เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เจ้าชายสิทธัตถะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เจ้าชายสิทธัตถะ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทรงยับยั้งการบูชายัญ - พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ ครั้งยังเสด็จออกบวชแสวงหาสัจจธรรม


ทรงยับยั้งการบูชายัญ ครั้นพระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ยังเสด็จออกบวชเพื่อแสวงหาสัจจธรรม

        ในช่วงหนึ่งของการแสวงหาสัจจธรรม ขณะที่พระสิทธัตถะจะเสด็จไปยังชนบทอันเป็นที่พำนักของบรรดาฤาษีและนักบวชทั้งหลาย ระหว่างทางทรงทอดพระเนตรเห็นฝุ่นฟุ้งมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงฝีเท้าสัตว์จำนวนมากกระทบกับพื้นดินครั้นเสด็จใกล้เข้าไปก็ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะฝูงใหญ่ออกมาจากกลุ่มฝุ่นอันฟุ้งขึ้นดุจเมฆนั้น ฝูงสัตว์ที่น่าสงสารกำลังถูกขับต้อนไปทางในเมือง ตอนท้ายปลายฝูงอันยาวยืดนั้นมีลูกแกะอ่อนตัวหนึ่งขาเจ็บเป็นแผลมีเลือดไหลโทรมต้องพยายามโขยกเขยกเดินไปตามฝูงด้วยความเจ็บปวดทรมานและทั้งทรงสังเกตุเห็นแม่ของมันกำลังเดินวกวนพะวงหน้าพะวงหลังด้วยความห่วงลูกเล็กๆ อีกหลายตัว ดูช่างน่าเวทนายิ่งนักพระหฤทัยของพระองค์ก็เต็มแน่นด้วยความสงสาร

       พระองค์จึงทรงโน้มกายลงอุ้มลูกแกะน้อยที่บาดเจ็บตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์พลางปลอบโยนอย่างปราณี แล้วหันมากล่าวกับแม่แกะว่า “จงเดินไปดีๆ เถิด เราจะอุ้มลูกน้อยของเจ้าไปให้เอง” แล้วเสด็จพระดำเนินตามฝูงแกะไปข้างหลัง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมาก็ตรัสถามว่า เขาจะต้อนฝูงแกะเหล่านี้ไปทางไหนและทำไมจึงต้อนแกะในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะต้อนมันกลับจากที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นได้กราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งซึ่งให้นำแกะและแพะอย่างละร้อยตัวไปสู่พระนครในเวลากลางวัน เพื่อให้เป็นการพรักพร้อมทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบวงสรวงบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะจึงตรัสว่า “เราจะไปกับท่านด้วย” แล้วพระสิทธัตถะก็เสด็จตามฝูงแกะนั้นไป ทรงอุ้มลูกแกะตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์ตลอดทาง 

เป็นเวลาเย็น เมื่อพระองค์เสด็จผ่านประตูเมืองมาแล้วก็ทรงพระดำเนินต่อไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธี ณ ที่นั้นพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นราชาแห่งกรุงราชคฤห์ประทับอยู่พร้อมกับบรรดานักบวช ซึ่งกำลังสาธยายมนต์สรรเสริญคุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ บนแท่นบูชาได้ติดไฟลุกโชติช่วงขึ้นแล้ว ใกล้ๆ กับแท่นบูชานั้นมีแกะตัวหนึ่งถูกมัดไว้จนแน่นสัตว์ที่ไร้เดียงสาตัวสั่นเทิ้มมีน้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองเมื่อเห็นความตายรออยุ่เบื้องหน้า

ขณะที่หัวหน้าของนักบวชกำลังเงื้อมีดขึ้น เพื่อตัดหัวแกะตัวแรกที่ถูกนำมาสังเวย พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวออกไปประทับยืนอยู่เบื้องหน้า และตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นประธานในพิธีว่า... “

หยุดก่อนมหาราช อย่าให้ผู้บูชายัญพล่าชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารนี้เลย” ด้วยพระลักษณะอันสง่าสูงส่งและพระสุรเสียงอันทรงอำนาจ ได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นอย่างสิ้นเชิง การกระทำของนักบวชเพชร ฆาตถูกยับยั้งให้สะดุดหยุดลงทันที

และแล้วพระองค์จึงทรงหันมาตรัสถามบรรดานักบวชผู้ซึ่งต่างถือมีดประหารไว้ในมือว่า..."พวกท่านหวังประโยชน์อันใดจากการเซ่นสรวงบูชาด้วยชีวิตสัตว์ผู้บริสุทธิ์มากมายเหล่านี้ ?” “"

เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญ : "ชีวิตสัตว์เหล่านี้ จะสามารถไถ่โทษบาปเวรเคราะห์กรรมของผู้ที่นำมันมาเซ่นสังเวย เลือดเนื้อของมัน จะทำให้เวงะผู้ยิ่งใหญ่ทรงพอพระทัยและแล้วพระองค์ก็จะประทานพรแก่พระราชาของเรา ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็จะพลอยได้รับความคุ้มครองด้วย ท่านนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยจริงๆ”" หัวหน้านักบวชกล่าวต่อพระผู้เสด็จมายับยั้งพิธีของตนอย่างขุ่นเคืองใจ

พระสิทธัตถะจึงทรงตรัสต่อไปว่า..."นั้นเป็นเพราะความหวังประโยชน์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ก็แล้วสัตว์ทั้งหลายที่ต้องถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมานจะถือเป็นความชอบธรรมดีแล้วกระนั้นหรือ ?”"

นักบวชผู้ทำพิธีโต้แย้งทันทีว่า “"พวกมันไม่ได้ตายไปเปล่าๆหรอก สัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อการเซ่นสรวงเทพเจ้า วิญญาณของพวกมันก็จะได้ไปสู่สุคติเสวยสุขในแดนสวรรค์ชั่วนิรันดร”"  “

พระสิทธัตถะทรงตรัสถามต่อไปว่า "ท่านเชื่อมั่นว่าการบูชายัญให้ผลเช่นนั้นแน่จริงหรือ?”" พระองค์ทรงย้ำ “
เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "แน่ซิ แน่นอนที่สุด” นักบวชผู้เป็นหัวหน้าและเหล่าสานุศิษย์กล่าวยืนยันความเชื่อของตน"

เมื่อได้ทรงสดับอย่างนั้นแล้ว พระจอมมุนีจึงกล่าวต่อบรรดานักบวชเหล่านั้นว่า..."พวกท่านยืนยันเช่นนี้ดีแล้วในที่นี้ทุกคนล้วนมุ่งหวังให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักสามารถพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและได้เสวยสุขในสวรรค์ใช่หรือไม่?”"  “

บรรดานักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "ใช่ เป็นอย่างนั้น” นักบวชและมหาชนที่ห้อมล้อมในพิธีต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน"

พระผู้ทรงมหากรุณาธิคุณ จึงมีพระดำรัสต่อไปว่า.."“หากการฆ่าบูชายัญต่อเทพเจ้ามีผลประเสริฐกับทุกฝ่ายถ้าเช่นนั้นไม่เป็นการดีกว่าหรือหากท่านจะนำเอา บิดามารดา อันเป็นที่รักของตนมาฆ่าบูชายัญ เพื่อที่ท่านเหล่านั้นจะได้ไปพบความสุขบนสวรรค์เสียในวันนี้ แทนที่จะใช้สัตว์มากมายมาเป็นเครื่องบูชา และจงสั่งให้สานุศิษย์บริวาร นำเอาตัวท่านมาบูชายัญด้วยเพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่สวรรค์ โดยมิต้องเสียเวลามาบำเพ็ญถือบวชให้ลำบากเสียเปล่าๆ เพราะผู้ฆ่าย่อมพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและผู้ถูกฆ่าก็จะไปสู่สุคติ ได้เสวยสุขในแดนสวรรค์อย่างที่ท่านพูด กระทำดังนี้ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ?”"

ด้วยพระวจาอันเที่ยงธรรมและทรงไว้ซึ่งเหตุและผลได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นโดยสิ้นเชิง หัวหน้านักบวชและสานุศิษย์ต่างนิ่งอึ้งปิดปากเงียบสนิท ดังถูกมนต์สะกดแล้วพระองค์ก็ทรงแก้มัดให้แกะนั้นหลุดไปหามีใครกล้าขัดขวางไม่

เมื่อทุกคนสงบนิ่ง พระองค์จึงทรงชี้แจงให้ประชาชนที่ล้อมรอบอยู่ได้ทราบถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตอันเป็นที่รักและหวงแหนของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายว่า...“การฆ่าสัตว์นั้นใครๆ ก็อาจทำได้ แต่เมื่อชีวิตถูกทำลายไปแล้ว การจะทำให้มันกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตดังเดิม หามีใครทำได้ไม่ มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ความกรุณาต่อสัตว์ ด้วยเหตุว่ามนุษย์ย่อมเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทางอำนาจและสติปัญญาควรหรือที่เราจักใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าไปปล้นเอาชีวิตอันเป็นที่รักของมันเสีย ควรหรือที่เราจักมาฆ่าผู้ป้องกันตัวเองมิได้ สัตว์ทั้งหลายแม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใดก็รักชีวิต กลัวต่อความตายเหมือนกัน ต่างรู้สึกเจ็บ รู้สึกทุกข์โศกยามต้องพลัดพราก เพียงแต่ไม่สามารถเอ่ยคำพูดขอความเห็นใจคราวที่มนุษย์เองเจ็บปวดทุกข์ทรมานยังร่ำร้องขอความช่วยเหลืออย่างเสียขวัญ แต่แล้วตนเองกลับมีใจเหี้ยมโหด กระทำทารุณต่อสัตว์ผู้ไม่อาจออกปากอ้อนวอน 

ดูก่อน ท่านทั้งหลาย มนุษย์และสัตว์ย่อมมีชีวิตเกี่ยวเนื่องเอื้อประโยชน์ต่อกัน พวกท่านมิได้ไตร่ตรองเลยหรือว่าสัตว์เหล่สนี้มีพระคุณแก่เราที่ได้ให้น้ำนมและปุยขนอันอ่อนนุ่มและมอบความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเรา สัตว์นั้นมอบความไว้วางใจไว้กับมนุษย์ผู้ซึ่งกลับตอบแทนมันด้วยการประหัตประหาร ด้วยการโยนบาปของเราลงไปทำลายชีวิตของมัน เพื่อความหลังที่จะไถ่โทษตน เป็นการสมควรแล้วหรือ? ความผิดบาปของใครผู้นั้นก็ต้องรับไว้ด้วยตนเองใครสร้างกรรมไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมของตน นี่เป็นธรรมดา”

บรรดานักบวชและฝูงชนทั้งหลายสงบนิ่งเงียบเสียงผู้ที่ถือมีดประหารต่างวางมีดของตนลง พระราชาผู้เป็นใหญ่เสด็จลงจากบัลลังก์ ทรงพระดำเนินเข้าใกล้องค์พระมหาบุรุษประนมหัตถ์ทั้งสองขึ้นน้อมพระเศียรรับฟังพระวจนะด้วยพระหฤทัยอันปิติซาบซึ้ง



พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์จึงทรงประกาศต่อที่ชุมนุมว่า...มหาชนเอ๋ย โลกเรานี้จะมีสันติสุขจะงดงามยิ่งนัก แม้นว่ามนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันจะอนุเคราะห์เกื้อกูลรักใคร่กัน ประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต มนุษย์ก็ดำรงชีพด้วยพืชผักผลไม้อันบริสุทธิ์สะอาดเว้นเสียจากการกินและการฆ่าสัตว์มาเป็นอาหาร ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาแล้ว ก็ควรแผ่เมตตากรุณาออกไป หากมนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต มนุษย์ก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบแทน อันเป็นกฎความจริงซึ่งครองโลก ผู้ใดปรารถนาจะให้ความสุขบังเกิดแก่ตนทั้งปัจจุบันและอนาคตสืบต่อไปก็ต้องไม่ทำความทุกข์ให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงไร ผู้ที่หว่านพืชแห่งความเศร้าโศกทุกข์ทรมานลงไปแล้วก็จักได้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดขึ้นดุจเดียวกัน” 

บรรดานักบวชได้สดับฟังดังนี้ ก็มีใจโอนอ่อนตามพระวาจา พากันดับองค์ไฟบูชาและปล่อยแพะแกะไปเสียสิ้น พระสิทธัตถะได้ตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบการบูชายัญตลอดถึงประชาชนชาวนครราชคฤห์เหล่านั้นด้วยพระอาการอันสุภาพอ่อนโยน เต็มไปด้วยพระทัยกรุณาอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกลับแปรเปลี่ยนความนึกคิดของที่ประชุมทั้งหมด ให้บังเกิดความเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นผลให้พระเจ้าพิมพิสารมีพระราชโองการประกาศให้เลิกพิธีบูชายัญตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระเจ้าพิมพิสารทรงขอร้องต่อพระสิทธัตถะ ให้ประทับอยู่ในอาณาจักรของพระองค์เพื่อทรงสั่งสอนชนทั้งหลายให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายสืบไป พระมหามุนีได้ทรงขอบพระทัยต่อองค์ราชา แต่เนื่องจากพระองค์ยังมิได้ตรัสรู้สิ่งที่ทรงประสงค์จึงมิอาจรับสนองพระราชประสงค์เอาไว้ได้ และแล้วพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ก็ทรงทูลลาเพื่อเสด็จจาริกต่อไป

..............................................................................................................................................................................................

แหล่งที่มาบททความ

http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=137&page=3






วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

มหาเมตตาต่อปวงสรรพสัตว์ ครั้งสมัยยังทรงพระเยาว์พระสิทธัตถกุมาร




           วันหนึ่งในฤดูร้อน พญาหงส์สีขาวสะอาดตัวหนึ่ง บินนำฝูงผ่านพระอุทยานของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือสู่ถิ่นพำนัก ณ ยอดเขาหิมาลัยอันไกลโพ้น ความขาวของฝูงหงส์ซึ่งทาบอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ดูประหนึ่งทางช้างเผือก ยังความนิยมยินดีให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก แต่สำหรับพระเทวทัตกุมารมิได้เป็นเช่นนั้น น้ำพระทัยของเจ้าชายองค์น้อยนี้ เป็นพาลเหี้ยมโหดมุ่งแต่จะทำลายเป็นที่ตั้ง พอทอดพระเนตรเห็นฝูงหงส์ เธอก็ทรงยกลูกศรขึ้นพาดสาย น้าวคันธนูจนเต็มแรงยิงออกไปทันที ลูกศรนั้นวิ่งขึ้นไปถูกพญาหงส์สีขาว ซึ่งกำลังบินร่อนร่าเริงใจอยู่บนอากาศ ถลาตกลงสู่เบื้องล่างทันที

ขณะนั้นพระสิทธัตถกุมาร(องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี) พระโอรสแห่งพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กำลังทรงสำราญอยู่ในพระอุทยานนั้นด้วย ทรงทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์ ร่วงตกลงมาในเขตพระอุทยาน พระองค์จึงละเสียจากการเล่นโดยสิ้นเชิง แล้วรีบเสด็จออกไปค้นหา ในที่สุดก็พบนกที่น่าสงสารนั้นกำลังดิ้นรน กระเสือกกระสนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น โดยที่ปีกข้างหนึ่งของมัน มีลูกศรเสียบทะลุคาอยู่ เจ้าชายองค์น้อยบังเกิดความเวทนายิ่งนัก ทรงอุ้มหงส์นั้นขึ้นจากพื้น ประคองกอดแต่เบาๆ มิให้วิหคเคราะห์ร้ายตื่นตกใจ ทรงชักลูกศรที่เสียบอยู่บนปีกนั้นออกเสีย แล้วทรงนำใบไม้ที่มีรสเย็น มาปิดบาดแผลเพื่อให้โลหิตหยุดไหล

          เจ้าชายน้อยทรงรำพึงถึงความทุกข์ ของพญาหงส์ อันมีกายปรากฏเป็นบาดแผลใหญ่แล้ว ก็ทรงทอดถอนพระหฤทัย พระกุมารนั้นแม้จะมีพระชนมายุเพียง ๘ พระชันษา ยังทรงพระเยาว์นัก ชอบที่จะแสวงสุขอย่างเด็กอื่นๆ แต่พระองค์กลับคิดใคร่ครวญ ถึงความเจ็บปวดของพญาหงส์ อันความทุกข์สำแดงอยู่ในเวลานั้น... จึงทรงปลอบนกด้วยพระวาจาอ่อนหวาน และอุ้มกอดมันไว้กับทรวงอก ให้อบอุ่น ทั้งลูบขนปลอบโยนให้คลายความหวาดกลัว

เมื่อพระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้อง ของพระสิทธัตถกุมาร เสด็จมาพบเข้าก็ทวงคืน ทรงพยายามจะแย่งนกนั้นไปเสียให้ได้ โดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของนกตัวนั้น เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ พระสิทธัตถกุมารทรงปฏิเสธ ที่จะมอบนกให้โดยตรัสว่า

"ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ ควรจะเป็นของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือมัน เรามิเคยมีใจที่จะมอบนกตัวนี้ ให้กับใครทั้งสิ้นตราบใดที่มันยังคงบาดเจ็บอยู่"

ต่างฝ่ายก็ไม่ยินยอมต่อกัน ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะจึงเสนอขึ้นว่า "ข้อพิพาทนี้ ควรจักต้องนำไปให้ บรรดานักปราชญ์ของแผ่นดิน พิพากษาตัดสินชี้ขาดในที่ประชุม" เจ้าชายเทวทัตก็เห็นด้วย

          ณ ที่ประชุมนักปราชญ์แห่งนครกบิลพัสดุ์ ในวันนั้นได้ยกกรณีพิพาท เรื่องหงส์ตัวนี้ขึ้นมาพิจารณา มีการถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พระเทวทัตควรเป็นเจ้าของนก เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ อีกฝ่ายหนึ่ง มีความเห็นว่า นกควรเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะเป็นผู้พบมันก่อน และได้ช่วยชีวิตมันเอาไว้ เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นแตกแยกขัดแย้งกันดังนี้ การประชุมก็ไม่เป็นที่ยุติลงได้

จนในที่สุดมีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จักพบเห็นมาก่อน ได้ก้าวออกมาและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดัง ท่ามกลางที่ประชุมนั้นว่า...

"ในโลกนี้ชีวิตเป็นของล้ำค่ายิ่ง ไม่ว่าใครก็ต่างรัก และหวงแหนชีวิตตน ผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ชื่อว่า เป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ที่ทำลายชีวิตสัตว์ ให้ดับล่วงไป ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข่นฆ่า ผู้ใดกรุณาต่อสัตว์ เป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ บุคคลนั้นจึงสมควรเป็นเจ้าของ ดังนั้นขอให้นกตัวนี้ จงเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ที่ช่วยชีวิตมันไว้เถิด" 

ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นด้วย กับถ้อยคำอันมีเหตุผลเที่ยงธรรม ของนักปราชญ์ผู้นั้น จึงตัดสินให้เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นผู้รับเอาหงส์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยชีวิตนั้นไป

           หลังจากนั้น พระกุมารน้อยทรงเอาพระทัยใส่ ดูแลนกนั้นอย่างเอื้ออารีที่สุด จนกระทั่งบาดแผลของมันหายสนิท มีกำลังวังชาฟื้นคืนดีแล้ว พระองค์ก็ทรงปล่อยมัน ให้บินกลับไปอยู่รวมฝูง กับพวกพ้องของมัน ในสระกลางป่าลึกด้วยความผาสุกสืบไป พระสิทธัตถกุมารองค์น้อยนี้แหละ ในกาลต่อมาคือ พระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้า ผู้ประกาศศาสนาพุทธ ด้วยหลักธรรมแห่งเมตตา ให้บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทพยดา และยักษ์มารอสูร ได้ประจักษ์แจ้งในสัทธรรมอันสูงสุด พระปรีชาญาณ และดวงหทัยอันเปี่ยมไปด้วยมหาเมตตาคุณ ได้ฉายแสงปรากฏให้ชนทั้งหลายได้ชื่นชม ตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา

พระเมตตากรุณาต่อปวงสัตว์ เมื่อพระสิทธัตถกุมารเจริญเติบใหญ่ มีพระอนามัยดี มีพระรูปกาย และพระพักตร์งดงาม เป็นที่รักแก่บรรดาผู้ที่ได้ประสบพบเห็น ครั้นถึงวัยเข้าเรียน โดยอาศัยการแนะนำของครูอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการต่างๆ หลายท่าน เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ศึกษา วิชาความรู้ทุกสาขาได้อย่างรวดเร็ว และดีเยี่ยม จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ ของทุกคนที่ได้ใกล้ชิด เรื่องใดที่พระองค์จะต้องศึกษา เรื่องนั้นไม่มีความยากลำบาก แก่พระองค์เลย เมื่อทรงได้รับการชี้แนะในศิลปวิชาการใดๆ เพียงครั้งเดียว ก็ทรงจดจำได้ทันทีไม่มีลืม

            แม้เจ้าชายสิทธัตถะ จะทรงเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด ในการศึกษาถึงเพียงนี้ ทั้งทรงเป็นพระโอรส ซึ่งจะได้ครองราชสมบัติ สืบต่อจากพระราชบิดา ในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทรงละเลย ที่จะแสดงความเคารพนอบน้อม ในฐานะเป็นศิษย์ต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะทรงระลึกอยู่เสมอว่า โดยอาศัยบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งมวลนี่เอง คนเราจึงได้รับสิ่งมีค่าสูงสุด คือวิชาความรู้ เจ้าชายมีปกติสุภาพเรียบร้อยเป็นนิสัย ทรงประพฤติต่อทุกๆ คน และโดยเฉพาะ ครูบาอาจารย์เป็นพิเศษ ในการแสดงความสุภาพอ่อนโยน เคารพนบนอบ ในฐานะที่ได้รับการอบรม อย่างผู้มีกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในเชิงกีฬาอย่างยิ่ง ทรงเป็นนักขี่ม้าที่มีพระทัยเย็น และกล้าหาญ ทั้งเป็นนักขับรถเทียมม้าที่สามารถ และเชี่ยวชาญ ในการแข่งขัน พระองค์เคยชนะคู่แข่ง ที่เก่งฉกาจที่สุด ในแผ่นดินของพระองค์เอง

            แม้กระนั้น เมื่อคราวแข่งขัน เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง พระองค์ก็ยังมีพระเมตตากรุณา ต่อม้าที่เคยช่วยให้พระองค์ มีชัยชนะอยู่เสมอๆ โดยทรงยอมให้พระองค์ เป็นฝ่ายแพ้เสียเอง แทนที่จะขับเคี่ยวม้าให้มากเกินกำลังของมัน เพียงเพื่อเห็นแก่ความชนะถ่ายเดียว เจ้าชายสิทธัตถะมิได้ทรงปราณี แต่เฉพาะม้าของพระองค์เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่สัตว์อื่นๆ ทุกชนิด ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อ และทรงเมตตากรุณาอย่างเดียวกัน พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทรงประสบความทุกข์ ความลำบากอย่างใดเลยก็จริง แต่น้ำพระทัยของพระองค์ ก็ยังทรงหยั่งทราบ ถึงจิตใจของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยความเห็นใจว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน

................................................................................................................................................................................................

ข้อคิดพิจารณาเตือนใจ

     เมื่อเราได้ทราบถึงเรื่องราวในครั้งพุทธกาล ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี ครั้งยังทรงพระเยาว์เจ้าชายสิทธัตถกุมาร กอปรด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อเหล่าสรรพสัตว์ โพธิจิตอันประเสริฐล้ำยิ่งมิอาจทนเห็นสรรพสัตว์นั้นต้องเป็นทุกข์ทั้งทางกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นๆเราๆท่านๆผู้อ่านพึงพินิจพิจารณาถึงหลักแห่งเมตตาธรรม น้อมนำมาปฏิบัติอย่างถึงที่สุดคุณธรรมอันเปี่ยมล้นเหลือเต็มพร้อมในธรรมญาณเดิมของเรานั้นจักพรั่งพรูแลสามารถโอบอุ้มสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนโลกนี้ให้วิมุติสุขเป็นเอกภาพสมดั่งมหาปณิธานของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันจักกอบกู้จิตญาณของเหล่าเวไนย์ให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งปวง ให้พ้นจากความหลง อันเป็นเมล็ดพันธุ์เกิดภพชาติและตกอยู่ในสังสารวัฏแห่งความทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราเหล่าเวไนย์พึงน้อมเอาหลักสัจธรรมความดีงามของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันประมาณมิได้นั้นมาดำเนินเถิด ละเว้นการเบียดเบียนชีวิตแลเลือดเนื้อของสรรพชีวิตอันซึ่งแต่เดิมทีจิตญาณของเขาก็ล้วนเวียนเกิดเวียนตายมาจากมนุษย์แลรับกรรมอันได้เคยก่อมาตกสู่เดรัจฉานภูมิ หรือ อบายภูมิอื่นๆ เช่นนี้แล้วพึงเปล่งเมตตาจิต กรุณาอย่างถึงที่สุด งดการเบียดเบียนอันจะสร้างความทุกข์และเกี่ยวกรรมกับธรรมญาณสรรพสัตว์ไม่จบไม่สิ้น ละเว้นทั้งการฆ่าและการกินเลือดเนื้อเขา ซึ่งเป็นหนทางแห่งความเศร้าหมองทั้งต่อตัวเราแลผู้อื่นเทอญ

บทความที่ได้รับความนิยม