เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

สัตว์ทั้งหลายที่เรากิน จิตเขาหายินยอมไม่

พระอริยะเจ้ากล่าวว่า


"จิตญาณลุ่มหลงเพราะปากโลภอยาก
สัตว์ทั้งหลายที่เรากิน จิตเขาหายินยอมไม่
จิตของเราโหดร้ายดั่งมิจฉามาร
วิญญาณสัตว์ จิตคุกรุ่นด้วยความโกรธแค้น"

     ในกาลยุคท้ายปลายกัป เจ้ากรรมนายเวรติดตามทวงหนี้กรรมกระชั้นชิด กาลเวลาฟ้าผันผ่านไปรวดเร็ว

     โลกกำลังเข้าสู่กลียุค เต็มไปด้วยภัยพิบัติมากมายทั้งภัยจากธรรมชาติ ภัยจากน้ำมือมนุษย์ ล้วนเป็นความแค้นที่คุกกรุ่นของเวไนยซึ่งเรากินเนื้อของเขา และกรรมเวรที่เราก่อ ทำให้เราได้รับผลสนองในสิ่งที่ตนเองก่อ ผู้ที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิถีจิตจากพระวิสุทธิอาจารย์ ควรรู้ถนอมรักษาจังหวะโอกาสที่ดีของชีวิต เร่งบำเพ็ญจริงปฏิบัติแท้

     คนทุกวันนี้ชอบกินเนื้อสัตว์ เพื่อสนองความอร่อยลิ้นของตน มีใครฉุกคิดบ้างว่าคนเรานั้นรักชีวิต สัตว์ทั้งหลายต่างก็รักชีวิตเหมือนกัน คนเราต้องการมีอายุยืนสัตว์ก็ต้องการมีอายุยืนเช่นกัน แต่ทุกวันกลับไปตัดชีวิตของผู้อื่นให้สั้นลง

     ทุกท่านลองคิดพิจารณาดูว่า เพราะความโลภอยากของคนเรา สัตว์ทั้งหลายต้องสังเวยชีวิตวันละเท่าไหร่ ทั้งที่พวกเขาก็มีครอบครัว พวกเขาก็ต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่พวกเขาสรรพสัตว์กลับไม่มีสิทธิเรียกร้องเสรีภาพของตัวเอง เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เข้าใจว่าสัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ แท้จริงแล้วการงดเว้นเนื้อสัตว์ นอกจากเป็นการบ่มเพาะจิตเมตตาธรรมแล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพด้วย"

     หากปรารถนาจะได้รับบุญวาสนา ความมีอายุมั่นขวัญยืน พึงหยุดฆ่าสัตว์ มีจิตเมตตา รู้สละทาน

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระพุทธองค์ทรงมีจิตเมตตา เห็นเวไนยใต้หล้าเป็นดั่งลูกของพระองค์ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


"ลองคิดดูสิว่าพวกเจ้าแต่ละคนแตกต่างจากปฏิปทาของพระพุทธองค์ที่ตรงไหน?  เริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด ศิษย์คนไหนที่เริ่มฝึกกินเจแล้วยกมือขึ้น? (มีญาติธรรมหลายท่านยกมือ) ดีมาก!

เหตุใดเซียนพุทธะถึงต้องกินเจ?  เพราะเซียนพุทธะไม่ชอบกินเนื้อหรือ?  หรือเป็นเพราะเซียนพุทธะมีจิตเมตตา? (เพราะมีจิตเมตตา) เพราะพระพุทธองค์ทรงมีจิตเมตตา เห็นเวไนยใต้หล้าเป็นดั่งลูกของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ต้นไม้ สุนัข หรือจะเป็นแมว พระองค์ล้วนรักและทะนุถนอมทุกชีวิต

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงไม่กินเนื้อของสรรพสัตว์เพื่อสนองความโลภอยากของพระองค์ ในจุดนี้ศิษย์ทั้งหลายยินดีจะศึกษาเจริญรอยตามพระองค์ไหม? (ยินดี) ศิษย์ย่อมต้องเริ่มฝึกฝนเรียนรู้จากจุดนี้ ต้องให้เวลากับตนเอง และต้องมีเป้าหมายด้วย ดีไหม? "

กินเนื้อเขาไปครึ่งกิโล ต้องชดใช้คืนเขาไปห้าขีด - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา

พระโอวาทเซียนน้อยสี่ถง เมตตา

"เพลงเพราะไหม? สองวันนี้ทานเจแล้วดีไหม? (ดี) อร่อยหรือเปล่า? (อร่อย) อร่อยจริงๆหรือแค่ตอบไปอย่างนั้นเอง? (อร่อยจริงๆ) ในสองวันนี้พี่ๆชอบทานอะไรที่สุด? (ยำ) เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ใช่ไหม? (ใช่) ถ้าจืดๆจะไม่ชอบทานใช่ไหม? (ชอบเหมือนกัน) ชอบจริงๆ หรือว่าชอบ เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ มากกว่า? (ชอบเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ มากกว่า) 

มีใครที่ไม่ทานเผ็ดบ้าง? (ญาติธรรมบางท่านยกมือ) น้อยมากๆ ใช่ไหม? เป็นเพราะสภาพแวดล้อมหรือเปล่าถึงทำให้พี่ๆไม่ชอบทานรสเผ็ด?  หรือเป็นเพราะตนเองชอบทานเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ อยู่แล้ว? (ใช่) แต่ว่าความเคยชินอย่างนี้มาจากไหน?  พี่ติดมาจากคนอื่น หรือเป็นเพราะตัวพี่ชอบเองอยู่แล้ว เป็นเพราะว่าตนเองชอบอยู่แล้วใช่ไหม? แล้วมีใครไหมที่ติดนิสัยของคนอื่นมา แล้วจึงกลายมาเป็นความเคยชินของตนเอง? (ไม่มี) น่าจะมีนะ ความเคยชินมีทั้งดีและไม่ดี พี่ๆชอบแบบดีหรือไม่ดี? (ดี) ลองถามตนเองดูสิว่ามีความเคยชินที่ไม่ดีบ้างไหม? (มี) 

ก็เหมือนที่บางคนต้องกินเนื้อสัตว์ทุกวัน หากวันไหนไม่ได้กินเนื้อก็จะทนไม่ได้ มีไหม? (มี) เมื่อสิ่งนี้กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว พี่ๆจะเปลี่ยนมาทานเจ จะง่ายไหม? (ไม่ง่าย) แม้พี่ๆจะไม่ได้ติดกินเนื้อสัตว์ แต่ถ้ามีเนื้อสัตว์ให้กินก็จะดีมากๆเลยใช่ไหม? ดังนั้นพี่ๆจึงยังเสียดายชิ้นเนื้อในปากอยู่ใช่หรือเปล่า? พี่เลี้ยงห้ามช่วยตอบ เพราะพี่ๆล้วนเข้าใจในหลักธรรมแล้ว

ฉะนั้น ที่พวกเรากินเจไม่ใช่แค่ให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ยังมีอะไรอีก?  มีใครรู้บ้าง? กินเจเพื่อตัดกรรมใช่ไหม? (ใช่) พี่ๆเคยได้ยินไหม "กินเนื้อเขาไปครึ่งกิโล ต้องชดใช้คืนเขาไปห้าขีด" นั่นคือติดเขาไว้เท่าไรก็ต้องชดใช้คืนไปมากเท่านั้นใช่ไหม? (ใช่) แล้วจะเริ่มตัดกรรมตั้งแต่ตอนนี้ หรือพอจบสามวันนี้แล้วก็จะไปผูกกรรมต่อ? (เริ่มตัดกรรมตั้งแต่ตอนนี้) 

มนุษย์มักชอบกรรมดี ไม่ชอบกรรมชั่ว ใช่ไหม? (ใช่) ในเมื่อชอบทำกรรมดีอยากตัดกรรมชั่ว เป็นไปได้ไหมที่จะเริ่มตัดกรรมตั้งแต่ตอนนี้? (เป็นไปได้) พี่ๆฟังเข้าใจไหม?"

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แสดงจิตเมตตาของพวกเจ้าออกมา - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตา


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


     "ศิษย์ทุกคนจะต้องมอบจิตใจของพวกเจ้าออกมา แสดงจิตเมตตาของพวกเจ้าออกมา อย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกดีไหม? (ดี) ชีวิตก็คือสิ่งมีชีวิต เมื่อมีชีวิตทำไมต้องไปฆ่าเขาด้วย ให้เขาดำรงชีวิตของเขาต่อไป ชดใช้ในกรรมของเขาอย่างนั้น ศิษย์ไม่ได้มีบุญกุศลไปฉุดช่วยชีวิตเขาเหล่านั้น ดังนั้นจะต้องเริ่มต้นบำเพ็ญตัวเองก่อนดีไหม? (ดี) อันดับแรกต้องขจัดความอยากทางปากของตัวเองก่อน เช่นนี้จิตเมตตาจึงจะสามารถเปล่งปรากฏออกมาได้"

 




วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนของตนจึงไม่ทาน - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์อนุศาสน์(教化菩萨)

教化菩萨

     "การทานเจต้องกระทำให้รู้ซึ้งถึงเมตตา เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนของตนจึงไม่ทาน เมื่อทานเจเกิดจิตเมตตาแล้ว ย่อมมีปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์จะช่วยส่งเสริม"





วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นกแก้วดับไฟป่า - นิทานบำเพ็ญยุคโบราณ


นกแก้วดับไฟป่า - นิทานบำเพ็ญยุคโบราณ 


     ในอดีตกาล... บนภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้อันหนาแน่น นับเป็นที่อยู่อาศัยอันร่มรื่นน่าอภิรมย์ ของบรรดาสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่มากมาย

ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง กลางฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว เกิดลมพายุใหญ่ พัดอยู่เป็นเวลานาน ต้นไผ่ในป่าเสียดสีกันจนเกิดไฟลุกไหม้ ประกอบกับแรงลมช่วยกระพือโหมพัดหนัก ไฟก็ยิ่งลุกลาม...ไม่นานก็กลายเป็นไฟป่าเผา ผลาญออกไปเป็นบริเวณกว้าง

ไฟป่าลุกลามต่อไปไม่หยุด...บรรดาสัตว์ใหญ่น้อยมากมายที่อาศัยอยู่ ในป่าไผ่บนภูเขาต่างตื่นตระหนก พากันหนีเอาชีวิตรอดอย่างโกลาหล ที่บินได้ ก็บินที่วิ่งได้ก็วิ่งสุดชีวิต ที่คลานได้ก็ลนลานคลานไปให้ถึงที่สุด น่าเวทนาก็แต่ เหล่าบรรดาลูกนกลูกสัตว์ที่เพิ่งจะเกิด ไม่สามารถจะขยับไปไหนได้ ล้วนต้องถูกไฟคลอกตายไปสิ้น

ขณะนั้นนกแก้วตัวหนึ่ง เมื่อเห็นฝุงสัตว์ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งที่กำลังวิ่งหนีกันอยู่ ต่างก็เหนื่อยล้าอ่อนแรงจนหนีต่อไปไม่ไหวแล้ว มันรู้สึกร้อนใจอย่างยิ่ง

นกแก้วคิดว่า... "สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านึ้ ช่างเคราะห์ร้ายเสียจริง ๆ ถูกภัยคุกคามจนต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่อาศัย พ่อลูกตายจาก กระทั่งตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ ช่างเป็นสภาพที่ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสเสียเหลือเกิน เราควรจะทำอย่างไรดี ?"

สักครู่...เมื่อรวบรวมสติได้ มันจึงบินย้อนกลับไปยังลำธารน้ำเล็ก ๆ ที่ชายป่า พอไปถึงก็พุ่งตัวลงจุ่มในธารน้ำจนขนเปียกชุ่มทั้งตัว จากนั้นก็บิน กลับไปกระพือปีกสะบัดน้ำที่อยู่ในขนออกมารดไฟป่าที่กำลังไหม้อยู่

อนิจจา... ไฟป่าซึ่งลุกลามใหญ่โต กินอาณาบริเวณกว้างหลายร้อยไร่ มีหรือที่น้ำจากขนนกเพียงไม่กี่หยดจะหยุดยั้งมันได้ แต่สำหรับนกแก้วน้อย ๆ ตัวนี้ มันไม่คิดจะย่อท้อ

เพื่อที่จะนำหยดน้ำมาดับไฟป่า...มันบินกลับไปที่ธารน้ำเล็ก ๆ แล้วบิน กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า จากสิบเที่ยวเป็นร้อยเที่ยวพันเที่ยวโดยไม่ยอมหยุด

การกระทำของนกแก้วตัวนี้สะเทือนถึงฟ้าเบื้องบน ส่งผลให้เวชยันต์ทิพยวิมานอันเป็นที่ประทับของพระอินทร์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ครั้นพระอินทร์ ผู้เป็นราชาแห่งเทพทั้งปวงตรวจดูก็รู้ว่า บัดนี้ ณ เบื้องล่างมีนกแก้วที่กล้าหาญ มุ่งมั่นตัวหนึ่ง กำลังพยายามจะดับไฟป่าที่ลุกลามอยู่ทั่วภูเขา

พระองค์จึงเสด็จลงมายังที่เกิดเหตุ และตรัสแก่นกแก้วว่า..."เปลวเพลิงโหมไหม้แผ่กว้างไปไกลถึง 100 ลี้ ตัวเจ้าเป็นเพียงนกตัวเล็ก ๆ จะสามารถดับไฟได้อย่างไรเล่า ? จงเลิกล้มความตั้งใจเสียเถิด"

แต่นกแก้วกลับกราาบทูลตอบว่า..."มีสรรพสัตว์มากมายที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าไผ่แห่งนี้ หากป่าไผ่ถูก เผาเป็นเถ้าธุลี พวกเขาก็ไร้ที่พักพิง และหากไฟยังคงลุกลามต่อไปไม่หยุด สัตว์อีกมากมายจะต้องล้มตายลงอย่างน่าเวทนา ข้าพเจ้าจะไม่ใส่ใจได้ อย่าไร? ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะมีกำลังไม่มาก ขอเพียงดับไฟป่านี้ได้ แม้จะต้อง เหนื่อยจนตายข้าพเจ้าก็ยินดี !"

กล่าวจบนกแก้วก็กราบทูลลา แล้วบินกลับไปที่ลำธารอีก พระอินทร์ ทรงตื้นตันพระทัยในเมตตาจิตอันหลั่งล้นของนกแก้วตัวน้อยยิ่งนัก จึงทรงบัญชาให้พระวิรุณเทพแห่งฝนโปรยปรายฝนลงมาอย่างหนัก ไม่นาน....ไฟป่าก็ มอดดับลง.






สละเลือดเนื้อช่วยเสือแม่ลูกอ่อน - นิทานบำเพ็ญธรรมยุคโบราณ


     ณ ชมพูทวีปในอดีต กัษัตริย์องค์หนึ่งมีพระโอรสอยู่ 3 พระองค์ ในบรรดาพระโอรสทั้งหมด เจ้าชายองค์สุดท้องเป็นผู้ที่มีพระทัยงดงามและ อ่อนโยนโดยเฉพาะทรงโอบอ้อมอารีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง

วันหนึ่ง กษัตริย์เสด็จประพาสป่า พร้อมด้วยพระมเหสีและพระโอรส ทั้งสาม ตลอดจนข้าราชบริพารเหล่าขุนนางจำนวนมาก เมื่อตะวันบ่ายคล้อย องค์กษัตริย์ทรงเหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงมีพระดำรัสให้จัดที่ประทับใต้ร่มไม้ใหญ่ เพื่อให้ทุกคนได้พัก

แต่สาหรับพระโอรสทั้งสาม ซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มเปี่ยมด้วยพละกำลัง ต่างทรงปรารถนาจะสัมผัสกับแมกไม้ธรรมชาติ จึงทรงพระดำเนินต่อเข้าไปใน ป่าลึก ณ.ที่นั้นพระโอรสทั้งสามได้ทอดพระเนตรเห็น แม่เสือนอนอยู่ในโพรง หญ้ามันเพิ่งจะคลอดลูกได้ไม่นานและมีอาการอิดโรย

พระโอรสองค์ใหญ่จึงพูดว่า..."แม่เสือตัวนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกเสือ ตัวเองออ่นระโหยสิ้นเรี่ยวแรง เคลื่อนไหว นี่คงไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน น้ำนมจึงเหึอดแห้ง ลูกเสือถึงได้ ร้องไม่หยุด ท่าทางทั้งแม่ทั้งลูกจะไม่รอดแน่ !"

พระโอรสองค์รองก็พูดว่า..."แต่น้องว่าสายตาที่แม่เสือจ้องมองดูลูกที่เกิดใหม่มันฉายแววแห่ง ความดุร้ายตามสัญชาติของสัตว์ป่า ดูทีท่าของมันแล้วเหมือนอยากจะกินลูก ของตัวเองอย่างนั้นล่ะ"

พระโอรสองค์สุดท้องจึงเอ่ยขึ้นว่า..."ถ้าเช่นนั้น เราจะช่วยชีวิตเสือแม่ลูกคู่นี้ใด้อย์างไรล่ะ"

พระเชษฐาทั้งสองหันมาตอบว่า..."ก็ต้องไปหาเนื้อสดมาให้มันเป็นอาหาร แต่คงไม่ง่ายหรอกนะ เพราะ ถ้าจะต้องไปฆ่าชีวิตสัตว์อึ่น เพึ่อช่วยอีกสองชีวิต มันช่างไม่เหมาะสมเลยจริงไหม ?" 

พระโอรสองค์สุดท้าย ก้มพระพักตร์ลง ทรงครุ่นคิดว่า..."ลำพังชีวิตของสัตว์เดรัจฉาน เกิดมาก็ต้องประสบกับความทุกข์ ยากลำบากมากพออยู่แล้ว ความหวังที่จะสามารถหลุดพ้น ให้ได้ไปเกิดในที่ที่ ดีกว่า ช่างเป็นไปได้ยากเสียเหลือเกิน นี่ถ้าหากแม่เสือต้องมากินลูกของ ตัวเองเพราะไม่อาจจะทนต่อความหิวโหยได้แล้วละก็ เท่ากับก่อกรรมหนักใน ชีวิต ประหนึ่งเดินอยู่ในที่มืด แล้วยังถลำลึกลงไปสู่ที่มืดยิ่งกว่า ช่างน่าสงสาร เสียจริง ๆ"

ทรงพิจารณาเช่นนี้แล้วจึงกล่าวกับพระเชษฐาทั้งสองว่า..."เสด็จพี่ทั้งสอง เสด็จล่วงหน้าไปก่อนเถิด หม่อมฉันขออยู่ต่อสัก ประเดี๋ยว แล้วจะตามเสด็จไปทีหลัง"

ครั้นพระเชษฐาทั้งสองพระองค์เสด็จไปแล้ว พระโอรสองค์สุดท้องจึง ทรงก้าวเข้าไปประทับนั่งข้างแม่เสือ พร้อมกับยื่นพระกรด้วยทรงประสงค์ให้ มัน กัด กิน

แต่ทว่าแม่เสืออ่อนกำลังเต็มที ไม่มีแรงแม้แต่จะอ้าปาก พระโอรส เห็นเช่นนั้น จึงหักกิ่งไม้มาท่อนหนึ่งแล้วใช้ปลายแหลมแทงลงที่ฝาพระหัตถ์ ขณะนั้นพระโลหิตสดๆ ไหลรินหยดลงในปากของแม่เสือไม่ขาดสาย

ฝ่ายพระโอรสองค์ใหญ่และองค์รอง ทรงดำเนินล่วงหน้าไปนานแล้ว ไม่เห็นพระอนุชาตามมาสักที จึงทรงทบทวนถึงเรื่องที่สนทนากันแล้วทรงดำริ ว่า ยามปกติพระอนุชาองค์สุดท้องมีพระเมตตาเพียงไร ก็ถึงกับสะดุ้งรีบ ย้อนกลับไปตามหา

เมื่อไปถึงที่โพรงหญ้า ก็พบแต่เศษพระอัฐิและชิ้นพระภูษาเปื้อนพระ โลหิตอยู่บนพื้น พระโอรสทั้งสองพระองค์ทรงทราบทันทีว่า พระอนุชาตัดสิน พระทั ยอุทิศพระองค์เอง เพื่อช่วยชีวิตเสือสองแม่ลูกเสียแล้ว !

ทั้งสองพระองค์ถึงกับทรงพระกรรแสงโฮและรีบเสด็จกลับไปกราบทูล พระชนกพระชนนี ทันทีที่องค์กษัตริย์และ พระมเหสีทรงทราบ ประ หนึ่งดังถุก สายฟ้าฟาด จึงทรงสิ้นพระสติไปชั่วขณะ

ครั้นทรงฟื้นคืนพระสติแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังที่เกิดเหตุทรงเก็บพระอัฐิ ที่เหลือ พร้อมด้วยชิ้นพระภูษากลับสู่พระนคร ต่อมาได้ทรงมีพระบรมราช โองการให้สร้างพระสถูป เพึ่อบรรจุพระอัฐิธาตุ

เวลานั้นไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ต่างแซ่ซ้องสดุดีว่า..."พระราชโอรสองค์น้อยทรงบำเพ็ญมหาโพธิสัตว์ธรรม พระทัยอันเปี่ยมด้วยมหาเมตตาการุณย์เช่นนี้ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน"





วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก - นิทานปล่อยสัตว์

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


     ในสมัยราชวงศ์หมิง มีนักปฏิบัติธรรมผู้หนึ่งนามว่า "หวงจี่ซื่อ" แม้ว่าในขณะนั้นแผ่นดินจะร้อนระอุไปด้วยเภทภัยรอบด้านผู้คนล้มตายลงอย่างน่าอนาถ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นสร้างความดีโดยมิได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย จิตใจของ หวงจี่ซื่อ มีแต่ความเมตตาห่วงใยเอื้ออาทรต่อทุกชีวิต

     เขาทราบว่าบนภูเขามีพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรมสูงสุด สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหลายในโลก หวงจี่ซื่อ ผู้บำเพ็ญะรรมจึงเดินทางขึ้นเขาเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านเขาได้กราบสมัสการถามพระสงฆ์องค์นั้นว่า...

     "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้สูงยิ่งด้วยบารมีธรรม เวลานี้ผู้คนนับล้านล้มตายลงมากมาย เนื่องด้วยภัยพิบัตินานับประการ ยากที่จะมีใครรอดพ้นได้ พระคุณเจ้าได้โปรดเมตตาชี้แนะวิธีที่สามารถจะหยุดยั้งมหันตภัยนั้นให้ได้ทันการด้วยเถิด”" 

พระสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาดวงหน้าของท่านมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า... "“มีอย่างเดียว อย่าฆ่าสัตว์ จงช่วยกันปลดปล่อยชีวิตสัตว์ทั้งหลายเถิด"” กล่าวจบท่านก็หลับตาลงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย





วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

คัมภีร์โปรดสรรพสัตว์ ฟื้นฟูเมตตาจิต - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทาน


คัมภีร์โปรดสรรพสัตว์ ฟื้นฟูเมตตาจิต 

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์...

     คนใจบุญที่แท้จริง ใช่เพียงสั่งสมบุญกุศล ช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกทุกข์เท่านั้น ยังต้องมีจิตเมตตาแผ่ไปถึงสรรพสัตว์อีกด้วย

ความมีเมตตาคือใจกรุณา อันเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง

ความเมตตามีความหมายสองประการ
๑. สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
๒. ละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทั้งยังต้องปล่อยสัตว์ เป็นหลักในการสั่งสมบุญกุศลและเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี

     ในพระสูตรกล่าวว่า "หากมนุษย์ละเว้นการฆ่า สงสารและปลดปล่อยชีวิต ให้ทานเลี้ยงอาหาร ก็จะได้อายุขัยเป็นผลตอบสนอง"

     เมื่อเห็นเด็กๆ รังแกชีวิตสัตว์เช่น แมลง นก และสัตว์เล็กๆ เหล่านี้ต้องห้ามปรามอย่าให้เด็กๆ ทำร้ายสัตว์เหล่านั้นอย่างนี้ไม่เพียงได้คุ้มครองชีวิตสัตว์แล้วก็ไม่ทำลายบุญวาสนาของเด็กด้วย มิฉะนั้น ถ้าส่งเสริมให้เด็กฆ่าสัตว์ เมื่อโตขึ้นเขาก็จะขาดซึ่งจิตสำนึกแห่งความเมตตากรุณา อีกทั้งแม่บ้านที่ชอบเอาน้ำเดือดมาราดพื้นทำความสะอาดเพื่อฆ่ามดแมลง นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องละเว้น

     ยังมีสัตว์ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายเช่น แมลงเม่า แมลงติดใยแมงมุม นกติดบ่วง มดที่เดินเพ่นพ่าน กุ้งหอยปูปลาติดร่างแห เห็นแล้วก็ควรเข้าไปช่วยปลดปล่อย

     เหล่านี้ล้วนมีผลตอบสนองให้อายุยืนยาวทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการทำความดี ดั่งปณิธานของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์

     "กุศลความดีใดๆ ที่ทำแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ยินดี บรรดาพุทธตถาคตเจ้าทั้งหลายก็พลอยยินดีในกุศลนั้นด้วย เพราะเหตุใดเล่า เหตุเพราะตถาคตทั้งหลายมีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน
                                                       เพราะสรรพสัตว์เป็นปัจจัย      จึงบังเิกิดมหาเมตตา
                                                       เพราะมหาเมตตาเป็นปัจจัย    จึงบังเกิดโพธิจิต
                                                       เพราะโพธิจิตเป็นปัจจัย           จึงสำเร็จมรรคผล
อันสรรพสัตว์ทั้งหลายสิ่งที่รักที่สุดคือ ชีวิต บรรดาพุทธะโพธิสัตว์นั้นรักเวไนย์สัตว์ยิ่งกว่าชีวิต
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ช่วยชีวิตสัตว์ก็ทำให้ปณิธานของเหล่าพระพุทธะโพธิสัตว์บรรลุผล"

เห็นได้ว่าวจนะที่พร่ำสอนของบรรดาพุทธะโพธิสัตว์ มิใช่หรือที่กล่อมเกลาให้เรานั้นปลดปล่อยความเจ็บปวดของเวไนยสัตว์ สอนให้เรานั้นพึงงดเว้นเสียจากการกินเลือดเนื้อของเวไนยสัตว์ ใช่หรือไม่...

เพราะฉะนั้น รู้จักตักเตือนส่งเสริมคนให้ปล่อยสัตว์ ก็คือ การฟื้นฟูจิตเมตตา นี่คือการสร้างกุศลสัมพันธ์ อันเป็นเหตุให้พบความสุขทุก ๆ กัป...

การฆ่าทำร้ายทำลายชีวิตสัตว์ เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของความเหี้ยมโหด อันเป็นรากเหง้าแห่งวิบากกรรมที่จะต้องพบกับการแก้แค้นทุก ๆ กัปไป...

“บุคคลที่ชอบใช้แห อวน ตาข่าย ดักจับนก ปลา กุ้ง และสัตว์น้ำทุกประเภท กรรมจะสนองให้ต้องพลัดพรากจาก สามี ภรรยาและบุตรธิดาของตน”




วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก - นิทานเต้าจือจงจื่อ



แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก

     ในยุคสมัยของสามก๊ก ทหารของรัฐเว่ย แม่ทัพเติ้งอ้ายได้ยกทัพนำำกองกำลังทหารเคลื่อนทัพเข้าตั้งที่เผยหลิง ยามมีเวลาเขาได้ไปท่องเที่ยวและมองเห็นบนต้นไม้มีนกตัวหนึ่งกำลังคาบอาหารป้อนให้กับลูกนก จึงเล็งลูกธนูยิงตรงไป เพื่อที่จะเสี่ยงดูว่าดีหรือร้าย เมื่อเสียงธนูดังก้องขึ้นนกตัวนั้นได้ยินเสียงก็ตื่นตระหนก แล้วรีบหลบหนี หากแต่เป็นเพราะว่าไม่อาจจะทิ้งลูกนกไว้ จึงได้บินกลับไปข้างๆรัง เพราะลูกธนูลูกแรกของแม่ทัพเติ้งอ้ายไม่ตรงเป้า เข้าจึงได้ยิงลูกธนูอีกดอกหนึ่ง ปรากฏว่ายิงโดนนกตัวนี้ แต่มันก็ยังคงดิ้นรนเอาอาหารป้อนให้กับลูกนกอีก ทั้งยังคาบเศษอาหารอีกเล็กน้อยมาค้างไว้ที่รักนก เหมือนกับจะสอนลูกนกให้รู้จักหยิบเศษอาหารด้วยตนเอง แล้วจึงส่งเสียงร้องติดกันด้วยความโศกเศร้าเจ็บปวด แล้วก็ขาดใจตกลงมาจากต้นไม้ ลูกนกที่อยู่ในรังยื่นคอออกมามองดู พร้อมกับเสียใจไม่หยุด แม่ทัพเติ้งอ้ายเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ได้โยนธนูทิ้งลงบนพื้น พูดอย่างทอดถอนใจว่า "ข้าได้ฝืนกฏธรรมชาติ น่ากลัวว่าคงอยู่บนโลกได้ไม่นานแล้วสิ" 

     ความสัมพันธ์แม่ลูกมีมาแต่เดิมที แม่เมตตาเหน็ดเหนื่อยแล้วผู้ที่มีจิตญาณจะไม่รู้สึกซาบซึ้งหรือ ความคิดของเติ้งอ้ายที่ฆ่าสัตว์ทำให้พวกเขาแม่ลูกต้องพลัดพรากจากกัน ต่อมาแม้ว่าเขาจะออกรบพิชิตเมืองเสฉวน สร้างผลงานใหญ่ขึ้น แต่ถูกขุนนางจงฮุ่ยริษยาวางแผนเพื่อใส่ร้ายป้ายสี สุดท้ายถูกท่านซือหม่าเจาส่งนายทหารเว่ยก้วนไปฆ่าเสียชีวิต จึงเห็นได้ว่า ทำดี ทำชั่ว ย่อมมีกรรมสนอง





วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีพุทธจิต - ลูกควายหนีเอาชีวิตรอดจากโรงฆ่า ชีวิตใครใครก็รัก พึงละกรรมปาก กินเจ เทอญ

สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีพุทธจิต - ชีวิตใครใครก็รัก พึงละกรรมปาก ถือศีลกินเจ เทอญ

           เรื่องราวของลูกควายน้อยที่หนีเอาชีวิตรอดจากความตายซึ่งเป็นสิ่งมีพึงยินยอมพร้อมใจมิพึงประสงค์จักได้รับผลแห่งความตายนั้น ได้สะท้อนปลุกจิตสำนึกคุณธรรมอันมีเต็มเปี่ยมแต่เดิมอยู่แล้วในธรรมญาณเดิมแท้ที่สถิตอยู่ในกายเนื้อของเรา ซึ่งเพียบพร้อมทั้ง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และคุณธรรมอันคัมภีรภาพสมบูรณ์พร้อม

ภาพเหตุการณ์หนีความตายของลูกควายน้อย ที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อนำไปเป็นอาหารให้กับมนุษย์อย่างเราๆได้ลิ้มรสด้วยความโอชะอร่อยลิ้นแต่เบื้องหลังนั้นทั้งสิ้นล้วนเป็นความตายและทุกข์ทรมานแสนสาหัสอันมิพึงประสงค์แต่ก็ต้้องถูกลากถูให้ไปได้รับความเจ็บปวดจนถึงแก่ชีวิตนั้นของสัตว์น้อยใหญ่ไม่เฉพาะควายเท่านั้น น่าจะทำให้เราได้ตื่นและทราบความหมายที่แท้จริงได้ว่าสัตว์น้อยใหญ่ที่เกิดมาเป็นเพื่อนร่วมโลกเรานี้นั้นเขาก็มีจิตญาณพึงมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกเช่นเดียวกันกับเรา มิได้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารหรือให้เรากระทำการอันใดๆตามใจเพื่อทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดทรมานไม่

ถ้าจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับเด็กตัวเล็กๆไร้เดียงสาอายุ 3-5 ขวบ อีกทั้งต้องมาเห็นแม่ตัวเองถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ความสะเทือนใจนี้นั้นเชื่อแน่ว่าจะฝังลึกแน่นในจิตของควายน้อยไปตลอด  น่าจะเป็นประจักษ์หลักฐานที่ตีจิตให้เราเวไนย์ได้ตื่นฟื้นจากความลุ่มหลงที่ฝังลึกแน่นมาเนิ่นนานได้ฉุกคิด แลเข้าใจถึงคำสอนขององค์ตถาคต อีกทั้งพระบรรพพุทธา โพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกอันประมาณมิได้ พร่ำเตือนและชี้ให้เราซึ่งเป็นเวไนย์ได้เข้าใจถึงหลักสัจธรรมแห่งฟ้าว่าแท้จริงแล้วนั้น

"สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีพุทธจิต สัตว์ัทั้งหลายมีวิญญาณที่รับความรู้ึสึก...ล้วนมีพุทธจิตทั้งสิ้น"

ฟ้าเบื้องบนนั้นมีคุณธรรม ให้กำเนิดสรรพชีวิต มิอาจทนเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับเคราะห์ภัยจากการถูกเข่นฆ่า...

มนุษย์ควรมี จิตเมตตาปลดปล่อยชีวิตสัตว์ เพื่อให้เขาอยู่รอด

มนุษย์ต้องการอิสรภาพฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ต้องการอิสรภาพฉันนั้น

การปล่อยชีวิตสัตว์เหล่านี้เป็นการช่วยชีิวิตสัตว์ให้รอดตายและหลุดพ้นจากด่านมรณะ กลับคืนสู่ป่าเขาลำเนาไพร เมื่อเราทำด้วยเจตนาแห่งความบริสุทธิ์ก็ย่อมได้บุญ และบุญนั้นก็ย่อมสนองต่อผู้กระทำ...

...................................................................................................................................................................






เห็นแม่ถูกฆ่าต่อหน้าเจ้าสู้บุญควายวัย 8 เดือน กระโดดลงรถวิ่งหนีสุดชีวิตกว่า 10 กิโลเมตร หลบเข้าในบ้านชาวบ้าน ร้องไห้ขอชีวิต กับลูกชายเจ้าของบ้าน สุดสงสารรีบโทรตามแม่ใจบุญมาซื้อต่อขอไถ่ชีวิตวอนเพื่อนร่วมงานช่วยออกเงินรอดตายหวุดหวิด

วันนี้ (22 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีสาวใหญ่ใจดีช่วยชีวิตลูกควายเพศผู้ วัย 8 เดือน หนีตายจากโรงฆ่าสัตว์ มาขอร้องไห้ ขอพึ่งใบบุญเจ้าของบ้านสงสาร เรี่ยไร่เงินเพื่อร่วมงานขอไถ่ชีวิตเลยรอดตายหวุดหวิด โดยขณะนี้ยังถูกเลี้ยงอยู่ในบ้านกรูด ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบลูกควายดังกล่าวถูกเลี้ยงไว้ใน บ้านเลขที่ 95/11 ซึ่งเป็นบ้านไม้สงชั้นยกสูง ของนาง กนกพร สุขสนิท อายุ 50 ปี พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โดยลูกควายมีสภาพอิดโรย นอนนิ่ง และมีอาการ หวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา โดยทุกครั้งที่เห็นผู้ชายไปเข้าใกล้จะมีอาการตื่นตระหนกมากเป็นพิเศษ

จากการสอบถาม นางกนกพร เปิดเผยว่าลูกควายตัวนี้ ได้หนีตายมาจากโรงฆ่าสัตว์ เนื่องจากแม่ของมันถูกฆ่าเพื่อนำเนื้อไปจำหน่าย โดยในวันที่พบวันแรก ลูกควายได้วิ่งเข้ามาในบ้านและเข้ามาเลียที่หัวของลูกชายของตนที่นอนอยู่ในเปลใต้ถุนบ้าน จนตกใจตื่นขึ้นมา จากนั้นลูกควายตัวดังกล่าวก็ร้องเสีย แบ๊ แบ๊ เหมือนกับร้องไห้ขอให้ช่วยเหลือโดยมีน้ำตาไหลออกมาจากตาด้วย ลูกชายจึงได้โทรศัพท์ให้ตนกลับมาที่บ้าน ในระหว่างนั้นทางชาวบ้านทราบว่า ว่าลูกควายตัวดังกล่าวน่าจะหนีตามมาจากโรงฆ่าสัตว์ จึงประสานเจ้าของให้มารับตัว เมื่อตนเดินทางไปถึงพบว่ามีคนงานในโรงฆ่าสัตว์ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ 4-5 คน กำลังจูงลากมันขึ้นรถมันก็ไม่ยอมลูก ไม่ยอมเดินเหมือนกับว่ารู้ว่าจะถูกนำไปฆ่า ตนจึงไปขอซื้อต่อเพื่อขอชีวิตลูกควายตัวดังกล่าวไว้ เนื่องเห็นว่าเขามาขอชีวิตถึงในบ้านในราคา 6,000 บาท

นางกนกพร เล่าอีกว่า จากการสอบถามคนงานในโรงฆ่าสัตว์เล่าว่า ในวันที่ลูกควายตัวดังกล่าวหนีออกมา เนื่องจากกว่า ขณะที่ลูกควายตัวดังกล่าวถูกขังอยู่บนรถ เตรียมนำเข้าโรงฆ่าสัตว์ ส่วนแม่ของมันถูกนำไปในโรงฆ่าสัตว์ก่อน และถูกทุบด้วยค้อนจนเสียชีวิตไปต่อหน้า ลูกควายเห็นดังนั้นจึงได้กระโดนลงรถวิ่งหนีตายมาจนถึงบ้านของตนซึ่งระยะทางห่างกันกว่า 10 กิโลเมตร ทั้งนี้ได้ตั้งซื้อลูกควายตัวดังกล่าวว่า สู้บุญ เนื่องจากเข้าต่อสู้จนรอดมาได้ และจะเลี้ยงไว้จนแข็งแรงดีก่อนที่จะนำไปมอบให้กับสำนักปฏิบัติธรรมหรือวัดที่มีโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อนำไปดำเนินการต่อไป.




ขออนุโมทนาบุญ เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป





บทความที่ได้รับความนิยม