขอบเขตจริงๆ เมื่อพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้แล้วจะเห็นว่า คนฆ่าสัตว์ นั้นดุร้ายกว่า คนฆ่าคน อย่างโหดเหี้ยมทีสุดใช่ไหม? แล้วยังมีน้ำหน้ายกย่องตนเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ น่าจะเรียกว่าสัตว์โหดเหี้ยม จะเหมาะกว่า?
น่าสังเวชที่ชั่วชีวิตของคนเรานี้ ตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่โตจนแก่ ไม่เคยที่ไม่พ้นการฆ่า ตั้งแต่แรกเริ่มคลอดจากครรภ์มารดาก็ถือโอกาสเลี้ยงฉลองด้วยการฆ่าชีวิต เพียงไม่นาน พอเด็กอายุครบเดือน ก็ฆ่าชีวิตเลี้ยงกันอีก พอครบขวบปี ก็ฆ่าชีวิตอีก จนกระทั่งเติบโตได้เวลาแต่งงาน ถือว่าเป็นงานมงคลก็ฆ่าชีวิตอีก โดยถือโอกาสไหว้เจ้าฆ่าชีวิต แต่งงานก็ฆ่าชีวิตซึ่งวนเวียนไปวนเวียนมา ฆ่ากันตลอดศก ล้วนแล้วแต่สังเวยปากท้องทั้งนั้น ตลอดชีวิตสะสมแต่บาปเวร ชีวิตที่ถูกเราฆ่านั้นไม่รู้จักกี่ร้อยกี่พัน ยังมีอีก ตอนที่เจ็บป่วยก็อยากต่อชีวิต ร้องขอชีวิตอยู่ แต่กลับทำลายชีวิต แล้วอย่างนี้จะมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร ชีวิตการแต่งงาน เป็นชีวิตคู่ที่เริ่มรักสมานฉันท์ เหตุไฉนกลับเชือดเฉือนพรากให้มันจากกัน การให้กำเนิดบุตรนั้นถือว่าเป็นนิมิตอันดีแต่เหตุไฉน ต้องฆ่าแม่(ไก่)พรากลูกมันมีเหตุผลอะไรหรือ? โดยปกติ คนเราเมื่อมีงานมงคลก็ควรที่หาฤกษ์ยามและปฏิบัติสิ่งที่เป็นสิริมงคล จึงจะถูกต้อง เช่น อวยพรงานวันเกิด ควรใช้คำอวยพรให้อายุยืนยาวเหมือนเต่าเหมือนนกกระเรียนถ้าอวยพรเพื่อให้เพิ่มบุตรควรใช้คำพูดว่ามีบุญวาสนามีโชคได้บุตรประเสริฐรุ่งเรืองสืบสกุล ในขณะที่เราอยู่ในความคิดที่ดีๆ ก็เกิดมีการฆ่ากันอย่างมากๆขึ้นมา ก็จะบั่นทอนอายุที่ยืนยาวให้สั้นเข้า พวกที่ลูกมากก็มักจะด่าว่าลูกให้ฉิชบหายตายเร็ว หน้าบ้านก็กล่าวอวยพรกันเอิกเกริก หลังบ้านก็เป็นแดนประหาร เสียงร้องอย่างตระหนกตกใจเมื่อจวนจะตาย มันน่าฉงนจริงๆ ชีวิตบางชีวิตเหมือนตัวละครถูกฆ่า ชีวิตบางชีวิตอยู่ดีๆก็ถูกฆ่า บางชีวิตก็ทรงอำนาจแล้วถูกฆ่าน่าแปลกแท้ๆ
ลองมาดูกันว่าอาหารมื้อหนึ่งๆ ของคนเรา ก็ไม่พ้นจากการฆ่าชีวิต เช่น นกกระจาบจานหนึ่ง ๆ ไม่น้อยกว่าสิบชีวิต พวกหอยพวกกุ้งเป็นร้อยชีวิตจึงจะได้สักมื้อหนึ่ง แค่นั้นยังไม่พอต้องแต่งกลิ่นแต่งรส หาวิธีปรุงอาหารต่างๆ เพื่อให้รสชาติเหมาะชวนกิน บางอย่างก็กินกันสดๆ เลือดสดๆ กินกันอย่างพิสดาร กินกันอิ่มแล้วก็พออกพอใจ ถ้าหากทำมาช้าหน่อยก็พาลอารมณ์เสีย ไม่เคยคิดถึงบุญคุณของของที่อยู่ในจาน ล้วนมาจากความเครียดแค้นความทุกข์แสนสาหัสเพื่อปรนเปรอความสุขขั้นสุดยอดของท่าน โดยกลืนกินชิ้นส่วนของมันไม่เคยคิดถึงกรรมจะสนองอย่างไร เราลองคิดให้ลึกซึ้งอีกนิดว่าฉากแห่งความเหี้ยมโหดเกิดขึ้นขนาดไหน? เพื่อสนองความต้องการของปากท้อง ดังนั้น เมื่อฟ้าเริ่มสางของทุกๆ วัน เพชรฆาตที่นับจำนวนไม่ถ้วน มือถือมีด เพียงไม่ถึงชั่วยาม ชีวิตของสรรพสัตว์เป็นแสนเป็นล้านต้องดับจมลง ถ้าเอาซากศพมันมากองก็จะได้ภูเขาสูงมหึมา แล้วเลือดของมันมารวมกันก็จะไหลหลั่งสามารถย้อมแม่น้ำได้ทั้งสายทีเดียว ดูสภาพอนาถเวทนายิ่งนัก พวกมันทุกข์ยิ่งกว่าถูกโจรปล้นผลาญล้างเมือง ฟังเสียงร้องของพวกมันสะเทือนยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จะพบแต่คมมีดกรีดแหวะท้องปลายมีดทิ่มแทงหัวใจถลกหนังถอดกระดูกถอดเกล็ด เชือดคอลอกคราบเอาน้ำร้อนต้มตุ๋น อีกทั้งเกลือเหล้าหมักดองทั้งหอย กุ้ง ปู ปลา ฟ้าเอ๋ย! น่าสงสารเจ็บซ้ำยิ่งนัก ยากที่จะหาทางระบายออกมาได้ น่าเอน็จอนาถสุดทนได้ สร้างบาปมหันต์ จมปรักอยู่ในความแค้นนับหมื่นๆชาติ ซึ่งสืบเนื่องแต่ปากท้องทำให้ก่อเวรกรรมขึ้น
3. ความมีพรหมวิหารสี่ ความจงรักภักดี ความมีสัมมาคารวะ ความมีปัญญาและความดี สัจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมีไว้ประจำตัวคุณธรรม 5 ประการนี้ ถ้ารักษาได้เป็นปกติ ก็จะไม่ละอายใจตนเองเป็นบุคคลที่สง่าผ่าเผย
อันชีวิตมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ฟ้าดินนี้ มีสังขารเล็กๆ เพียงแค่เจ็ดฟุตเมื่อยืนหยัดอยู่กับความกว้างใหญ่ของฟ้าดินที่แท้อาศัยกับอะไรเล่า? มนุษย์ที่ยกย่องว่าเป็นสัตว์ประเสริฐพึ่งพิงอยู่กับอะไร? ก็เพราะมนุษย์มีคุณธรรมห้าประการที่สามารถยืนหยัดอยู่กับฟ้าดินโดยไม่ละอายใจและไม่ละอายใจที่ยกย่องตนเองเป็นสัตว์ประเสริฐเลย แต่ทว่า ถ้าขาดศีลข้อห้ามฆ่าสัตว์ เกิดการฆ่าชีวิตขึ้น ก็เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ ที่มีคุณธรรมประจำใจ เช่น ฆ่าตัวเขาเพื่อความอ้วนท้วนของตัวเรา ก็จะขาดพรหมวิหารสี่พรากญาติขาดมิตรเขาเพื่อเลี้ยงดูเพื่อนพ้องตนเอง ก็เป็นผู้ขาดความจงรักภักดี ถ้าเอาเนื้อหนังมันมาเซ่นเจ้า ก็จะขาดคุณธรรมข้อสัมาคารวะ และที่ยกย่องว่าชะตาชีวิตล้ำเลิศ ต้องเสพกินคาวเลือดก็เป็นผู้ที่ขาดสติปัญญา เอาเหยื่อล่อหลอกให้เหยื่อติดกับก็เป็นผู้ไร้สัจจะ เฮ้อ! มันอาศัยอยู่ในโลกกิเลส ถ้าไม่รักษาคุณธรรมทั้งห้าก็จะไร้ความเป็นมนุษย์ไป เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉานแล้วมันจะแตกต่างกันมากน้อยเท่าไร จิวอันสือ กล่าวว่า ความมีพรหมวิหารสี่เป็นธรรมข้อแรกของคุณธรรม ความรักเมตตาเกิดก่อนบุญกุศลทั้งหลาย ถ้าหากเราต้องการเป็นคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนก็ควรปลุกใจเราให้มีพรหมวิหารและการให้อภัย อะไรคือพรหมวิหารอะไรคือการให้อภัย? นั่นคือทำจิตใจเราให้เผื่อแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายคิดเพื่อมัน ถ้าหากทำได้ แม้แต่คนที่ใจคอโหดเหี้ยมก็จะรู้สึกหวั่นไหวอ่อนลงได้ เมื่อทนทำต่อสังคมไม่ได้ ก็ยิ่งทนทำต่อคนด้วยกันก็เมตตาต่อสัตว์ด้วยเช่นกัน ผู้ที่มีจิตใจรักสัตว์ก็ย่อมมีจิตใจรักคนทั้งหลายด้วย ดังนั้นจะพูดแทนสัตว์ว่า ใจที่ไม่ทนทำสิ่งเลวร้ายได้นี้ จะเห็นคนทั้งหลายดั่งพี่น้องร่วมท้หงเดียวกัน ก็จะพ้นภัยพิบัติการฆ่าฟันกันได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข!
ท่านลองหวนคิดดูซิ ตอนที่จะจับมันฆ่า มันตกใจกลัวขนาดไหน ถ้าบินหนีได้ก็จะบินหนี ถ้ามุดดินได้ก็จะมุด มันก็จะโทษฟ้าดินไม่ปราณีมัน เช่นเดียวกัน ถ้าเราถูกโจรจับ ขวัญหนีดีฝ่อมันมีอะไรต่างกันเล่า? มันก็น่าสงสารเหมือนกับพวกสัตว์อย่างเดียวกันฆ่าไก่สักตัวหนึ่ง ฝูงไก่ที่เหลือก็กลัวลาน ฆ่าหมูสักตัวหนึ่ง หมูที่เหลือก็ไม่ยอมกินอาหาร ถ้าพวกเราถูกโจรมันขังทั้งบ้านก็จะตกใจกลัวหรือหากมีใครตายลง ญาติมิตรของเราร้องไห้ที่ต้องตายจากกันมันก็ไม่ต่างกันใช่ไหม? ให้คิดถึงทุกชีวิตตอนที่ถูกฆ่า เสียงร้องจะโหยหวน หวังจะได้รอดชีวิตมา แม้นเลือดจะหยุดหยด ลมหายใจจะขาดลง แต่เสียงร้องจะยังไม่หยุดลงทันที เหมือนกับพวกเรายามต้องโทษประหาร ก็หวังที่ให้เทพเจ้าช่วยเหลือให้พระคุ้มครองจิตวิญญาณกำลังแยกจากกัน ในเสี้ยววินาทีนั้นก็ยังหวัที่จะรอดชีวิตสิ่งเหล่านี้จะมีอะไรแตกต่างกันไหม? ถ้าหากคนกินเนื้อพูดว่าสัตว์มันพูดไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น พวกใบ้ก็น่าจะถูกฆ่าด้วยใช่ไหม? ถ้าพูดว่าสัตว์มันมีบาปตกต่ำลง ถ้าเช่นนั้น พวกยากจนตกต่ำก็ควรฆ่าใช่ไหม? โอ้!มนุษย์หนอ? ชอบโทษว่ามันเป็นสัตว์ต่างประเภทต้องถูกกินตอนที่กินมันก็ถือว่าฉันเก่งกว่ามัน แต่ตอนที่จะชดใช้กรรมมันก็น่าจะพูดว่ามันถูกต้องฉันนั้นผิดเอง ควรรู้ไว้ว่า คนและสัตว์ก็เหมือนกันรักชีวิตกลัวตาย รักใคร่เพื่อนพ้อง ถ้าถูกฆ่าก็รู้สึกทุกข์ร้อนเหมือนกันที่ต่างกันก็คือ คนมีปัญญา สัตว์โง่เขลา คนพูดได้ สัตว์พูดไม่ได้คนเก่งกว่าสัตว์ เช่นนี้ เป็นต้น คนถ้าหากไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถป้องกันตัวได้ ถ้าพูดไม่ได้ก็บอกกันไม่ได้ ถ้าหากเทียบพละกำลังกันถ้าน้อยกว่าเรา ก็จะถือว่าแตกต่างกันอย่างนั้นหรือ? ก็ควรถูกฆ่าเอามากินใช่ไหม? พูดแบบนี้ ไม่มีเหตุผล ผิดคุณธรรม แต่คนก็พูดออกมาได้!
ชาวโลกเมื่อประสพภัยจวนตัว ไม่มีใครที่ไม่ร้องขอให้ช่วยชีวิต จะหยุดต่อเมื่อตามองไม่เห็น ถ้าได้รับอันตรายจากมีดหรือปืนหรือพวกโจรผู้ร้าย จะไม่ตัวสั่นขวัญผวาหรือ ถ้าหากพบว่าโจรมันใจอ่อนลง ก็อดไม่ได้จะดีใจ แต่ก็ตกใจ เกิดบังเอิญมีคนช่วยเหลือชีวิตรอดมาได้ ก็จะรู้สึกขอบคุณจนโศกสะอื้น จดจำบุญคุณไม่ลืมจนวันตาย แต่ถ้าจับสัตว์มาได้ ความสมเพชเวทนาต่างๆ จนกระทั่งเสียงร้องอันโหยหวน ก็เหมือนกับไม่ได้ยินไม่ได้ฟังเลย น่าสมเพชคนพวกนี้ เมื่อถูกยุงกัดก็เกิดรำคาญแต่สัตว์ที่อยู่บนเขียงนั้น ก็ไม่เวทนาสงสาร แต่พอปวดหลังปวดตาเข้าหน่อย ก็รีบหาหมอหายาหรือได้รับบาดเจ็บจากมีด เข็ม หรือไฟลวก ก้ร้องโอดโอย ขอความช่วยเหลือ รักตัวสงวนชีวิตถึงเพียงนี้แล้วทำไมต่อสัตว์ กลับไม่ให้ความเวทนาสงสารบ้าง ฆ่าแกงได้ตามอำเภอใจเรา จะไม่พูดถึงกฎแห่งกรรม จะไม่พูดถึงการห้ามฆ่าสัตว์ของพุทธศาสนา เราพูดกฎแห่งกรรมรักตนเอง แต่ไม่รู้ไม่มีจิตใจของความรักสัตว์ ความไม่มีเมตตาอารีย์และอภัยเช่นนี้ รู้แต่ผลประโยชน์ส่วนตนเห็นแก่ตัวที่สุดสุภาพบุรุษผู้ที่รักศักดิ์ศรีของตนเองอยู่บ้าง ก็ไม่ควรประพฤติแบบนี้ผู้คนหากอยู่ในสภาพที่โง่ากว่าหรืออ่อนแอกว่า ขณะนั้นจิตใจก็อยากให้มีคนสงสาร ถึงแม้โจรจะเหี้ยมโหด เสือ หมาป่า จะโง่เขล่าคนก็ยังหวังว่าในตอนนั้น ในเวลานั้น ก็เปลี่ยนสภาพไปอีกแบบหนึ่งไม่ยอมให้ความสงสารแก่ผู้ที่อ่อนแอกว่าตนล่ะ! น่าหัวเราะคนเราที่กลัวคนดุร้าย แต่กลับไปรังแกคนที่ดีๆ ใจในก็เกิดการดูหมิ่นและรังแกคนดี ตลอดชีวิตที่ชอบรังแกคนดีๆ แต่กลัวคนดุร้าย มักไม่ค่อยรู้สึกตัว และไม่มีปัญญาไปปราบปรามคนดุร้าย ก็จับคนดีไปรังแกแทน วิธีที่ใช้กำลังที่เหนือกว่าไปรังแกคนที่อ่อนแอกว่า หรืออาศัยจำนวนคนที่มากกว่าไปรังแกคนที่จำนวนน้อยกว่า จิตใจที่เลวทรามชั่วช้าเช่นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบ่อเกิดของการสร้างบาปก่อเวร เราเริ่มสังเกตพวกมนุษย์จากจุดนี้ ว่าแตกต่างจากสัตว์หรือไม่ บางทีมนุษย์แย่กว่ามันด้วยซ้ำไป เป็นสิ่งน่าละอายใจของมนุษย์แท้ๆ ดังนั้นศาสดาเมื่อจะเริ่มสอนคน ก็จะเริ่มด้วยความเมตตาและให้อภัยเมตตาและให้อภัยก็คือ เอาตนเองไปเปรียบเสมือนผู้อื่น เมตตาต่อผู้คนและมีจิตใจรักสัตว์ไงล่ะ!
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข้อความที่ห้ามการฆ่าสัตว์ของสมาคม อี่เก้ย สาระสำคัญของข้อความนี้คือ เอาใจเราไปเปรียบใจสัตว์เพื่อน้ำใจอันดีงามที่ถูกปิดตายด้วยประตูเหล็ก บุรุษนิรนามพวกนี้ตั้งคำถามสิบข้อ ถามใจที่ถูกปิดด้วยประตูเหล็ก แรงดลใจของเขาใหญ่หลวงนัก เขาต้องการให้ประตูเหล็กเปิดออก จะได้เห็นใจอันงามอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้
1.ในสมัยสงคราม พวกเราต้องหนีภัยสงคราม อาศัยโชคดีที่สุดก็รอดชีวิตมา ถ้าหากในเวลานั้น ถูกศัตรูไล่ตามเข้ามาทุกๆ ระยะเมื่อรู้ว่าไม่มีโอกาสจะรอดแน่ จิตใจขณะนั้นไม่แตกตื่นผวาขึ้นมาบ้างหรือ ?
2.ในขณะนั้น ถ้าถูกจับได้ ลากเดินเหมือนลากหมูลากหมารู้แน่ว่าต้องถูกฆ่า จิตใจอยู่ในสภาพอะไร ? ไม่แตกกระเจิงหรอกหรือ ?
3. ในขณะนั้น ถ้าพบคู่ชีวิต กำลังถูกโจรเชือดเฉือนเลือดไหลเนื่องนอง จิตใจเราจะอยู่ในสภาพอย่างไร? ไม่ขวัญหนีดีฝ่อหรอกหรือ ?
4. ในขณะนั้น ถ้าพบว่าเพื่อฝูงญาติมิตร กำลังถูกโจรมัดหมดทางช่วยเหลือ จิตใจเราจะเป็นอย่างไร? จะไม่รู้สึกสงสารเจ็บปวดบ้างหรือ ?
5.ในขณะนั้น ถ้าเราถูกฆ่า กำลังถูกชำแหละ เสียงร้องเจ็บปวดโหยหวน ชีวิตยังไม่สิ้น อยากให้ตายโดยเร็ซ จิตใจเราขณะนั้นเป็นอย่างไร ? ไม่โกรธแค้นหรอกหรือ ?
6.ในขณะนั้น เราต้องถูกฆ่าแน่นอน เกิดมีโจรคนหนึ่งใจดีปล่อยเราไป จิตใจของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร? ไม่รู้สึกดีใจหรอกหรือ ?
8. อีกแบบหนึ่งคือ โจรทุกคนให้ปลดปล่อยนักโทษหมดผู้ถูกจับมาก็มีหวังรอดตายได้ แต่บังเอิญมีโจรอีกคนหนึ่งว่า พวกเรานั้นเกิดมามีเคราะห์กรรมควรฆ่าให้หมด ใจเราขณะนั้นเป็นอย่างไร? ไม่รู้สึกโกรธเคืองหรอกหรือ?
9.ในขณะนั้น คู่ชีวิตของเรากำลังเจ็บป่วยอยู่ ที่จริงควรปล่อยตัวเราไป แต่มีโจรหนึ่งคัดค้านพูดว่า ป่วยหนักอย่างนี้ รอดชีวิตฆ่าเสียดีกว่าเพื่อหมดปัญหา อยากรู้ว่าใจเราขณะนั้นไม่เคียดแค้นบ้างหรอกหรือ ?
10.อีกอย่างหนึ่ง ในบรรดาญาติมิตรเรา กว่าครึ่งเป็นเด็กอยู่ ที่จริงควรปล่อยไป แต่มีโจรหนึ่งคัดค้านขึ้น พูดว่า ชีวิตน้อยๆ อย่างนี้ ไม่ฆ่าก็ต้องตาย เอามาฆ่าแกงกินจะไม่อร่อยปากหรือ ? ใจเราขณะนั้นรู้สึกอย่างไร ? จะไม่เจ็บช้ำปวดร้าวหรอกหรือ ?
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาเรียกเราให้ถามใจเราเอง ด้วยข้อคิดต่างๆ ถามใจเราว่า เพื่อปากท้องของเรา ไปเชือดเฉือนจับแกงพวกสัตว์ พวกกุ้ง หอย ปู ปลา เมื่อถูกจับมาอยู่เคียงข้างหม้อน้ำร้อยมันต้องเจ็บปวดแสนสาหัส อีกไม่นานมันก็ต้องจากคู่ครอง ญาติมิตรต้องจบชีวิตลงแสนทรมาน ปากก็พูดไม่ได้ ดิ้นรนรอตาย เทียบสภาพต่างๆ ที่ตนถูกโจรจับปล้นในขณะนั้น และความนึกคิดในเวลานั้นจะมีอะไรแตกต่างกัน เอาใจเราไปใส่ใจเขา เอาใจเขามาใส่ใจเรากับคำพูดของข้าที่ว่า บัเอิญเจอะโจรปล้นฆ่าตายเสียเก้าคน รอดตายมาได้หนึ่งคน จากการปลดปล่อย แต่เกิดมีโจรหนึ่งขัดขวาง ในที่สุดก็ต้องถูกฆ่า สภาพต่างๆที่เกิดขึ้น นึกคิดดูว่าเหมือนกับตอนนี้หรือไม่?
สุดท้ายนี้ขอพูดว่าพวกเราทุกคน ภาวนาห้ามฆ่าสัตว์ ไม่ใช่ขอบุญ ไม่ใช่หลีกเลี่ยงภัย คือเพื่อตัวเองรู้เจ็บกลัวตาย ใจนี้ยากที่จะปกปิด พูดแทนสัตว์ ให้เปรียบเทียบตัวเรา คิดไปคิดมาไม่อาจทนได้ ใจนี้ทำไม่ได้จริงๆ ใจอันประเสริฐของเรานี้ ควรตื่นจากภวังค์ได้แล้ว
4. ถ้าหากชาวโลกยังไม่ทำใจให้งดฆ่าสัตว์ได้ ก็ควรจะพิจารณาดูสัตว์ที่ถูกปล่อยรอดชีวิตกมาได้ ก็เหมือนกับตัวเองสามารถรอดชีวิตมาได้ ก็ดุจเช่นเดียวกับสรรพสัตว์ที่ไม่ต้องแตกตื่นตกใจ
หากเป็นไปได้วันหนึ่งๆ 24 ชั่วโมง คิดแต่จะปล่อยชีวิต โดยไม่คิดลังเล อย่าให้สัตว์ต้องถูกขังนานจนทนไม่ไหว อย่าได้ไหว้วานผู้อื่น เดี๋ยวจะได้รับอันตราย และอย่าได้กำหนดวันเวลา เพราะจะมีผู้คอยดักจับสัตว์ และอย่าได้กำหนดสถานที่ เพราะมีคนคอยสืบรู้ไปคอยดักจับ เอาเป็นว่าเมื่อตาได้พบเห็น ก็ซื้อปล่อยทันที ปล่อยยังที่ที่เปลี่ยวยิ่งไกลยิ่งดี นานๆ เข้า ใจที่อยากฆ่าสัตว์ก็จะสูญหายไปโอกาสเกิดของสัตว์ก็มากขึ้น ทุกชีวิตอยู่อย่างสันติ ไม่เพียงแต่ในโลกนี้เท่านั้น แม้แต่ทุกตารางนิ้วของภายในของเรา โดยอย่าคิดว่าฆ่าชีวิตเพียงเล็กๆ แล้วจะไม่เป็นไร อย่าคิดว่าการปล่อยชีวิตน้อยๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าคิดว่ายุ่งยากลำบาก จงคิดถึงแต่กุศลท่าเดียว และอย่าเป็นเพราะราคาสูง เลยละทิ้งการสร้างกุศล ควรรู้ไว้ว่าชีวิตหนึ่งก็ไม่ใช่น้อย แม้สรรพสัตว์ชีวิตก็ไม่ใช่มาก แม้มดยุงชีวิตก็ไม่ใช่เล็ก วัวควายก็ไม่ใช่ชีวิตใหญ่ เงินเหรียญเดียวก็ไม่พอเพียง แม้เงินหมื่นแสนก็ไม่ใช่มาก ขอเพียงจิตใจตนเองมีจิตตั้งมั่นแน่วแน่ เราควรตระหนักถึงชีวิตอันละเอียดอ่อน ย่อมถูกฆ่าได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เมื่อตนเองงดฆ่าสัตว์แล้วยังต้องใช้วาจาสุภาพมาตักเตือนเพื่อนฝูงพี่น้อง ทำให้ทุกคนมีจิตเวทนา ก็จะเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ โดยใช้ปากเท่านั้น
ผู้คนมักพูดว่า ใจดีก็พอแล้ว ทำไมต้องกินเจอีกเล่า? อยากถามว่าฆ่ามันแล้วกินเนื้อของมัน ภายใต้ฟ้าดินนี้ยังมีใครโหดเหี้ยมอำมหิตเกินกว่านี้อีกบ้างไหม? แล้วใจดีที่แท้อยู่ที่ไหนกัน? โดยปกติใจที่ทนดูไม่ได้นั้นใครๆก็มีอยู่ ดังนั้นเมื่อใครเห็นผู้ร้ายมือสังหารแน่นอนทีเดียวเราต้องเกลียดเขาเป็นพิเศษ แต่ว่าเมื่อแลเห็นก้อนเนื้อในมือสังหาร ก็ทำให้น้ำลายหกอยากจะกินขึ้นมาแล้ว แล้วก็พากันพูดว่าชีวิตคนเรามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือคิดแต่ว่าจะเอาบาปกรรมป้ายให้เขาไป ข้าขอเพียงแต่อร่อยปากอิ่มท้องก็พอแล้ว ทำไมไม่คิดว่าผู้ซื้อถ้าเลิกกินเนื้อแล้ว ผู้ขายก็ย่อมจะหยุดฆ่าลงเอง ควรจะรู้ด้วยว่าฟ้าดินได้บันดาลให้อาหารแก่คนนั้น มีทั้งข้างต่างๆ ผลไม้และผักทั้งบนบกและในน้ำ ก็มากเกินพอ มนุษย์ก็ยังสามารถหาวิธีต่างๆในการปรุงแต่งรสได้อีก มากเกินพอเสียด้วยซ้ำ ทำไมยังต้องฆ่าแกงสัตว์ที่มีเลือดเนื้อเช่นเรา ซึ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกอย่างเดียวกันจับมากินเพื่อความอร่อยปากชั่วประเดี๋ยวเดียว เพียงวางช้อนส้อมลงรสชาติก็หมดไป แต่บาปกรรมนั้นคงอยู่ ซึ่งไม่ควรกำผิดแบบนี้เลย ผู้คนเสียเงินเป็นหมื่นเพราะรสชาติ เพียงขยับนิ้วหลายพันชีวิตก็จบลงหากเอาอาหารเจมาแทนเนื้อ ก็จะแทนการตายได้มาก ผลได้กับผลเสียนี้ ไม่อาจคำนวณได้ถูกต้องเลย!
ถ้าหากกินเจกันจริงๆ ใจของเราก็จะมีความสงบสุขอย่างไร้ขอบเขต ทั้งยังคุณประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ไม่กี่ปีมานี้แต่ละประเทศมีผู้หันมานิยมบริโภคกันมาก สาเหตุเนื่องมาจากวิทยาการก้าวหน้า มีการค้นคว้าคุณค่าในการบริโภคอาหารเจ กับอันตรายที่เกิดจากการาบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งมีหลักฐานที่จะพิสูจน้ได้และมีข่าวร้ายต่างๆ ที่จะแจ้งให้ทราบ ชีวิตของแต่ละบุคคลย่อมรักและหวงแหน ดังนั้น การกินอาหารเจเริ่มถือเป็นเรื่องธรรมดาความนิยมการกินอาหารเจนี้ที่ประเทศอเมริกันตื่นตัวมากที่สุด การกินอาหารเจนี้มีการอธิบายและแสดงความเห็น ถึงแม้จะไม่เด็ดขาดแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยการบริโภค ไปในแง่ดีของสังคมถึงแม้ชีวิตจะต้องดับลง เราก็ต้องยึดหลักไว้โดยไม่ยอมบริโภคเนื้อสัตว์และก็ไม่ได้ขึ้นกับที่ว่าจะถูกหลักอนามัยหรือไม่ถูกหลักอนามัย มาเป็นข้ออ้างในการบริโภคเนื้อสัตว์หรือไม่ ผิว่าการวิจารณ์อย่างหนักแน่นบริโภคผังกมีประโยชน์อย่างแน่นอนเช่นกัน ดังนั้น การห้ามฆ่าสัตว์ก็มีพื้นฐานที่ได้จัดตั้งขึ้นแล้ว เสียงโศกเศร้าโหยหวนของสัตว์ที่ถูกฆ่าได้สะท้านสะเทือนจิตคนได้ง่ายที่สุด ในหลักวิทยาศาสตร์ได้มีการพิสูจน์ถึงผลร้ายในการบริโภคเนื้อสัตว์
ข้าใคร่นำเอา พิษต่างๆในการบริโภคเนื้อสัตว์มาอธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้
ข้อที่ 1.
นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส นายชารส์ ค้นพบว่าภายในเนื้อของสัตว์ มีสารพิษอยู่ชนิดหนึ่ง ตอนที่สัตว์ได้รับความเจ็บปวดทรมาน ก็จะเพิ่มสารพิษมากขึ้นเป็นลำดับ แล้วก็จะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ถ้าหากเรากินเนื้อชนิดนี้แล้ว ก็จะได้รับอันตรายอย่างมาก มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา ชื่อว่า ไอด์ มาไคร้ กล่าวว่า ตอนที่ร่างกายคนเรามีอารมณ์เปลี่ยนแปลงขนาดหนักอยู่นั้น ก็จะมีสารหลายชนิดระบายออกจากร่างกาย เช่น ตอนที่มีโทสะโกรธอยู่นั้น เหงี่อที่ไหลออกมา ก็จะมีสีแตกต่างจากเหงื่อที่ไหลตอนที่ร่างกายกำลังโศเศร้า แม้แต่ลมหายใจที่เป่าออกจากร่างกายก็จะมีสารต่างๆ ออกมาด้วย เขาเองได้ทดลองเป่าลมหายใจเข้าไปในหลอดแก้วที่แช่เย็น แล้วสังเกตดูพบว่า ตอนที่เขามีร่างกายปกติก็จะมีหยดน้ำที่ปราศจากสี แต่ตอนที่กำลังโกรธจัดๆ หยดน้ำที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน หลังจากเป่าลมเข้าไปหลอดแก้วได้ห้านาที หยดน้ำที่ได้จะมีสีและสารขุ่นๆ นั่นก็แสดงว่า ตอนที่ร่างกายมีอารมณ์โกรธก็จะมีสารบางชนิดเกิดขึ้น เขาก็เลยใช้วิธีดังกล่าว ทดลองสภาพของจิตต่างๆ ก็พบว่า ตอนที่จิตใจโกรธก็จะมีสารสีฝ้ามัว ในขณะเศร้าเสียใจร่างกายจะขับสารสีเทาขาว และขณะเจ็บแค้น ร่างกายจะขับสีเขียวไผ่ออกมา ต่อมาเขาก็ได้ทดลองต่อไป พบว่า ถ้าเอาสารฝ้ามัวที่อารมณ์โกรธของนาย ก. ฉีดเข้าไปให้นาย ข. หรือสัตว์ทดลอง นาย ข . จะมีอารมณ์โกรธขึ้นมาแน่นอน สัตว์ก็จะแสดงอารมณ์โกรธขึ้นมาทันทีเช่นกัน เขาเอาสารที่เป่าออกจากคนที่มีอารมณ์เศร้าเสียใจ ฉีดเข้าไปให้หนูและหมู ภายในไม่กี่นาทีสัตว์ทดลองก็ตายลง จากการทดลองต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้ ถ้าร่างกายมีอารมณ์เคียดแค้น จะสูญเสียพลังงานไปมากทีเดียว ถ้าสารพิษที่ปะปนกันยิ่งมีหลายชนิด พิษร้ายก็ยิ่งมาก ในขณะที่ทารกกำลังดูดนมมารดา ประเหมาะมารดาเกิดมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงภายหลังดูดนม ทารกน้อยจะเกิดอาการไม่สบาย เจ็บป่วยลง อันนี้ก็สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ร่างกายก็จะปล่อยพิษร้ายออกมาอย่างแน่นอน ด้วยเหตุฉะนี้ เนื้อสัตว์ที่เรารับประทานเข้าไปในท้องทุกๆวัน ซึ่งมีพิษร้ายอย่างแน่นอน สัตว์ย่อมเกิดความเคียดแค้นและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ย่อมมีสารพิษขึ้นและเจือปนอยู่ในเนื้ออย่างแน่นอน กินเข้าไปแล้วจะมีอะไรบำรุงอีกหรือ?อันตรายจริงๆ
ข้อที่ 2.
ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การแพทย์ ค้นพบว่า ภายใต้กล้องจิลทรรศน์ที่ส่องลงบนเนื้อสัตว์ จะพบจุลชีพชนิดต่างๆจุลชีพร้ายเหล่านี้เมื่อเข้าไปในร่างกาย ก็มีผลไม่น้อยต่อร่างกายอย่างเบาๆ ก็ทำให้เกิดความเจ็บป่วย อย่างหนักๆก็ถึงแก่ชีวิต ในเนื้อหมูเนื้อวัวมีเชื้อหนอนเป็นเส้นๆ อยู่ไม่น้อย ดังนั้นจาการสำรวจของประเทศสหัฐอเมริกา เชื้อหนอนเส้นของคนที่เป็น ได้ติดมาจากเนื้อหมูและเนื้อวัว 90% และยังตรวจพบว่าวัวควายที่เป็นโรคปอดมีกว่าครึ่ง และสาเหตุคนเป็นโรคปอดก็ติดมาจากเนื้อวัวเป็นส่วนใหญ่ในโรคท้องเสีย (อหิวาต์) เชื้อนี้ได้รับจากเนื้อหมู ในประเทศอังกฤษมีโรคลม อาการปวดมาก สมัยก่อนคิดว่ามาจากพิษเหล้า แต่ปัจจุบันพบแล้วว่ามาจากบริโภคเนื้อสัตว์มาก และยังพบอีกว่า พวกบริโภคเนื้อมักเป็นโรคเบาหวาน การสูบฉีดของเลือดไม่ดี เป็นผงทำให้สมองผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดการช็อคขึ้น เป็นลมหมดสติไป การบริโภคเนื้อได้ลดสารต่อต้านโรคมะเร็ง จึงเกิดเป็นมะเร็งกันมาก บริโภคเนื้อดื่มเหล้ามากไป เกิดโรคไตอักเสบได้ง่าย เอาเถอะ! ข้าจะไม่พูดเรื่องการแพทย์กับท่านมากนัก ข้าเพียงแต่อยากให้พวกท่านได้รู้ว่าปัจจุบันมีความจริงมีหลักฐานที่พิสูจน์กันได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบริโภคเนื้อมีโทษอย่างแน่นอน มิใช่พูดลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานในฤดูร้อนเนื้อก็เน่าเสียได้ง่าย เนื้อกรองก็เน่าเสียง่ายเช่นกัน พูดไปพูดมาไม่พ้นกินเนื้อมีอันตรายมาก ซึ่งเป็นเรื่องพื้นๆ ไม่จำเป็นต้องพูดมาก เนื้อที่เกิดหนอนขึ้นเป็นประจำนี้ ก็เข้าไปในปากของเราทุกๆวัน ระวังเถอะ สักวันหนึ่งก็จะเจอดีขึ้น น่ากลัวจริงๆ! ข้าจะพูดเกี่ยวกับการกินเจอีกครั้งหนึ่ง การกินการดื่มมีปัจจัยที่สำคัญคือ เพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นอาหารที่เรารับประทาน จำเป็นต้องสรรพหาสิ่งที่มีคุณค่าด้านพลังงาน สิ่งควรรู้ก็คือพลังงานที่ได้เป็นพลังงานจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานความร้อน ภายใต้ฟ้าดินนี้ก็มีเพียงธัญพืชที่เติบโตภายใต้แสงอาทิตย์สามารถดูดซึมพลังงานได้มากที่สุด และสามารถให้พลังได้สูงสุดก็คือพืชพวกให้เมล็ดถ้าหากเราแยกธาตุต่างๆ จากเนื้อสัตว์ เราจะพบการดอะมิโน แลตโต๊ดและเกลือแร่ต่างๆ พวกพืชที่ให้เมล็ด เช่น ข้าว ข้างสาลี และถั่วต่างๆ ก็มีธาตุต่างๆ เหล่านี้อยู่ครบถ้วน แถมยังมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นพวกโปรตี ถึง 40% มากกว่าในเนื้อสัตว์เสียอีกซึ่งมีเพียง 20 % เท่านั้น โปรตีนในเนื้อสัตว์ย่อยลำบาก เนื่องจากโครงสร้างประกอบการขึ้นเป็นเนื้อของสัตว์ และมีคุณค่าด้วยกว่าในการให้ความเจริญเติบโตแก่ร่างกาย เมื่อเปรียบเทียบความใหม่กว่า ดีเลว ระหว่างโปรตีนของพืชกับเนื้อสัตว์แล้ว ท่านก็จะเห็นได้อย่างกระจ่างชัด! อาหารการกินของเราที่จริงควรเลือกจากใหม่สดมิใช่หรือ ภายใต้ฟ้าดินนี้ การเจริญเติบโตของธัญพืชอาศัยแสงอาทิตย์ ฝนฟ้าซึ่งบริบูรณ์พอในการเลี้ยงชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปกินของเก่าที่เน่าเปื่อยง่าย และไร้คุณค่าอย่างเนื้อสัตว์นั้นเลย! ถ้าหากเปรียบเทียบการกินเจกับกินเนื้อ แล้วละก็ เราจะเห็นความแตกต่างได้หลาย ๆอย่าง เช่น คนกินเจจะมีอายุยืนยาวกว่าพวกกินเนื้อสัตว์จะอ่อนแอง่าย การบริโภคเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดกามราคะมากกว่าการกินเจ พวกกินเจจะมีประสาทที่สดชื่น การบริโภคเนื้อประสาทจะขุ่นเครียดผู้กินเจจะมีสมองที่ฉับไว ส่วนผู้บริโภคเนื้อสมองจะทื่อทึบ กินเจจะมีพลังวังชายาวนาน เลือดจะสดใส ทำให้มีความต้านทานโรคสูง ผู้บริโภคเนื้อ พลังวังชาจะน้อยและสั้นเลือดจะขุ่นขันและทำให้เจ็บป่วยง่าย ในการแข่งขันกีฬานานาชาติผู้ที่ได้รับชัยชนะส่วนใหญ่ จะเป็นผู้บริโภคพืชผัก ซึ่งก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ เราจะพบว่า ผู้ทีสามารถตั้งตัวได้ ไม่ว่าส่วนบุคคลหรือส่วนรวม ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่มีเลือดร้อน อารมณ์รุนแรงคนโบราณกล่าวได้ดีว่า ผู้บริโภคเนื้อคนชั้นต่ำ ถ้าหากเราจะเป็นคนที่มีสง่าราศีดีละก็ ต้องขจัดการบริโภคเนื้อเสีย หันมากินเจมันไม่เพียงแต่มีประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายเท่านั้น มันยังก่อให้เกิดสันติสุขอันไร้ขอบเขตของจิตใจด้วย
5.ตอนนี้เป็นบทสุดท้ายแล้ว ข้าเป็นพุทธศาสนิกชน ข้าใคร่ขอวิจารณ์เกี่ยวกับศีลข้อห้ามการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มิใช่มีเพียงแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น มันเป็นหลังข้อสำคัญที่มีอยู่ในธรรมของหลักศาสนาอื่นทั่วๆไป เป็นหลักปฏิบัติ ที่สำคัญของมนุษย์ธรรมด้วย
ศาสนาพุทธมีข้อห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มีเหตุผลที่เคร่งครัด ไม่ว่า ศีล 5 ศีล 10 หรือศีล 227 หรือศีลโพธิสัตว์ ต่างก็มีศีลห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นข้อแรกด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพร้อมที่จะก่อกุศล ต้องเริ่มจากศีลข้อนี้ อันว่าผู้คนในโลกนี้ทุกๆ คนก็ล้วนแล้วแต่บริโภคเนื้อกันทั้งนั้น และก็ไม่ได้รับโทษเพิ่มอะไรเลย จะไปกลังอะไรกัน? เฮ้อ! คนที่มีใจแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปถามอะไรเขาอีกแล้ว ลองพิจารณาจากพื้นจิตของพวกเขา ถ้าหากปล่อยปะละเลยศีลข้อนี้ เรื่องเกี่ยวกับชีวิตก็ไม่อยู่ในสายตาเช่นกัน แน่นอนเราต้องเข้าใจ การห้ามฆ่าและการคุ้มครอง ซึ่งต้องมีอยู่ในทุกตารางนิ้วของจิตใจ โดยไม่ต้องคำนึงว่าข้างนอกจะมีกฎการห้ามฆ่าหรือไม่? หากไม่ถือโอกาสนี้ทดสอบพื้นจิตตน ให้แผ่เมตตาจิตออกไปละก็ สักวันหนึ่งโอกาสนี้จะสูญไปเมื่อถึงเวลานั้น หน้าตาเปลี่ยนไป(เกิดเป็นสัตว์) แม้จะมีร่างกายก็จะทำอะไรได้? แม้จะมีหูมีตาก็ไม่สามารถจะเห็นจะได้ยินได้ แม้มีความในใจก็ไม่สามารถจะเปิดเผยออกมาได้ ท่านทั้งหลาย! อย่าคิดว่ามีอายุยืนได้ถึงร้อยปี ชั่วพริบตาก็จะเปลี่ยนชาติกำเนิด คิดแล้วใจหาย! ทุกคนรู้เพียงว่าชาตินี้ข้าเกิดมาเป็นคน หารู้ไม่ว่าชาติที่แล้วมาได้เกิดเป็นสัตว์อื่นประเภทไหนบ้าง แล้วชาติต่อไปข้างหน้าจะไปเกิดเป็นอะไรอีเล่า? ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงกล่าว สัตว์ที่ถูกฆ่าตายในชาตินี้ก็เป็นญาติมิตรของเข้าในชาติก่อน กล่าวอย่างเชือดเฉือนที่สุดมิได้กล่าวเท็จ พุทธพจน์ที่ว่า คนมีความคิดความจำดุจผืนนา กุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นเมล็ดพันธุ์ หากมีจิตคิดฆ่าเกิดขึ้น เมล็ดพันธุ์นี้ก็จะฝังเข้าไปในผืนนาแห่งความคิดความจำกลายเป็นเคราะห์กรรมที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายไปตลอด สรรพสัตว์ที่ถูกฆ่า ก็จะเกิดความเคียดแค้นขึ้น ก็จะถูกฝังเข้าไปในผืนนาแห่งความคิดความจำนี้ กลายเป็นเวรกรรมที่เคียดแค้นไปตลอด ไม่มีสิ้นสุด ชาติแล้วชาติเล่า ด้วยกฎแห่งกรรมนี้ จะตามล้างตามสนองซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเวลาที่จะสิ้นสุดลง
พระแห่งสระปทุมกล่าวว่า ข้าร้องต่อผู้คนว่าไม่กล้าบังคังเจ้ากินเจ แต่จะเตือนเจ้าห้ามฆ่าสัตว์ ครอบครัวที่ไม่ฆ่าสัตว์ เทวดาคุ้มครอง เคราะห์กรรมลบล้างไปอายุยืนยาว ลูกหลายกตัญญู ทุกสิ่งเป็นสิริมงคล ซึ่งไม่อาจกล่าวได้หมด คำพูดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เอาใจคน ความจริงเป็นกฎแห่งกรรมอะไรคือกฎแห่งกรรม ข้าจะกล่าวเป็นการปิดท้ายรายการนี้! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลของกรรมเกี่ยวข้อง การเกิดการตายในชีวิตของคนเรานั้น บุญมากหรือบุญน้อยเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง อยู่ในประเทศหนึ่งหรือที่ที่หนึ่งที่เจริญหรือเสื่อมลง มิใช่เกิดขึ้นโดยการบังเอิญ และไม่ใช่เกิดจากการว่างเปล่า ดั่งคนโบราณกล่าวว่าสั่งสมบุญกุศลเป็นสิริมงคลเหลือล้นสั่งสมอกุศลรับเคราะห์กรรมเหลือล้น คำว่า สั่งสม กับเหลือล้นก็เป็นธรรมะของกฎแห่งกรรมแล้ว ธรรมข้อนี้กับกฎการคำรวณเหมือนกัน หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง สามคูณสามย่อมได้เก้า ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน เมื่อมีเหตุ ดังนี้ ก็ต้องมีผลดังนี้ เนื่องจากเหตุที่มีอยู่ผลที่ได้ย่อมปรากฎปริมาณของผลที่ได้ย่อมสมดุลย์กับเหตุที่มีอยู่ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของกฎแห่งกรรมนี้หวังว่าผู้คนคงเข้าใจเหตุและผลทีสับสนก็ไม่อาจเข้าใจได้ เหตุอันหนึ่งที่ปลูกลงไปไว้แล้วเมื่อถึงเวลาหากไม่สนองตอบมาให้นั้น ย่อมต้องมีเหตุกาณ์อื่นสร้างไว้ปะปนเข้าไป แต่ก็ไม่พ้น การสนองตอบให้เช่นเดียวกัน ทำให้เหตุผลอันนี้ไม่ใช่เหตุผลอันเดียวกัน แต่กลายเป็นเหตุและผลหลายๆอันสับสนกันเท่านั้นแหละ การเปลี่ยนแปลงสับสนร้อยเปดของคนในโลกนี้ กับการเปลี่ยนแปลงร้อยแปดของใจคนนั้น มีการเกี่ยวพันสนองตอบซึ่งกันและกัน ดังนั้นในช่องท่างเกิดทั้งหกช่องทางนั้นจึงมีสภาพต่างๆปรากฎขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ความนึกคิดของจิตใจคนนั้น ไม่เคยหยุดยั้งเลย จึงเกิดมีผลดีและผลร้ายสนองตอบซึ่งกันและกัน ดังนั้น กรรมดีหรือกรรมร้ายที่สนองตอบก่อนหลัง ล้วนมาจากเหตุการณ์กระทำที่เปี่ยนแปลงจะเปลี่ยนตามไปด้วย เหตุของกรรมเมื่อมีโอกาสเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผลการตอบสนองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีการสับสนแต่เหตุและผลเปรียบเสมือนเจ้าหนี้มาทวงหนี้ ฝ่ายใดมีกำลังกว่าก็ดึงเอาไปก่อนเท่านั้น ดังคำที่ว่า ชั่วหรือดีย่อมตอบสนองในที่สุดเพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น เหมือนปลูกแตงย่อมได้แตง ปลูกถั่วย่อมได้ถั่วเป็นสิ่งแน่แท้ที่สุด
เนื่องจากพระพุทธเจ้ามีทิพย์เนตร ส่องได้ทั่วทุกทิศแจ้งทะลุทั้งสามโลก ไม่มีสิ่งบดบัง จึงกล่าวว่าการตอบสนองตามกฎแห่งกรรม ล้วนยึดหลักที่แท้จริง เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงแลเห็นอย่างนั้น เนื่องจากได้หลุดพ้นจากกาลสมัย ไกลสุดถึงความเป็นมาของเคราะห์กรรม เห็นได้ชัดเจนเหมือนเราแลเห็นสิ่งของต่าง ๆ ต่อหน้าต่อตา แต่ตาเนื้อของเราเห็นเพียงสิ่งของที่วางอยู่ต่อหน้าเท่านั้นซึ่งไม่สามารถเห็นเหตุผลที่อยู่เหนือกาลเวลา ตาเนื้อแลเห็นสิ่งของไม่ว่าจะชัดเจนเพียงไร ถ้ามีกระดาษมาคั่นกลาง ก็ไม่สามารถเห็นของได้อีกแล้ว อย่าว่าเหตุผลที่อยู่เหนือกาลเวลาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเนื่องจากสรรพสัตว์อยู่ในวัฎสงสาร เวียนตายเวียนเกิดติดต่อกันไปความจำกัดก็เปลี่ยนแปลงไป ขันธ์ห้าบดบัง เหมือนกระดาษบังตารู้แต่ชาตินี้ชาติที่แล้วหารู้ไม่ เราควารรู้ว่า ปัญญากับความรู้นั้นต่างกันปัญญาเกิดจากบรรลุฉับพลัน ฉายส่องไม่มีบดบัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีที่ไม่รู้เรื่องของความรู้จะเป็นเรื่องที่มีขอบเขตเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถจะตรึกตรอง นึกคิด ซึ่งคนธรราดาสามารถมองเห็น จับต้องได้และคิดถึงได้ ปัจจุบันนี้ ความรู้ทั้งหลายนี้ เช่น วิทยาศาสตร์ วิชาปรัชญา เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาไม่มีข้อขัดแย้ง ยังต้องยินดีส่งเสริมด้วยซ้ำ!
ถ้าหากคิดจะเอาความรู้มาตำหนิพุทธศาสนา ตีคุณค่าของพุทธพจน์ หรือกล่าวร้ายต่อพระธรรมซึ่งไม่สมควรและไม่มีความสามารถด้วย พวกเราเข้าใจหลักของวิทยาศาสตร์ ซึ่งหนักไปทางด้านพิสูจน์ได้ จึงจะเชื่อถือแล้วเอาวิธีการอะไรพิสูจน์ล่ะ? ก็คงไม่พ้นอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าไปพิสูจน์ใช่ไหม? วิธีพิสูจน์จะละเอียดแค่ไหน ก็ไม่พ้นจากอวัยวะทั้งห้านี้ ขอถามหน่อยเถอะว่า อวัยวะทั้งห้านี้เชื่อถือได้แค่ไหน? ตัวอย่างอุจจาระ คนจะรู้สึกเหม็นจนไม่อยากเข้าใกล้ แต่สุนัขสามารถกินได้ จะพบว่าลิ้นที่ใช้ชิมรสก็ไม่สามารถเป็นมาตรฐานได้แล้วรอยเท้าที่คนเดินผ่านไป สุนัขสามารถดมตามกลิ่นได้ แต่คนมีความสามารถไหม? ที่เหลืออีกมากมายก็เช่นเดียวกัน เมื่อมองดูแล้ว คำถามคำตอบของวิทยาศาสตร์ ก็ล้วนอาศัยอวัยวะทั้งห้าไปค้นคว้า จะมีความสามารถไปเสียทุกอย่าง ใครเชื่อก็บ้าละ? ถ้าเราถอยหลังมาพูดว่า เชื่อถือวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้ามานั้นเป็นสิ่งที่แน่แท้ แต่ว่าฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล สภาพของคนนั้นเล็กจนไม่อาจเทียมกันได้ ยิ่งความคิดเห็นของที่มีมายิ่งมีขอบเขตจำกัดเหลือเกิน แถมด้วยความคิดเห็นอันจำกัดแค่นี้ยังยึดมั่นเชื่อถือไม่ได้ด้วย?
ฉะนั้นจึงต้องใช้ปํญญาธรรมจึงจะยืนยันได้และให้ความสว่างแจ้งถึงกฎเกณฑ์ของทุกอย่างในโลกที่เกิดขึ้นมา หากใช้เอาแต่ความรู้ จะทำไม่ได้แน่นอน ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ยอมเชื่อกฎแห่งกรรม ก็ยังคงยึดถือหลักของวิทยาศาสตร์ ที่ต้องพิสูจน์ได้จึงจะเชื่อ แต่ถ้าพูดถึงการพิสูจน์ ไม่ควรเพียงพิสูจน์โดยหูและตาเท่านั้น ควรจะเชื่อผลพิสูจน์จากส่วนรวมที่กว้างใหญ่ หลักฐานก็ควรเอาคำกล่าวอ้างของนักปราชญ์ ตั้งแต่โบราณจนถึงนักปราชญ์ปัจจุบันมาเป็นหลักฐานถึงจะถูกต้อง ตั้งแต่โบราณมามีหลักฐานมากมายก่ายกองให้เราได้เห็นถ้าหากยังเหลือข้อสงสัย ยังต้องรอให้ตนเองไปพิสูจน์ค้นพบแล้วจึงจะเชื่อ แม้จะมีหลักฐานยืนยันแล้วก็ยังมีข้อสงสัยไม่ยอมเชื่องั้นหรือ? พระอิ้งกวงกล่าวว่า การสนองของกฎแห่งกรรม มีมากมายในคัมภีร์ น่าเสียดายที่นักปราชญ์ไม่ยึดถือเป็นเรื่องเกิดเรื่องตาย ดังนั้นการได้เห็นก็ถือว่าไม่เห็น
เพราะฉะนั้นผู้ที่มีพื้นบุญกุศลดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานจึงจะยอมเชื่อถือ ส่วนพวกที่มีบาปหนักถึงแม้มีหลักฐานก็ตาม ก็ยังไม่เชื่อถือ แต่จะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องแต่ละคน หลักฐานก็ยังเป็นหลักฐาน กรรมตามสนองเป็นของจริงที่แน่แท้ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ แล้วไม่ยอมรับ แล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องยุ่งยากเฉพาะหน้าในที่สุดก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงผลกรรมที่ก่อไว้ได้ น่าอนาถจริงๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ปริศนากลอนคู่ "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย" เพื่อชีวิตคนทั้งหลาย หนึ่งมื้อกินเจ คนที่ กินเจ วันละ "หนึ่งมื้อ...
-
พระโอวาทเทพเจ้าเตาไฟ "ถึงคราวเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีไร ครัวก็กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่คลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด หมู เป็ด ไก่ แพะ ป...
-
เหตุต้นผลกรรม จอมจักรพรรดิ "เหลียง บู่ ตี้" (เหลียงอู่ตี้) มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาลว่า ณ วัดใหญ่แห่...
-
แนะนำ... เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ - แล้วคุณจะบอกว่า...รู้อย่างนี้ทำอาหารเจทานเองไปนานแล้ว ลองๆคลิ๊กเข้าไปดูบล็...
-
เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาท พระพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญธรรม ถ้าหากว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้น ถ้าตั้งแต่เริ่มต้...
-
พระโอวาทเทพเจ้าเตาไฟ " ครัวสวรรค์เป็นครัวของเทพเจ้า ในนั้นมีแต่ผักและผลไม้ อาหารธรรมชาติ สดและอร่อยไม่มีกลิ่นคาวเลือดชว...
-
ข้อคิดพิจารณาธรรม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกข์ สุราษฎร์ธานี ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์? เพราะเป็นการปฏิบัติเพื่อยึดเอาประ...
-
มนุษย์ จัดอยู่ในตระกูลสัตว์ กินพืช หรือ กินเนื้อ จากผลการศึกษาและวิจัย ของวงการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละประเทศทั่วโลก ว่าด้วยเรื่องโ...


























