เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาลกินเจ 2556 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาลกินเจ 2556 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก - นิทานปล่อยสัตว์

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


     ในสมัยราชวงศ์หมิง มีนักปฏิบัติธรรมผู้หนึ่งนามว่า "หวงจี่ซื่อ" แม้ว่าในขณะนั้นแผ่นดินจะร้อนระอุไปด้วยเภทภัยรอบด้านผู้คนล้มตายลงอย่างน่าอนาถ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นสร้างความดีโดยมิได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย จิตใจของ หวงจี่ซื่อ มีแต่ความเมตตาห่วงใยเอื้ออาทรต่อทุกชีวิต

     เขาทราบว่าบนภูเขามีพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรมสูงสุด สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหลายในโลก หวงจี่ซื่อ ผู้บำเพ็ญะรรมจึงเดินทางขึ้นเขาเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านเขาได้กราบสมัสการถามพระสงฆ์องค์นั้นว่า...

     "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้สูงยิ่งด้วยบารมีธรรม เวลานี้ผู้คนนับล้านล้มตายลงมากมาย เนื่องด้วยภัยพิบัตินานับประการ ยากที่จะมีใครรอดพ้นได้ พระคุณเจ้าได้โปรดเมตตาชี้แนะวิธีที่สามารถจะหยุดยั้งมหันตภัยนั้นให้ได้ทันการด้วยเถิด”" 

พระสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาดวงหน้าของท่านมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า... "“มีอย่างเดียว อย่าฆ่าสัตว์ จงช่วยกันปลดปล่อยชีวิตสัตว์ทั้งหลายเถิด"” กล่าวจบท่านก็หลับตาลงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย





วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความเมตตา...แห่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า ครั้งเสวยพระชาติพญาวานรโพธิสัตว์ - มหากปิชาดก


มหากปิชาดก เรื่องพญาวานร

     ครั้งหนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพญาวานร ขณะที่กำลังห้อยโหนอยู่ในป่า ก็ได้พบกับพราหมณ์คนหนึ่ง ตกอยู่ในหลุม (ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้) จึงเกิดความสงสาร เนื่องด้วยพระโพธิสัตว์เจริญพระเมตตามหาบารมีมาแล้วหลายชาติ

     ความมีอยู่ว่า...พราหมณ์หน่อเทวทัต ได้ตามหาโคที่หาย จนหลงไปในป่าลึก หาทางออกไม่ได้ มีความหิวโหยเป็นกำลัง ไปพบต้นอินทผัมกำลังมีผลสุก จึงปีนขึ้นไปบนต้น เพื่อเก็บผลสุกมาแก้หิว ด้วยความรีบร้อน จึงพลัดตกจากต้นอินทผลัม และหล่นลงไปในเหวขึ้นมาไม่ได้

     พญาวานรโพธิสัตว์ผ่านไปทางนั้น เห็นพราหมณ์ตกลงไปในเหวลึก ก็มีความสงสาร รับปากว่าจะช่วยให้ขึ้นมาจากเหว และนำไปส่งให้พ้นป่าลึกจนถึงต้นทางที่จะกลับบ้าน

     พระโพธิสัตว์เตรียมที่จะกระโดดลงไปในหลุม เพื่อช่วยชีวิตของพราหมณ์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าพระองค์จะมีแรงที่จะอุ้มพราหมณ์ออกมาจากหลุมได้หรือไม่ แล้วพระองค์ก็เกิดปัญญาว่า ควรที่จะทดสอบกำลัง ด้วยการยกก้อนหินที่วางอยู่ข้างๆหลุมแห่งนั้น เมื่อก้อนหินที่หนักเหล่านี้ยกขึ้นมาได้ ก็ย่อมที่จะแสดงให้เห็นว่า พละกำลังของตนเองนั้นมีเพียงพอ สำหรับการช่วยเหลือพราหมณ์นั้น

     พระโพธิสัตว์ปีนลงไปในหลุมอย่างกล้าหาญ แล้วอุ้มพราหมณ์นั้นขึ้นมาในสู่ที่ๆ ปลอดภัย เมื่อได้นำพราหมณ์ขึ้นจากเหวลึกได้แล้ว ก็มีความอ่อนเพลีย เพราะต้องใช้กำลังมาก จึงขอให้พราหมณ์ช่วยพิทักษ์ตน เพื่อจักได้นอนเอาแรง สักงีบหนึ่ง แล้วล้มตัวหลับบนตักพราหมณ์

     ฝ่ายพราหมณ์เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากพญาวานรโพธิสัตว์ขึ้นมาจากเหวลึกสู่ที่ปลอดภัยดังนี้แล้ว นอกจากมิได้มีจิตสำนึกตอบแทนคุณ ภายในจิตกลับมีความคิดไม่ดี ประสงค์ร้ายเอาชีวิตต่อพญาวรโพธิสัตว์อีกด้วย

     "วานรนี้ย่อมเป็นอาหารของมนุษย์ได้ เช่นเดียวกับเนื้อของสัตว์ประเภทอื่นๆในป่า ถ้าอย่างไรเมื่อเราหิวขึ้นมาแล้วเราจะฆ่าวานรนี้กินเป็นอาหาร เมื่อกินอิ่มแล้วจะเอาเนื้อที่เหลือเป็นเสบียงในการเดินทาง เราก็จะสามารถข้ามพ้นทางทุรกันดารไปได้" นึกได้ดังนั้นแล้วเขาก็ยกก้อนหินทุ่มลงบนศรีษะของพญาวานรโพธิสัตว์

     ฝ่ายพระโพธิสัตว์ผุดลุกขึ้น ทั้งๆที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ได้จ้องมองชายคนนั้นด้วยดวงตาทั้งสองอันคลอไปด้วยน้ำตา ท่านพญาวานรก็ได้พบว่า ตัวเองกำลังจะตายในไม่ช้า เมื่อรู้ความจริงว่าจิตของพราหมณ์ท่านนั้นเป็นอย่างไร พญาวานรเองก็มิได้ถือโทษโกรธเคืองประการใดไม่ เนื่องด้วยพระโพธิสัตว์ท่านได้สร้างพระบารมีในการให้อภัยมาดีแล้ว จึงได้ตรัสกับพราหมณ์ผู้นั้นว่า "สมควรแล้วหรือ ที่ท่านจะฆ่าเรา เมื่อเราเพิ่งช่วยชีวิตท่าน"

     "นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ และท่านก็รอดตายมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น แน่ะท่านผู้กระทำกรรมอันยากที่บุคคลจะทำลงได้ น่าอดสูใจจริงๆ ข้าพเจ้าช่วยท่านขึ้นจากเหวลึกซึ่งยากจะขึ้นได้เช่นนี้ ท่านเป็นดุจข้าพเจ้านำมาจากปรโลก ยังสำคัญตัวข้าพเจ้าว่าควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปธรรมซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว ถึงท่านจะไร้ธรรม เวทนาอันเผ็ดร้อนก็อย่าได้ถูกต้องท่านเลย และบาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่านอย่างขุยไผ่ฆ่าไม่ไผ่เลย แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ความคุ้นเคยของข้าพเจ้าจะไม่มีอยู่ในท่านเลย มาเถิดท่านจงเดินไปห่างๆเรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น"

     พระโพธิสัตว์ระลึกได้ว่า พราหมณ์นั้นหลงป่ามา และคงไม่อาจกลับบ้านเองได้โดยปราศจากผู้นำทาง ความเมตตาของพระโพธิสัตว์นั้นไม่สิ้นสุด พญาลิงยอมกัดฟัน ทั้งๆที่หัวโชกชุ่มไปด้วยเลือดอยู่ และพยายามนำพราหมณ์ออกจากป่า ถึงแม้ว่าเลือดแห่งพญาวานรจะไหลริน ดั่งสายนธี ถึงแม้นว่าจะเจ็บปวดปานใดก็ตาม ในที่สุดท่านพญาวานรก็หาทางให้พราหมณ์ออกจากป่าแห่งนั้นได้

     เพียงแค่เสวยพระชาติเป็นพญาวานร พระพุทธองค์ยังทรงมีพระมหาเมตตา มหากรุณา มหามุทิตา มหาอุเบกขา และพระปัญญาญาณถึงปานนั้น ลองพิจารณาดูเถิดว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงสร้างบารมีจนบริบูรณ์ และพระองค์ท่านได้ตรัสรู้แล้ว จะทรงมีพระมหาเมตตาคุณ มหากรุณา และ พระปัญญาคุณที่ยิ่งใหญ่สักปานใด

     ขอให้ทุกๆท่านพึงพิจารณาแลยึดเป็นหลักในการดำเนินปฏิบัติบำเพ็ญ ตามรอยพระจริยวัตรแห่งองค์พระพุทธะ โพธิสัตว์ เทอญ



ชาดกเรื่องนี้ พึงเห็นได้ว่า พญาวานรโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบุญบารมีครบทั้ง ๑๐ ทัส กล่าวคือ


ลักษณะการบำเพ็ญเพียร


ประเภทของบารมี

ความเมตตาปรานีต่อพราหมณ์ที่ตกอยู่ในเหวลึกนั้น ได้ชื่อว่าเมตตาบารมี
ก่อนที่จะนำพราหมณ์ขึ้นมาจากเหว พญาวานรได้ทดสอบกำลังของตนก่อนนั้น เป็นการใช้ปัญญา 
เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ นับว่าได้สร้างสม 
ปัญญาบารมี
ด้วยปณิธานที่จะให้พราหมณ์ได้พ้นขึ้นมาจากเหว ต้องใช้ความเพียรไม่ใช่น้อย จึงเป็นการสร้างวิริยบารมี
การถูกทำร้ายในขณะที่กำลังหลับ และผู้ทำร้าย ก็คือผู้ที่ตนได้ช่วยด้วยความเมตตา และพากเพียร นั้นเอง 
ถึงกระนั้นพญาวานรก็หาได้โกรธเคือง กลับอดทนต่อความเจ็บปวดไว้ได้ ดังนี้เป็น 
ขันติบารมี
การวางเฉยต่อเหตุการณ์ที่ผ่านไปเหมือนหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นอุเบกขาบารมี
ได้นำพราหมณ์ออกจนพ้นจากป่า ทั้ง ๆ ที่เลือดตกยางออกเช่นนี้ 
เป็นการเสียสละเป็นการให้อภัยที่ยากจะหาผู้เสมอเหมือนได้ ดังนี้เป็น 
ทานบารมี
ตลอดเวลานับแต่ถูกทำร้ายเป็นต้นมา พญาวานรไม่ได้เอ่ยวาจาหรือแสดงกิริยาท่าทางส่อไป 
ในทางตัดพ้อต่อว่าเลย คงรักษากายวาจาไว้ได้อย่างปกติ นับว่าเป็น
สีลบารมี
ความไม่โกรธ ไม่ตัดพ้อต่อว่า คงรักษากายวาจาได้เป็นปกติ ก็เป็นอันว่าตลอดเวลานั้น พ้นจากกิเลสกาม 
อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง จึงเป็น 
เนกขัมมบารมี
ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างแน่นอน ในอันที่จะนำส่งพราหมณ์ให้พ้นจากป่า เช่นนี้เป็นอธิฏฐานบารมี
การกระทำที่สมกับวาจาที่ได้ลั่นไว้ว่า จะช่วยให้ขึ้นจากเหว พาส่งให้พ้นจากป่านั้น เรียกว่า

สัจจบารมี


วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลูกหลานกำไลหยก - นิทานปล่อยสัตว์


ลูกหลานกำไลหยก - นิทานปล่อยสัตว์

     ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ณ ดินแดนแถบทิศเหนือบนเทือเขา หัวอินซัน สามีภรรยาสกุล หยาง เป็นชาวไร่ชาวนาได้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ทั้งสองตั้งชื่อให้ว่า "หยางเปา"

     หยางเปา เกิดในท่ามกลางธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยทิวเขาอันเงียบสงบ ซึ่งกล่อมเกลาจิตใจของเด็กน้อยให้งดงามละเอียดอ่อน ครั้นเติบโตเจริญวัยมีอายุได้ 9 ขวบ เขามีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี น่ารักเฉลียวลาดไม่ว่าใครได้พบเห็นก็รักใคร่เอ็นดู

     วันหนึ่งขณะที่ หยางเปา กำลังเดินเล่นอยู่ตามไหล่เขาก็ได้พบนกกระจิ๊บตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บตกอยู่ที่พื้นมิหนำซ้ำยังถูกฝุงมดรุมกัดจวนจะสิ้นใจ หนูน้อยรู้สึกสงสารจับใจจึงรีบตรงเข้าไปประคองนกน้อยนั้นทันที แล้วค่อยๆ ปัดมดออกไปจนหมด

     เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็เก็บกิ่งไม้ไผ่มาทำกรงเพื่อให้นกพักอาศัย ทุกๆ วันเด็กน้อยจะเก็บดอกไม้สีเหลืองซึ่งเป็นยาสมุนไพรมารักษา เวลาผ่านไปไม่นานนกกระจิ๊บตัวนั้นก็หายดีเป็นปกติ มีขนขึ้นเต็มดูสวยงามดังเดิม เขาจึงปล่อยให้มันบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

     อยู่มาคืนหนึ่ง หยางเปา ได้ฝันไปว่า มีกุมารน้อยล่องลอยจากฟ้าลงมาคารวะขอบคุณเขาและกล่าวว่า...“"ท่านผู้มีพระคุณ..ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ธรรมมารดาเจ้า ขณะที่กำลังจะกลับสู่สวรรค์ได้ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ นับว่าโชคดีที่ท่านผู้มีเมตตามาพบและช่วยเหลือข้าพเจ้าเอาไว้ พระคุณครั้งนี้ตอบแทนไม่หมด แต่วันนี้ข้าพเจ้ามามอบกำไลหยก 4 อัน เพื่อแสดงความคารวะต่อท่าน ต่อไปภายหน้าลูกหลานในวงศ์ตระกูลของท่านจะมีแต่ความสะอาดบริสุทธิ์เจริญรุ่งเรือง พวกเขาจะรับใช้แผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”"

     วันเวลาผ่านไป เมื่อหนูน้อยหยางเปาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ได้สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นสุข เขามีอายุยืนยาวได้เป็นลูกหลานถึง 4 รุ่น ได้แก่ หยางเจิ้น รุ่นลูก หยางปิ้ง รุ่นหลาน หยางซื่อ รุ่นเหลน หยางปิ้ว รุ่นลูกของเหลน ลูกหลานทั้ง 4 รุ่นล้วนได้เป็นใหญ่เป็นโต ข้าราชการตระกูลหยางทุกคน รับใช้ชาติบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดจนมีชื่อเสียงเกียรติคุณขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน



วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก - นิทานเต้าจือจงจื่อ



แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก

     ในยุคสมัยของสามก๊ก ทหารของรัฐเว่ย แม่ทัพเติ้งอ้ายได้ยกทัพนำำกองกำลังทหารเคลื่อนทัพเข้าตั้งที่เผยหลิง ยามมีเวลาเขาได้ไปท่องเที่ยวและมองเห็นบนต้นไม้มีนกตัวหนึ่งกำลังคาบอาหารป้อนให้กับลูกนก จึงเล็งลูกธนูยิงตรงไป เพื่อที่จะเสี่ยงดูว่าดีหรือร้าย เมื่อเสียงธนูดังก้องขึ้นนกตัวนั้นได้ยินเสียงก็ตื่นตระหนก แล้วรีบหลบหนี หากแต่เป็นเพราะว่าไม่อาจจะทิ้งลูกนกไว้ จึงได้บินกลับไปข้างๆรัง เพราะลูกธนูลูกแรกของแม่ทัพเติ้งอ้ายไม่ตรงเป้า เข้าจึงได้ยิงลูกธนูอีกดอกหนึ่ง ปรากฏว่ายิงโดนนกตัวนี้ แต่มันก็ยังคงดิ้นรนเอาอาหารป้อนให้กับลูกนกอีก ทั้งยังคาบเศษอาหารอีกเล็กน้อยมาค้างไว้ที่รักนก เหมือนกับจะสอนลูกนกให้รู้จักหยิบเศษอาหารด้วยตนเอง แล้วจึงส่งเสียงร้องติดกันด้วยความโศกเศร้าเจ็บปวด แล้วก็ขาดใจตกลงมาจากต้นไม้ ลูกนกที่อยู่ในรังยื่นคอออกมามองดู พร้อมกับเสียใจไม่หยุด แม่ทัพเติ้งอ้ายเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ได้โยนธนูทิ้งลงบนพื้น พูดอย่างทอดถอนใจว่า "ข้าได้ฝืนกฏธรรมชาติ น่ากลัวว่าคงอยู่บนโลกได้ไม่นานแล้วสิ" 

     ความสัมพันธ์แม่ลูกมีมาแต่เดิมที แม่เมตตาเหน็ดเหนื่อยแล้วผู้ที่มีจิตญาณจะไม่รู้สึกซาบซึ้งหรือ ความคิดของเติ้งอ้ายที่ฆ่าสัตว์ทำให้พวกเขาแม่ลูกต้องพลัดพรากจากกัน ต่อมาแม้ว่าเขาจะออกรบพิชิตเมืองเสฉวน สร้างผลงานใหญ่ขึ้น แต่ถูกขุนนางจงฮุ่ยริษยาวางแผนเพื่อใส่ร้ายป้ายสี สุดท้ายถูกท่านซือหม่าเจาส่งนายทหารเว่ยก้วนไปฆ่าเสียชีวิต จึงเห็นได้ว่า ทำดี ทำชั่ว ย่อมมีกรรมสนอง





วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

การทานเจ คือการบ่มเพาะจิตเมตตา - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โส่วหลูถงจื่อและเลี่ยนตันถงจื่อ เมตตา

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โส่วหลูถงจื่อและเลี่ยนตันถงจื่อเมตตา

          "ทุกท่านมาทานอาหารเจที่นี่ อาหารเจอร่อยไหม? (อร่อย) กินแต่ผักสดและเต้าหู้ อร่อยไหม? (อร่อย) โกหกเรา มากินที่นี่ถึงบอกว่าอร่อย แล้วทำไมตอนอยู่ที่บ้านไม่ทานผักและเต้าหู้ ท่านอยู่ที่บ้านกินผัก กินเต้าหู้ และกินถั่วกันไหม? (กิน) กินทุกวันและกินทุกมื้อไหม?
          ทุกท่านชอบกินไก่เคเอฟซีไม่ใช่หรือ? (ไม่ใช่) แอบไปกินบ้างไหม? (ไม่มี) ทำไมทุกคนในชั้นนี้เก่งมากเลย ทุกคนไม่ได้แอบไปกินเนื้อ หรือเพราะว่าซื้อไม่ไหว? เป็นเพราะเนื้อสัตว์แพงกว่าผักใช่ไหม? (ไม่ใช่)
         นับว่าเมธีทุกท่านมีปัญญาสูงส่ง ทุกท่านรู้จักทานอาหารเจ การทานเจคือการบ่มเพาะจิตเมตตา ต้องทานอาหารเจ สุขภาพจึงจะแข็งแรงและมีความสุข ใช่ไหม?(ใช่)
         แม้ในระหว่างที่กำลังฝึกทาน ท่านอาจจะรู้สึกว่าการกินเจทำให้หิวง่าย แต่ค่อยๆฝึกไป ท่านก็จะเคยชิน การทานเจนั้นมีประโยชน์ต่อทุกท่าน อีกทั้งคนที่ทานเจบ่อยๆ การหมุนเวียนของโลหิตก็จะดี เลือดจะสะอาด ยิ่งนานวันใบหน้าผ่องใสมีราศี เพราะกายสะอาด ปากสะอาด จิตใจก็ใสสะอาด
        เมื่อทานไปได้ระยะหนึ่ง ท่านก็จะพบว่า นิสัยอารมณ์ความเคยชินที่ไม่ดีต่างๆ นับวันจะเบาบางลง ไม่โมโหง่าย และสำคัญที่สุดคือ ท่านลองดมร่างกายตัวเองดู ไม่มีกลิ่นเหม็นแล้ว ใช่หรือไม่? (ใช่) ท่านไม่อาบน้ำหนึ่งหรือสองวันก็ไม่มีกลิ่นเหม็น
        แต่ทุกวันหากท่านกินเนื้อสัตว์ กินเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา แม้เราถงจื่อยืนอยู่ตรงนี้ก็ได้กลิ่นสาบของพวกเขาแล้ว ทุกท่านรู้สึกเช่นนั้นไหม? เพราะลมหายใจของพวกเขามีกลิ่นเหม็น ดังนั้นคนทานอาหารเจ คือผู้ที่มีปัญญาที่สุด
        การฝึกทานเจ คือการบ่มเพาะจิตแห่งโพธิสัตว์ ทุกท่านอย่าได้ทำลายชีวิตผู้อื่น เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า แพะ แกะ วัว ปลา หมู เหล่านั้น ในอดีตชาติไม่ใช่เพื่อนหรือพี่น้องของพวกเรา หรืออาจจะเป็นบรรพชนของพวกเราก็ได้"


















วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทุกคนรู้หรือไม่ว่า...เวลาที่สัตว์ถูกฆ่าเป็นอาหารนั้นน่าสงสารเพียงใด ? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เซียนน้อยจินเหลียนถงจื่อ ผู้ติดตามพระพุทธจี้กง

     
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทาน 
เซียนน้อยจินเหลียนถงจื่อ ผู้ติดตามพระพุทธจี้กง  

        "พวกเธอมาสถานธรรม ทานเจอร่อยไหม ? (อร่อย) แต่ว่าบางคนนั้นในใจก็ยังคิดถึงเนื้อสัตว์อยู่เลย อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ...

ทุกคนรู้หรือไม่ว่าเวลาที่สัตว์ถูกฆ่าเป็นอาหารนั้นน่าสงสารเพียงใด ลองคิดถึงตอนที่เธอไม่ทันระวังโดนมีดบาดก็เจ็บจนร้องลั่นบ้านแล้ว แต่เวลาที่พวกเธอถือมีดไปฆ่าสัตว์ทำเป็นอาหาร ก็ไม่ได้ฉีดยาชาให้เขา เขาจะเจ็บปวดขนาดไหน เวลาที่พวกเธอรับการผ่าตัดยังต้องฉีดยาชาให้จึงจะไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่พวกเธอไม่ได้ฉีดยาชาให้สัตว์แล้วฆ่าสัตว์เหล่านั้น พวกเขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

ดังนั้นพวกเธออย่าได้เข่นฆ่าชีวิต เพราะว่าการเข่นฆ่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เธอฆ่าสัตว์ใด ผลกรรมจะตามสนอง ต่อไปภายภาคหน้าสัตว์เหล่านั้นก็จะมาฆ่าเธอคืน

พวกเธอลองมองดูภัยพิบัติในตอนนี้ นับวันก็ยิ่งมากขึ้นใช่ไหม ? (ใช่) ล้วนเป็นเหตุมาจากแรงกรรมแห่งการฆ่าก่อให้เกิดขึ้น เพราะว่าเธอเอาแต่ฆ่าสัตว์กันไม่หยุดหย่อน พวกเขาก็จะโกรธแค้นอาฆาตเคียดแค้นชิงชังมาก กระทั่งถึงเวลาที่สัตว์เหล่านั้นกลับชาติมาเกิดกายเป็นคน ก็ถึงคราวที่เขาจะกลับมาฆ่าพวกเธอ เช่นนี้ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน

การเข่นฆ่าชีวิตนั้นเป็นบาปกรรมที่หนักมาก เพราะว่าเธอเข่นฆ่าชีวิต เธอก็จะเหมือนกับยักษ์มาร พวกเธอเห็นว่าคนฆ่าคนนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวใช่ไหม ? (ใช่) เธอก็จะบอกว่าคนคนนั้นเป็นยักษ์มาร หากเธอจับมีดไปฆ่าสัตว์ สัตว์ก็จะบอกว่าเธอเป็นยักษ์มารใช่ไหม ? (ใช่)

        ฉะนั้นพี่ๆ ทั้งหลายจะต้องรู้จักหยุดการเข่นฆ่า รู้จักปล่อยชีวิตสัตว์ เพราะว่าหากพวกเธอฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แรงเคียดแค้นอาฆาตของสัตว์เหล่านั้น ก็จะยิ่งทำให้โลกนี้นับวันยิ่งไม่สงบสุข เพราะว่าแรงอาฆาตเคียดแค้นก็จะก่อเกิดเป็นภัยพิบัติสนองกลับมา ทว่าแรงแห่งความเคียดแค้นของคนก็จะก่อเกิดเป็นภัยพิบัติเช่นกัน

ฉะนั้นพวกเธอควรมาพุทธสถานศึกษาหลักธรรม ก็คือมาฝึกฝนเรียนรู้การปล่อยวางความเคียดแค้นอาฆาตในจิตตน นี่ก็คือการบ้านที่สำคัญที่สุดของชีวิตคน 


หากภายในใจของพวกเธอมีความเคียดแค้นอาฆาต ก็จะเกิดความไม่พอใจต่อเรื่องราวทุก ๆ อย่าง และจะรู้สึกไม่พอใจต่อคนทั้งหลาย คนๆ หนึ่งหากมีความไม่พอใจมากเกินไป ก็จะทำเรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรม เพราะว่าในใจมีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง สิ่งที่มองเห็นล้วนไม่ดีไปเสียหมด ทั้งที่จริงแล้วเป็นหลักธรรมที่ดี แต่ก็กลับรู้สึกว่าเป็นมิจฉาธรรม เพราะไม่รู้จักสงบใจนิ่งลงฟังดู"





วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ขอแรงสัตว์ใหญ่ช่วยสัตว์เล็ก นิทานปล่อยสัตว์

นิทานปล่อยสัตว์ ขอแรงสัตว์ใหญ่ช่วยสัตว์เล็ก



        ในสมัยพุทธกาล ครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้ทรงเทศนาสั่งสอนถึงเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง นำพาให้ทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ใหญ่น้อยหยุดเข่นฆ่า เลิกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน พุทธบริษัททั้งหลายต่างหันมาอนุเคราะห์เกื่อกูลต่อเวไนยสัตว์ด้วยความมีเมตตา ดังมีเรื่องราวปรากฏจารึกไว้ในพระสูตรบทหนึ่งว่า...

ในกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนีได้อุบัติแล้ว ณ ชมพูทวีป คราวนั้นบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินทางไปพบเห็นแอ่งน้ำซึ่งกำลังจะเหือดแห้งเนื่องจากถูกแสงตะวันอันร้อนแรงแผดเผา ปู ปลา กุ้ง หอย นับหมื่นชีวิตดิ้นรนกระเสือกกระสนรอคอยความตายอย่างสิ้นหวัง

บัณฑิตหนุ่มผู้มีใจเปี่ยมด้วยเมตตารู้สึกเวทนายิ่งนักจึงรีบกลับไปขอยืมถุงบรรจุน้ำจากพ่อค้าในเมืองแล้วเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อกราบทูลขอยืมช้างจากพระองค์ ครั้นพระราชาผู้เป็นใหญ่ทรงทราบถึงกุศลเจตนานั้นแล้ว ก็มีพระทัยปลาบปลื้มปิติยินดียิ่งนัก พร้อมทั้งพระราชทานช้างจำนวน 20 เชือก แก่บัณฑิตหนุ่มนั้น ชาวเมืองที่เห็นขบวนช้างบรรทุกถุงน้ำผ่านมา พอทราบเรื่องก็มีใจออกติดตามไปด้วย ครั้นถึงยังจุดหมายจึงช่วยกันขนถุงน้ำเทลงในแอ่งจนเต็มเปี่ยม สรรพสัตว์นับพันนับหมื่นจึงได้ฟื้นคืนชีวิต บรรดาฝูงมัจฉา ปู กุ้ง หอย ฯลฯ ต่างแหวกว่ายในสายน้ำกันอย่างร่าเริง

ครั้นใกล้ตะวันเย็น ณ ริมแอ่งน้ำ ขณะนั้นเองเป็นเวลาที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึง บัณฑิตหนุ่มและสาธุชนพุทธบริษัทจึงพร้อมใจกันกราบอาราธนาทูลขอพระองค์ ให้แสดงพระธรรมเทศนาเพื่อยังศรัทธาปสาทาให้เกิดแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย

        สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงมีพระเมตตาแสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาถึงอานิสงส์แห่งเมตตาจิตโดยลึกซึ้งแยบยลยิ่ง เมื่อถึงที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาแล้ว มหาชนทั้งหลายต่างก็บังเกิดความปิติอิ่มเอิบขึ้นในดวงใจไม่ได้ผิดแผกจากฝูงปลาซึ่งเข้ามาร่วมชุมนุมสดับฟังอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด “ ด้วยพลานุภาพแห่งสัจธรรมซึ่งองค์พระบรมศาสดาแสดงแล้วเป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรดาวิญญูชนผู้มีจิตอันประณีตอ่อนโยนทั้งหลาย ก็บังเกิดความรู้แจ้งในหลักสัจจธรรม แม้เหล่าฝูงสัตว์ทั้งหลายที่ได้ยินพระธรรมอันแช่มชื่นนั้นแล้ว เมื่อหมดสิ้นอายุขัยก็ได้ไปเกิดอยู่ในสุคติภพโดยถ้วนหน้า”

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ฝึกจิตเมตตา - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระนาจาไท้จื้อ เมตตา



พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระนาจาไท้จื้อ เมตตา

        "แม้เพื่อนจะว่าเป็นตัวประหลาดกินเจ เป็นคนแปลก ทำตัวไม่เหมือนคนอื่น แต่ถ้าเราทำได้ ย่อมเป็นเรื่องดี หรือเราเริ่มต้นไม่เบียดเบียนแม้กระทั่งสัตว์ ก็แปลว่าเราไม่ละเลยเรื่องเล็กน้อย

เราให้ความรักแม้กระทั่งสัตว์เล็ก เช่น มด แมลงสาบ แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เรายังรักษาคุณธรรมได้ แล้วกับคน เขาก็ต้องคิดสิว่า ท่านจะทำเขาลงหรือ ในเมื่อแมลงสาบท่านยังไม่ขยี้ ยุงแม้จะกัดท่านเจ็บ ท่านยังไม่ตบ ก็แปลว่า แม้คนที่ทำให้ท่านเกลียด ท่านก็ยังไม่คิดที่จะฆ่าเขา ไม่คิดที่จะจองล้างจองผลาญเขา เป็นการฝึกจิตเมตตา

เรื่องเล็กๆน้อยๆ หากเราคิดให้ดี ก็มีคุณธรรมสอนใจ ถึงเขาจะคิดไม่ได้ แต่ขอให้ศิษย์น้องในที่นี้คิดได้ ศิษย์พี่ก็พอใจแล้ว"





วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อุดรอยรั่ว - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา

"ถังที่ใช้อยู่ที่บ้านศิษย์เคยเห็นไหม แต่ถังใบนี้ก้นรั่ว จะใส่น้ำได้เต็มไหม กุศลเราก็เหมือนกับน้ำในถังใบนี้ ในเมื่อใส่ได้ไม่เต็มถัง จะมีเผื่อแผ่ไปให้กับคนอื่นได้ไหม ?...(ไม่มี ) เราจึงต้องมาอุดรอยรั่วอันนี้ก่อน

แล้วทำอย่างไรถังใบนี้จึงแตก... ประการแรก ถ้ายังทำความชั่วควบคู่กับความดีไปด้วย นั่นคือก็ยังใส่น้ำให้เต็มถังไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องอุดรอยรั่วนี้ก่อน

อีกประการหนึ่งที่ทำให้ถังใบนี้รั่วก็คือ การที่เรานั้นทานเนื้อสัตว์อยู่...

การทานเนื้อสัตว์คือการเกี่ยวกรรมกับสัตว์ แม้ศิษย์สร้างกุศล แต่กุศลนั้นก็ต้องคืนให้เจ้ากรรมนายเวร แล้วจะทำอย่างไรจึงจะอุดรอยรั่วนี้ได้ เราต้องรู้จักที่จะเบาบางลง จนกระทั่งเรานั้นไม่ทานเนื้อสัตว์ 

ไม่ใช่ให้เวลาตนเองจนไร้เขตจำกัด เราต้องมากำหนดตัวเองว่า เราจะเลิกทานเนื้อสัตว์ภายในเวลาเท่าไหร่ ต้องพยายามให้ได้

บางคนว่า...ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่รู้ถึงปีไหน ค่อยเหลือเกิน ใช่หรือไม่...(ใช่ ) ค่อยหนึ่งปีก็แล้ว ค่อยสองปีก็แล้ว ค่อยสามปีก็แล้ว ยังเลิกไม่ได้อีก ใช่หรือเปล่า...( ใช่  )"





วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลิ่มจื้อ หมอดูไม่แม่น ? - ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย

ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย

อายุยืนยาวคือความปรารถนาของมนุษย์ทุกผู้นาม ...
แม้เงินทองจะสามารถซื้อประเทศทั้งประเทศได้ ...
แต่เงินนั้น ก็ไม่อาจซื้ออายุที่ยืนยาวได้ ...
ต่อให้ฐานะของเราสูงส่ง อำนาจ ท่วมท้นล้นฟ้า ...
ก็ยากที่จะเพิ่มเติมอายุขัยได้ ...
แล้วจะทำอย่างไร ให้มนุษย์นั้นมีอายุขัยและวาสนาที่ยืนยงยาวนานได้เล่า ? ...

ในพุทธคัมภีร์บทหนึ่งที่กล่าวถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ให้ทาน ๕ ชนิดว่า...
“ ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย ” ...
คำว่า “ให้ทานชีวิต” ในที่นี้ก็คือ ...
การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ปล่อยสัตว์ ปกป้องคุ้มครองสัตว์ ...

ในคัมภีร์ปี้อวี้จิงได้บันทึก เอาไว้ว่า...
มีเณรน้อยรูปหนึ่งได้ช่วยชีวิตของมด ...
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ตนเองนั้นอายุยืน

แม้นปรารถนาอายุยืนยาว นอกจาก ช่วยเหลือผู้คนขจัดทุกข์บำรุงสุขแล้ว ยังต้อง ธำรงไว้ซึ่งเมตตาจิต ...
คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ...
เมื่อปลูกเหตุแห่งการรักษา คุ้มครองและไม่ละเมิดชีวิตผู้อื่นแล้ว
เช่นนี้ฟ้าย่อมให้ชีวิต ที่ยืนยาวเป็นผลตอบแทนแน่นอน....

คนที่ชาตินี้อายุสั้น ...
ส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองที่ชาติก่อนได้สร้างกรรมฆ่าสัตว์ไว้มาก...
หากชาตินี้สามารถกลับตัว กลับใจใหม่ ...
มีจิตเมตตา ละเว้นการฆ่าสัตว์ ...
ปลดปล่อยสัตว์ ... และทำบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ ...
คนที่อายุสั้นก็จะได้เพิ่มอายุขัย ...
คนขี้โรคก็จะแข็งแรง ...

เพราะว่าอายุขัยของมนุษย์จะสั้นหรือยาวนั้น ถูกกำหนดไว้แล้ว ...
ชาวโลกมิอาจล่วงรู้ ...
ทว่าอานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ ตามกฏสวรรค์ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก...
อานิสงส์ข้อนี้สามารถช่วยเพิ่มอายุขัยได้ ...

ตั้งแต่อดีตมาผู้ที่มีอายุยืนเพราะการปล่อยสัตว์ช่วยชีวิตมีมากมาย...
ที่สำคัญควรจัดงานเทศกาลปล่อยสัตว์เป็นประจำ ...
ก็จะเป็นการสร้างกุศลผลบุญไม่น้อย ...
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าสามารถปฏิบัติข้อละเว้น “4 ไม่กิน” ได้ ...
ก็จะพ้นจากกรรมสนองข้อปาณาติบาต (พ้นเคราะห์กรรมในอดีต) ...
จะเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ....

(* 4 ไม่กิน - สัตว์ที่เลี้ยงเอง..ไม่กิน, เห็นกับตาว่าสัตว์นั้นถูกฆ่า..ไม่กิน, เจาะจงฆ่ามาเพื่อตน..ไม่กิน, รู้ว่าสัตว์นั้นถูกฆ่ามาขาย..ไม่กิน)

หมอดูไม่แม่น !

คำทำนาย... ไม่อาจเปลี่ยนลิขิตชะตา...
แต่ปล่อยสัตว์... เปลี่ยนชีวิตพลิกชะตาอย่างน่าอัศจรรย์...

โหราศาสตร์นั้นนับว่ายังไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าเรื่อง “ กฎแห่งกรรม ” ...
โหราศาสตร์อาจเป็นจริงได้เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ...
ศาสตร์ แห่งการพยากรณ์นี้ในแถบเอเชียเป็นที่ขึ้นชื่อในความแม่นยำ ...
อย่างเช่นในประเทศจีน...
เวลาจะยกทัพเคลื่อนพลล้วนต้องใช้วิชา โหราศาสตร์ ...
ต้นตระกูลผู้คิดค้นวิชาโหราศาสตร์นี้มีนามว่า ลิ่มจื้อ ...

ลิ่มจื้อ เป็นเถ้าแก่ใหญ่ ...
อยู่ในมณฑลกวางเจาในสมัยเมื่อ ประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว ...
ลิ่มจื้อ เป็นผู้ค้นคว้าการตรวจดวงดาว เพื่อประกอบการทำนายแนวทางชีวิตของมนุษย์...

อยู่มาวันหนึ่ง ลิ่มจื้อ ดูลักษณะโหงวเฮ้งของชายหนุ่มคนหนึ่ง ...
ที่ทำงานเป็นลูกจ้างในร้าน ....
ลูกจ้างคนนี้เป็นคนรับผิดชอบในห้องสมุด
( ซึ่งในสมัยนั้นคนมีฐานะดีจึงอ่านหนังสือกัน )...
เมื่อตรวจลักษณะโหงวเฮ้งตามชะตาราศรีแล้ว ....
เห็นว่าชาย หนุ่มคนนี้อีก 15 วันจะต้องตาย ...



ลิ่มจื้อ จึงเอาเงินก้อนหนึ่งมอบ ให้และบอกว่า ...
“ ข้าอนุญาติให้เจ้าหยุดงานกลับไปเยี่ยมบ้าน 15 วัน
เงินก้อนนี้ข้ามอบให้เจ้าไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น ”...



ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ...
ชายหนุ่มบังเอิญเห็นปลาตัวหนึ่ง กระเสือกกระสนอยู่ในบึงน้ำแห้ง ...
กำลังใกล้จะตาย ...
เขาจึง ช่วยชีวิตปลาตัวนั้นนำไปปล่อยในบึงน้ำให้รอดตาย...




จากนั้นเขาได้เดินทางต่อไป ...
ในระหว่างทางชายหนุ่มได้ ยินเสียงร้องของแมวที่กำลังจมน้ำ ...
เขาก็ได้ช่วยชีวิตแมวตัวนั้น ขึ้นมาจนปลอดภัย...




ครั้นเดินทางมาได้ครึ่งค่อนวัน ...
เกิดฝนฟ้าคะนองพายุโหมกระหน่ำ ...
จึงตัดสินใจแวะพักที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง...
เมื่อย่างเท้าผ่านประตูหน้าเข้าไป ได้เห็นหญิงชราคนหนึ่ง กำลังยืนร้องไห้ ...
ชายหนุ่มจึงเข้าไปถาม หญิงชราคร่ำครวญให้ฟัง ว่า ...
“ วันนี้ข้ามาไหว้พระ ไม่น่าสะเพร่าเลย ข้าทำตะเกียงหล่นแตก แต่ข้าไม่มีเงินจะซื้อมาชดใช้ ข้าจนใจไม่รู้จะหามาใช้คืนได้อย่างไร ” หญิงชราตอบ...

เมื่อชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกเห็นใจ ...คิดที่จะช่วยเหลือ ...
จึงบอกกับหญิงชราว่า ...
“ ท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ข้าพอจะมีเงิน ติดตัวมาบ้าง คงพอที่จะซื้อตะเกียงมาชดใช้แทนท่านได้ ”...

เมื่อฝนหยุด ชายหนุ่มก็ออกจากศาลเจ้าเข้าไปในเมือง
หาซื้อตะเกียงมาชดใช้แทนหญิงชรา แล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็บอกกับมารดาว่า
“ เถ้าแก่นึกใจดีให้หยุดงาน กลับมาเยี่ยมบ้าน ”

เขาพักอยู่ที่บ้านจนครบกำหนด 15 วัน ...
จึงได้ลากลับไปทำงานตามกำหนด...

เมื่อชายหนุ่มลูกจ้างเดินทางกลับมา ...
ลิ่มจื้อถึงกับ ตกตะลึง เพราะประหลาดใจ !...
ไม่เชื่อสายตัวเองเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามานึกว่า ผีหลอก !....




ลิ่มจื้อ จึงเดินเข้าไปลองจับดูที่ตัวแล้วรำพึงขึ้นว่า...
“ นี่เจ้ายังไม่ตายใช่ไหม ตาข้าคงไม่ฝาดน่ะ ! ”...

เมื่อ ลิ่มจื้อ แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่ตัวเป็นๆ ...
จึงได้เอ่ยปากซัก ถามชายหนุ่มต่อไปว่า
“ ขณะที่เจ้ากลับไปบ้านนั้น ไหน! เล่าให้ข้าฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าบ้าง ”...
“ ข้ากลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัย ขอบคุณท่านเศรษฐี ที่เมตตา...”

ชายหนุ่มจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง กลับบ้านให้เศรษฐีฟัง ...
เศรษฐีจึงจับใจความได้ว่าเพราะเหตุที่เขา ...
ได้ช่วยเหลือชีวิตปลา ...
ชีวิตแมว ...
และช่วยออกเงินซื้อตะเกียง เป็นธุระให้หญิงชราผู้นั้น ...
มิน่าเล่าจึงรอดชีวิตมาได้...

ลิ้มจื้อ จึงกล่าวด้วยความสลดใจว่า...

“ ดวงดาวไม่เที่ยงหนอ การพยากรณ์เชื่อได้แค่บางส่วน ไยข้าต้องฝังใจกับการคาดคะเน ซึ่งหาแน่นอนอะไรไม่ ”...


อานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ - พึงถือศีลกินเจ ละกรรมปาก 

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นิทานปล่อยสัตว์ ตอน สละเนื้อช่วยนก


นิทานปล่อยสัตว์ ตอน สละเนื้อช่วยนก

        ในกาลก่อน เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่บำเพ็ญโพธิสัตว์ธรรม ยังมิได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันหนึ่งได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเหยี่ยวตัวใหญ่ที่ผอมโซ กำลังบินไล่จิกนกตัวเล็ก ๆ หมายจะกินเป็นอาหารวิหคน้อยหวาดกลัวเป็นอันมาก พยายามบินหนีเพื่อเอาชีวิตรอดจนสุดกำลัง ครั้นได้แลเห็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่ไม่ไกลนกน้อยตัวนั้นจึงโผบินลงสู่หน้าอกของพระโพธิสัตว์ทันที พญาเหยี่ยวไม่กล้าติดตามเข้าไปใกล้ ได้แต่เฝ้าบินวนอยู่ไม่ไปไหน

เมื่อเป็นดังนี้พญาเหยี่ยวผู้หิวโหยจึงพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “ "ข้าแต่พระโพธิสัตว์เจ้า! พระองค์อยากช่วยนกตัวเล็ก ๆ และจะปล่อยให้ข้าพระองค์อดตายหรืออย่างไร”"

พระมหาโพธิสัตว์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทรงยิ้มแล้วตรัสแก่พญานกว่า “ "ท่านประสงค์จะกินสิ่งใด เพื่อคลายหิวเล่า"

พญาเหยี่ยวได้ทูลตอบทันทีว่า “ "ข้าฯ พระองค์ อยากกินเนื้อเป็นอาหาร”"

พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า “ "ถ้าเช่นนั้นเรายินดีมอบเนื้อของเรา ให้เป็นอาหารแก่ท่านแทนนกน้อยตัวนี้”"

ขณะที่พระมหาโพธิสัตว์กำลังจะตัดเนื้อที่แขนของพระองค์พญาเหยี่ยวก็พูดขึ้นว่า “ ช้าก่อน...หากพระองค์ประสงค์จะแลกเอาชีวิตนกน้อยด้วยเนื้อของพระองค์เองแล้วละก็ พระองค์จะต้องตัดเอาเนื้อออกมาให้ได้เท่ากับเนื้อของเจ้านกตัวนั้น”

โดยมิได้รั้งรอแต่ประการใด พระโพธิสัตว์ผู้ทรงพระกรุณาธิคุณจึงใช้มีดเฉือนเอาเนื้อที่ต้นแขนออกมามอบให้พญาเหยี่ยวทันที พญาเหยี่ยวเมื่อได้รับเอาก้อนเนื้ออันองค์พระบรมโพธิสัตว์ทรงยื่นให้แล้ว ก็กล่าวบ่ายเบี่ยงว่า “ เบาไป” ครั้นพระโพธิสัคว์ทรงเฉือนเนื้อก้อนใหม่ให้อีกก็ติว่า “หนักไป” เป็นดังนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า อนิจจา...พระโพธิสัตว์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาจิต พระองค์ยิ่งเฉือนเนื้อไปเท่าไรก้อนเนื้อก็ยิ่งเบา เป็นเช่นนี้จนกระทั่งเนื้อถูกตัดออกไปจนหมดแขนก็ยังไม่สามารถตัดเนื้อออกมาให้ได้เท่ากับเนื้อของนกน้อยนั้นสักที

พญาเหยี่ยวจึงเอ่ยถามพระโพธิสัตว์ว่า “ถึงบัดนี้แล้ว พระองค์ทรงเสียพระทัยแล้วหรือยัง” พระบรมโพธิสัตว์ผู้มีพระทัยอันมั่นคงมิหวั่นไหว จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นว่า “เพื่อรักษาชีวิตของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย เราไม่เสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว หากแม้นว่าเรากล่าวด้วยคำสัตย์จริงขอเนื้อที่ขาดหายไปจงงอกขึ้นมาใหม่ เพื่อเราจะได้ตัดออกเป็นกุศลทานอีก”

ครั้นสิ้นสุดอธิษฐานวาจา ด้วยพลานุภาพแห่งสัจจะบารมีอันพระบรมโพธิสัตว์ทรงตั้งพระทัย จะบำเพ็ญมหาเมตตาบารมีทานให้สำเร็จ แขนของพระองค์ก็ปรากฏเนื้อเพิ่มพูนบริบูรณ์ดีขึ้นดังเดิม พญาเหยี่ยวได้เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง และแล้วพญาเหยี่ยวผู้มีกายอันซูบผอมก็พลันกลับกลายร่างปรากฏเป็นพระวิสุทธิเทพผู้มีรัศมีเรืองรองสง่างาม พร้อมกับกล่าวอนุโมทนากถาขึ้นด้วยความปิติยินดีว่า "“สิ่งที่คนทั้งหลายไม่อาจทนได้ พระองค์สามารถทนได้ในสิ่งนั้น สิ่งที่ไม่มีผู้ใดจักกระทำได้ พระมหาโพธิสัตว์ผู้จะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กระทำแล้ว ช่างหาได้ยากยิ่ง ยากยิ่งจริง ๆ”"





วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย - ปริศนากลอนคู่

ปริศนากลอนคู่ "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย"



เพื่อชีวิตคนทั้งหลาย

   หนึ่งมื้อกินเจ คนที่กินเจวันละ "หนึ่งมื้อ" ก็สามารถบรรเทาโรคภัย หลีกเลี่ยงบาปเคราะห์ และคนที่ "มื้อหนึ่ง" กินแต่อาหารเจ จะส่งผลให้บุคคลนั้นมีสุขภาพแข็งแรง พลานามัยดีอายุยืนยาว สามารถตัดหนี้สินเวรกรรมไปได้

   หมื่นชีวตรอดตาย หากคนแต่ละคนๆ คิดที่จะกินเจให้ได้เพียงวันละ "หนึ่งมื้อ" คนจำนวนนับหมื่น นับล้านในโลกก็จะรอดตาย ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานล้มตายไป เพราะโรคภัยร้ายแรงอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เพื่อสัตว์ทั้งหลาย

    หนึ่งมื้อกินเจ คนที่กินเจ "หนึ่งมื้อ" ก็เท่ากับปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายได้อย่างน้อยๆก็ ๑ ชีวิต และถ้าหากกินเจทุกๆวัน วันละหนึ่งมื้อไปตลอด สัตว์ก็จะรอดตายเป็นหมื่นๆชีวิต

   หมื่นชีวิตรอดตาย ในชั่วชีวิตของคนที่กินเนื้อเพียงคนเดียวสัตว์จำนวนมากมายนับหมื่นนับแสนชีวิต ต้องถูกฆ่าตายเพื่อเอามาเป็นอาหาร ฉะนั้น คนที่กินเจตลอดชีวิตเพียงคนเดียวก็จะสามารถช่วยให้ชีวิตสัตว์นับหมื่นนับแสนชีวิตเหล่านั้นไม่ต้องตาย เพราะถูกกินได้เช่นกัน

คำว่า "หมื่น" ในภาษาจีน มักใช้ในความหมายว่า "มากมายมหาศาล ไม่อาจนับจำนวนได้" ถ้าคนทั่วโลกงดกินเนื้อสัตว์ สักหนึ่งมื้อ เพียงวันเดียวเท่านั้น สัตว์เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ก็จะไม่ถูกฆ่าตาย

ลองคิดดูเถิดว่า หากมีคนที่กินเจตลอดชีวิตสักหมื่นคนสัตว์จำนวนเป็นล้านๆ ตัว ก็จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

เป็นเช่นนี้ได้ ธรรมชาติก็จะคงความสมดุล โลกย่อมจะเกิดความร่มเย็น ทุกชีวิตก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและสันติสุข

ทุกอย่างจะเป็นจริง ก็โดยเริ่มที่คนแต่ละคน...

"หมื่น" ก็ต้องเริ่มจาก "หนึ่ง"

เพียง "หนึ่งมื้อ" คนกินเจก็สามารถรอดตายจากโรคภัยและบาปเคราะห์ได้เป็น "หมื่นๆ คน" 

เพียง "หนึ่งมื้อ" สัตว์ก็ไม่ต้องตายเพราะถูกกิน เป็น..."หมื่นๆ ชีวิต" เช่นกัน 

บทความที่ได้รับความนิยม