เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปล่อยสัตว์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปล่อยสัตว์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มโนธรรมของนกเขายอมพลีชีพพร้อมคู่ครอง - นิทานเต้าจือจงจื่อ

มโนธรรมของนกเขายอมพลีชีพพร้อมคู่ครอง 

     ในสมัยก่อนมีชายคนหนึ่งชื่อว่า เิฉินเต้าเจี้ย มีอยู่วันหนึ่งเขาได้เห็นนายพรานใช้ปืนยิงนกเขาตัวหนึ่งตกลงมา ในขณะที่นายพรานกำลังจะไปเก็บนกเขานั้น ทันใดนั้นก็เห็นนกเขาอีกตัวได้ถลาลงมา แล้วเดินวนดูรอบๆ ข้างนกเขาตัวที่ตายแล้ว และยังได้คาบอาหารมาป้อน เป็นเพราะปากของนกที่ตายไม่สามารถอ้าได้

     ดังนั้นนกเขาตัวนี้จึงได้บินไปที่ริมน้ำแล้วใช้ปีกชุบน้ำให้เปียก แล้วนำมาปิดตรงที่นกเขาถูกปืนยิงบาดเ็จ็บ แต่ทว่าก็มิอาจช่วยชีวิตได้ นกเขาตัวนั้นส่งเสียงร้องด้วยความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก แล้วบินขึ้นไปบนต้นไม้ เฉินเต้าเจี้ยงมองด้วยความตะลึงงง ขณะที่นายพรานก้าวไปข้างหน้าเพื่อที่จะหยิบเอานกที่ตาย ทันใดนั้นเองนกเขาตัวที่อยู่บนต้นไม้พุ่งลงมาจากกลางอากาศแล้วกระแทกลงกับพื้นดิน แน่นอนมันก็ตายด้วย นายพรานคนนั้นได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้วรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

     เฉินเต้าเจี้ยได้พูดกับนายพรานว่า..."เ้จ้ารู้ไหม ทำไมนกอยู่บนต้นไม้ถึงได้บินชนพื้นตายเอง เพราะว่ามันไม่สามารถช่วยชีวิตของคู่ครอง มันเสียใจมากจึงฆ่าตัวตาย เจ้ายิงไปตัวหนึ่ง แต่มันไม่อยากมีชีวิตอยู่โดดเดี่ยว ยินยอมที่จะตายตามกัน นกมันยังมีมโนธรรมเลย ทำไมเจ้าถึงทำได้ลงคอ"

     นายพรานคนนั้นได้ฟังแล้วก้มหัวถอนหายใจ ภายในใจรู้สึกสำนึกผิดเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นก็หักปืนที่อยู่ในมือ เปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา







วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก - นิทานปล่อยสัตว์

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


     ในสมัยราชวงศ์หมิง มีนักปฏิบัติธรรมผู้หนึ่งนามว่า "หวงจี่ซื่อ" แม้ว่าในขณะนั้นแผ่นดินจะร้อนระอุไปด้วยเภทภัยรอบด้านผู้คนล้มตายลงอย่างน่าอนาถ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นสร้างความดีโดยมิได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย จิตใจของ หวงจี่ซื่อ มีแต่ความเมตตาห่วงใยเอื้ออาทรต่อทุกชีวิต

     เขาทราบว่าบนภูเขามีพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรมสูงสุด สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหลายในโลก หวงจี่ซื่อ ผู้บำเพ็ญะรรมจึงเดินทางขึ้นเขาเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านเขาได้กราบสมัสการถามพระสงฆ์องค์นั้นว่า...

     "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้สูงยิ่งด้วยบารมีธรรม เวลานี้ผู้คนนับล้านล้มตายลงมากมาย เนื่องด้วยภัยพิบัตินานับประการ ยากที่จะมีใครรอดพ้นได้ พระคุณเจ้าได้โปรดเมตตาชี้แนะวิธีที่สามารถจะหยุดยั้งมหันตภัยนั้นให้ได้ทันการด้วยเถิด”" 

พระสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาดวงหน้าของท่านมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า... "“มีอย่างเดียว อย่าฆ่าสัตว์ จงช่วยกันปลดปล่อยชีวิตสัตว์ทั้งหลายเถิด"” กล่าวจบท่านก็หลับตาลงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย





ตายเหมือนนก - นิทานปล่อยสัตว์


     ในมณฑล เจียง ซู มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง แซ่หลี่ เป็นคนชอบโอ่อ่าแต่งกายหรูหราราวกับลูกเศรษฐี นิสัยของเขาฝักใฝ่แต่การกระทำที่ผิดๆ อยู่ตลอดเวลา บ้านของนายหลี่อยู่ติดริมน้ำซึ่งบริเวณนั้นชาวบ้านในอดีตได้ปลูกต้นไผ่ไว้เพื่อช่วยป้องกันมิให้น้ำพัดดินขอบตลิ่งพัง ด้วยใบที่เขียวชอุ่มและหนาแน่นของต้นไม้ไผ่ริมน้ำ สร้างความร่มรื่นจึงเป็นที่ให้บรรดานกทั้งหลายมาสร้างรังอยู่กันเป็นจำนวนมาก

     เหตุนี้เองคนหนุ่มที่คึกคะนองอย่างนาย หลี่ จึงคิดสร้างปืนไปยิงนกด้วยตนเองตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น ครั้นพอโตขึ้นก็ชอบคบหาสมาคมกับพวกนายทหาร นายหลี่และเพื่อนทหารมักชวนกันออกไปล่าสัตว์ยิงนกโดยถือเป็นกีฬาที่ชื่นชอบสนุกสนาน

     ตลอดเวลาที่ผ่านไปนกที่ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือของนายหลี่มีจำนวนนับเป็นหมื่นๆ ตัวนายหลี่แม้อายุล่วงเข้าสู่วัยชราแล้วเขาก็ไม่เคยคิดจะเลิกเบียดเบียนเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่น 

     จนกระทั่งเมื่อนายหลี่อายุได้ 50 ปี ในตอนเช้าวันหนึ่งเขาก็เกิดอาการผวาตกใจสะดุ้ง ตื่นยกมือยกเท้าขึ้นเตะถีบปัดไปปัดมาพร้อมกับร้องตะโกนว่า “มีนกเยอะแยะไปหมด มันมาจิกหน้าจิกตาข้า เจ็บ เจ็บจนสุดจะทนแล้ว” นายหลี่ร้องไปพลางมือก็ปัดหลังปัดไหล่ ราวกับจะปิดป้องบางสิ่งบางอย่าง แต่คนทั้งบ้านไม่มีใครเห็นอะไรเลย เขาแหกปากร้องดังลั่นอย่างน่ากลัว เป็นเช่นนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืนจนเส้นเอ็นมือและเท้าขอดบวมไปทั้งตัว แขนขาเป็นอัมพาตหงิกงอ ไม่สามารถยืดตัวลุกขึ้นยืนได้ อาการประหลาดของนายหลี่ดูไม่ต่างอะไรกับนกที่ถูกยิงและใกล้จะตาย

นายหลี่ผู้ชอบกีฬาเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่น นอนทรมานอยู่หลายวันแล้วจึงขาดใจตายลงในที่สุด





วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลูกหลานกำไลหยก - นิทานปล่อยสัตว์


ลูกหลานกำไลหยก - นิทานปล่อยสัตว์

     ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ณ ดินแดนแถบทิศเหนือบนเทือเขา หัวอินซัน สามีภรรยาสกุล หยาง เป็นชาวไร่ชาวนาได้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ทั้งสองตั้งชื่อให้ว่า "หยางเปา"

     หยางเปา เกิดในท่ามกลางธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยทิวเขาอันเงียบสงบ ซึ่งกล่อมเกลาจิตใจของเด็กน้อยให้งดงามละเอียดอ่อน ครั้นเติบโตเจริญวัยมีอายุได้ 9 ขวบ เขามีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี น่ารักเฉลียวลาดไม่ว่าใครได้พบเห็นก็รักใคร่เอ็นดู

     วันหนึ่งขณะที่ หยางเปา กำลังเดินเล่นอยู่ตามไหล่เขาก็ได้พบนกกระจิ๊บตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บตกอยู่ที่พื้นมิหนำซ้ำยังถูกฝุงมดรุมกัดจวนจะสิ้นใจ หนูน้อยรู้สึกสงสารจับใจจึงรีบตรงเข้าไปประคองนกน้อยนั้นทันที แล้วค่อยๆ ปัดมดออกไปจนหมด

     เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็เก็บกิ่งไม้ไผ่มาทำกรงเพื่อให้นกพักอาศัย ทุกๆ วันเด็กน้อยจะเก็บดอกไม้สีเหลืองซึ่งเป็นยาสมุนไพรมารักษา เวลาผ่านไปไม่นานนกกระจิ๊บตัวนั้นก็หายดีเป็นปกติ มีขนขึ้นเต็มดูสวยงามดังเดิม เขาจึงปล่อยให้มันบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

     อยู่มาคืนหนึ่ง หยางเปา ได้ฝันไปว่า มีกุมารน้อยล่องลอยจากฟ้าลงมาคารวะขอบคุณเขาและกล่าวว่า...“"ท่านผู้มีพระคุณ..ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ธรรมมารดาเจ้า ขณะที่กำลังจะกลับสู่สวรรค์ได้ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ นับว่าโชคดีที่ท่านผู้มีเมตตามาพบและช่วยเหลือข้าพเจ้าเอาไว้ พระคุณครั้งนี้ตอบแทนไม่หมด แต่วันนี้ข้าพเจ้ามามอบกำไลหยก 4 อัน เพื่อแสดงความคารวะต่อท่าน ต่อไปภายหน้าลูกหลานในวงศ์ตระกูลของท่านจะมีแต่ความสะอาดบริสุทธิ์เจริญรุ่งเรือง พวกเขาจะรับใช้แผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”"

     วันเวลาผ่านไป เมื่อหนูน้อยหยางเปาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ได้สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นสุข เขามีอายุยืนยาวได้เป็นลูกหลานถึง 4 รุ่น ได้แก่ หยางเจิ้น รุ่นลูก หยางปิ้ง รุ่นหลาน หยางซื่อ รุ่นเหลน หยางปิ้ว รุ่นลูกของเหลน ลูกหลานทั้ง 4 รุ่นล้วนได้เป็นใหญ่เป็นโต ข้าราชการตระกูลหยางทุกคน รับใช้ชาติบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดจนมีชื่อเสียงเกียรติคุณขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน



ผลของเมตตาจิต - นิทานปล่อยสัตว์


ผลของเมตตาจิต - นิทานปล่อยสัตว์

     คนแซ่ "ฟั่น" อาศัยอยู่ในมณฑล เจียงซู ภรรยาของเขาได้ป่วยเป็นวัณโรค อาการหนักมากใกล้จะตายแต่มีหมอแนะนำให้ใช้มันสมองของนกกระจอก 100 ตัว มากินเป็นยาและต้องกินให้ได้ครบตามจำนวนภายใน 21 วัน จะขาดไปสักตัวเดียวก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นการรักษาก็จะไร้ผล

     นายฟั่น ผู้เป็นสามีจึงรีบออกไปหาซื้อนกกระจอกจนได้ครบ 100 ตัว เขาตั้งใจจะนำมาใช้รักษาภรรยาผู้เป็นที่รักยิ่งของตนแต่เมื่อภรรยาของเขาทราบก็โกรธเคืองมาก และพูดขึ้นว่า “"ข้าพเจ้าคนเดียวก็มีชีวิตเดียว แต่เพียงเพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ กลับต้องทำลายชีวิตผู้อื่นถึงหนึ่งร้อยชีวิต เช่นนี้แล้วข้าพเจ้ายอมตายเสียดีกว่า นกกระจอกแม้แต่ตัวเดียวข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมให้ท่านฆ่า หากแม้นว่าท่านรักข้าพเจ้าอย่างแท้จริง ก็จงปล่อยนกทั้งหมดไปเถิด ทำได้เช่นนี้ข้าพเจ้าถึงจะสบายใจ”"

     ฝ่ายสามีเมื่อได้ฟังคำวิงวอนของภรรยาแล้วก็ใจอ่อน เขาจึงตัดสินใจปล่อยนกไปทั้งหมด หลังจากนั้นไม่นานนักภรรยาของเขาก็มีอาการดีขึ้น โรคร้ายก็ค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่นางไม่ได้กินยาใดๆ เลย

     ในปีต่อมา ภรรยาของเขาก็ได้ให้กำเนิดลูกชายที่น่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับสองสามีภรรยาอย่างมากก็คือ ที่กลางฝ่ามือของทารกน้อยมีรอยปานดำเป็นรูปนกปรากฏชัดอยู่ทั้ง 2 ข้าง จะเห็นได้ว่า ผลานิสงส์ของคุณความดีที่ทั้งคู่ปล่อยนำไปถึงหนึ่งร้อยชีวิต ไม่ใช่เพียงช่วยให้ภรรยาของเขาหายป่วยแต่ยังได้ลูกชายอีกคนหนึ่งด้วย






วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

คัมภีร์โปรดสรรพสัตว์ ฟื้นฟูเมตตาจิต - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทาน


คัมภีร์โปรดสรรพสัตว์ ฟื้นฟูเมตตาจิต 

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์...

     คนใจบุญที่แท้จริง ใช่เพียงสั่งสมบุญกุศล ช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกทุกข์เท่านั้น ยังต้องมีจิตเมตตาแผ่ไปถึงสรรพสัตว์อีกด้วย

ความมีเมตตาคือใจกรุณา อันเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง

ความเมตตามีความหมายสองประการ
๑. สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
๒. ละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทั้งยังต้องปล่อยสัตว์ เป็นหลักในการสั่งสมบุญกุศลและเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี

     ในพระสูตรกล่าวว่า "หากมนุษย์ละเว้นการฆ่า สงสารและปลดปล่อยชีวิต ให้ทานเลี้ยงอาหาร ก็จะได้อายุขัยเป็นผลตอบสนอง"

     เมื่อเห็นเด็กๆ รังแกชีวิตสัตว์เช่น แมลง นก และสัตว์เล็กๆ เหล่านี้ต้องห้ามปรามอย่าให้เด็กๆ ทำร้ายสัตว์เหล่านั้นอย่างนี้ไม่เพียงได้คุ้มครองชีวิตสัตว์แล้วก็ไม่ทำลายบุญวาสนาของเด็กด้วย มิฉะนั้น ถ้าส่งเสริมให้เด็กฆ่าสัตว์ เมื่อโตขึ้นเขาก็จะขาดซึ่งจิตสำนึกแห่งความเมตตากรุณา อีกทั้งแม่บ้านที่ชอบเอาน้ำเดือดมาราดพื้นทำความสะอาดเพื่อฆ่ามดแมลง นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องละเว้น

     ยังมีสัตว์ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายเช่น แมลงเม่า แมลงติดใยแมงมุม นกติดบ่วง มดที่เดินเพ่นพ่าน กุ้งหอยปูปลาติดร่างแห เห็นแล้วก็ควรเข้าไปช่วยปลดปล่อย

     เหล่านี้ล้วนมีผลตอบสนองให้อายุยืนยาวทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการทำความดี ดั่งปณิธานของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์

     "กุศลความดีใดๆ ที่ทำแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ยินดี บรรดาพุทธตถาคตเจ้าทั้งหลายก็พลอยยินดีในกุศลนั้นด้วย เพราะเหตุใดเล่า เหตุเพราะตถาคตทั้งหลายมีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน
                                                       เพราะสรรพสัตว์เป็นปัจจัย      จึงบังเิกิดมหาเมตตา
                                                       เพราะมหาเมตตาเป็นปัจจัย    จึงบังเกิดโพธิจิต
                                                       เพราะโพธิจิตเป็นปัจจัย           จึงสำเร็จมรรคผล
อันสรรพสัตว์ทั้งหลายสิ่งที่รักที่สุดคือ ชีวิต บรรดาพุทธะโพธิสัตว์นั้นรักเวไนย์สัตว์ยิ่งกว่าชีวิต
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ช่วยชีวิตสัตว์ก็ทำให้ปณิธานของเหล่าพระพุทธะโพธิสัตว์บรรลุผล"

เห็นได้ว่าวจนะที่พร่ำสอนของบรรดาพุทธะโพธิสัตว์ มิใช่หรือที่กล่อมเกลาให้เรานั้นปลดปล่อยความเจ็บปวดของเวไนยสัตว์ สอนให้เรานั้นพึงงดเว้นเสียจากการกินเลือดเนื้อของเวไนยสัตว์ ใช่หรือไม่...

เพราะฉะนั้น รู้จักตักเตือนส่งเสริมคนให้ปล่อยสัตว์ ก็คือ การฟื้นฟูจิตเมตตา นี่คือการสร้างกุศลสัมพันธ์ อันเป็นเหตุให้พบความสุขทุก ๆ กัป...

การฆ่าทำร้ายทำลายชีวิตสัตว์ เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของความเหี้ยมโหด อันเป็นรากเหง้าแห่งวิบากกรรมที่จะต้องพบกับการแก้แค้นทุก ๆ กัปไป...

“บุคคลที่ชอบใช้แห อวน ตาข่าย ดักจับนก ปลา กุ้ง และสัตว์น้ำทุกประเภท กรรมจะสนองให้ต้องพลัดพรากจาก สามี ภรรยาและบุตรธิดาของตน”




วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

แม่ลูกสัมพันธ์ลึกซึ้ง - นิทานเต้าจือจงจื่อ



แม่ลูกสัมพันธ์ลึกซึ้ง 

สมัยก่อนมีคนๆ หนึ่งเลี้ยงแม่วัวแก่ๆ ตัวหนึ่งกับลูกวัว อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้ขายไป โดยชาวนาคนหนึ่งได้ซื้อลูกวัวไป ส่วนแม่วัวแก่ตัวนั้นถูกคนฆ่าวัวซื้อไว้แล้ว คนฆ่าวัวได้จูงแม่วัวเดินข้ามคลองไป เดินตรงไปเพื่อที่จะกลับบ้าน

ชาวนาก็จูงลูกวัวยืนอยู่ริมคลอง ลูกวัวยืดคอร้องมอๆๆ ชาวนาตีลูกวัวให้เดินหน้า ลูกวัวเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ยังหันหัวร้องเสียงยาว ถูกชาวนาบังคับพากลับไปขังไว้ในคอกวัว

พอตกกลางคืน คนฆ่าวัวต้มน้ำร้อนเสร็จแล้ว เตรียมการจะฆ่าแม่วัว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลูกวัวร้องอยู่ข้างนอก เสียงร้อนรนมาก ส่วนแม่วัวอยู่ข้างในได้ยินแล้วก็ส่งเสียงร้องตามกันขึ้นมา คนฆ่าวัวเมื่อเปิดประตูออก ก็เห็นลูกวัวที่ชาวนาซื้อไปเดินชนตรงเข้ามาในประตู พอเห็นแม่วัวก็เข้าไปคลอเคลีย กระโดดไปกระโดดมาอยู่ข้างๆ แม่วัวก็ได้เลียหัวลูกวัวอยู่ตลอดเวลา

คนฆ่าวัวแม้จะเหี้ยมโหด เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้รู้สึกหวาดหวั่นใจขึ้นมา จึงดับไฟในเตาลงแล้วตนเองก็เข้านอน ส่วนชาวนานั้นตื่นเช้าขึ้นมา หาลูกวัวไม่เจอ ตามหาไปทั่วจนพบกับคนฆ่าวัวเข้า คนฆ่าวัวก็เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่ลูกวัวชนประตูให้ชาวนาฟัง ทั้งสองคนต่างทอดถอนใจเป็นเสียงเดียวกัน ชาวนาจึงซื้อแม่วัวแก่ต่อในราคาเดิมไป ทำให้วัวแม่ลูกสามารถอยู่ร่วมกันต่อไป เห็นได้ว่าสัตว์เดรัจฉานมีความผูกพัน แม่ลูกก็มีใจสื่อถึงกัน





วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น




เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น

        กาลครั้งหนึ่ง มีเณรน้อยรูปหนึ่งออกบวชติดตามพระเถระที่มีคุณธรรม พระเถระรูปนี้รู้ว่าเณรน้อยรูปนี้ต้องตายภายในเจ็ดวัน ท่านจึงรู้สึกเสียใจ เพราะเณรน้อยกตัญญูเชื่อฟังอาจารย์มาก ปรนนิบัติด้วยความซื่อสัตย์ที่สุด

        พระเถระบอกกับเณรน้อยว่า "เณรน้อย เจ้าไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมแม่นานแล้ว ถ้าวันนี้กลับบ้านไปเยี่ยมเยียนแม่ของเจ้า พยายามเป็นลูกกตัญญู หลังจากนี้แปดวันค่อยกลับมาที่วัด" เพราะว่าพระเถระรู้ว่า เณรน้อยจะต้องตายภายใน ๗ วัน ฉะนั้นจึงสั่งกำชับให้เขากลับบ้าน

        ใครจะรู้ว่าหลังจากแปดวันให้หลัง เณรน้อยกลับมาอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป พระเถระรู้สึกยินดีมาก แต่ก็รู้สึกแปลกใจจึงพูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ชั่วชีวิตของข้าคาดการณ์อะไรไม่มีผิด อาจารย์ทำนายว่าเจ้าต้องตายภายในเจ็ดวัน แต่เหตุใดเจ้าจึงสามารถเปลี่ยนจากเคราะห์ภัยเป็นบุญวาสนา อีกทั้งสีหน้าก็หมดเคราะห์ ในระหว่างนี้เจ้าได้สร้างคุณประโยชน์มหาศาลเพื่อเวไนยสัตว์ใช่ไหม" เณรน้อยถูกถามก็ไม่รู้จะตอบอาจารย์อย่างไร

       พระเถระรีบเข้าณานไม่นานนักก็เข้าใจสาเหตุ แล้วก็พูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ระหว่างทางที่เจ้ากลับบ้าน เจ้าได้ช่วยชีวิตมดมากมายใช่หรือไม่" ขณะนั้นเณรน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงตอบอาจารย์ว่า "ใช่แล้ว ระหว่างทางที่จะกลับบ้าน ศิษย์ได้เห็นมดถูกขังอยู่กลางน้ำ ศิษย์จึงใช้ท่อนไม้ช่วยชีวิตพวกมันให้พ้นภัย ก็ไม่ใช่บุญกุศลอะไรมากมาย" พระเถระบอกว่า "ยินดีกับเจ้าด้วย ผู้ที่มีจิตเมตตากรุณาจะมีอายุยืน"

        คนโบราณได้กล่าวไว้ว่า..."ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น" "เจ้าช่วยชีวิตมากมาย อนาคตเจ้าจะมีอายุยืนแน่นอน วาสนาก็มีไม่น้อยแต่ว่าเราก็จะต้องฉุดช่วยเวไนยสัตว์อีกต่อไป เพื่อเผยแผ่ธรรมะ และให้ประโยชน์แก่เวไนยฯ เอาแบบอย่างจิตเมตตาของพระพุทธองค์ที่เผยแผ่สร้างคุณประโยชน์ช่วยเหลือชาวโลก ส่งเสริมการปล่อยสัตว์ และละเว้นการฆ่าสัตว์ให้มากๆ" เณรน้อยเคารพนบนอบต่อคำสั่งสอนของอาจารย์ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระเถระรูปหนึ่งแห่งยุค

       ขอให้พวกเราหมั่นคิดที่จะสร้างความดี แล้วก็นำไปปฏิบัติถึงแม้ว่าจะีมีภัยก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นบุญวาสนา และมีอายุยืนยาวได้





วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ขอแรงสัตว์ใหญ่ช่วยสัตว์เล็ก นิทานปล่อยสัตว์

นิทานปล่อยสัตว์ ขอแรงสัตว์ใหญ่ช่วยสัตว์เล็ก



        ในสมัยพุทธกาล ครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้ทรงเทศนาสั่งสอนถึงเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง นำพาให้ทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ใหญ่น้อยหยุดเข่นฆ่า เลิกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน พุทธบริษัททั้งหลายต่างหันมาอนุเคราะห์เกื่อกูลต่อเวไนยสัตว์ด้วยความมีเมตตา ดังมีเรื่องราวปรากฏจารึกไว้ในพระสูตรบทหนึ่งว่า...

ในกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนีได้อุบัติแล้ว ณ ชมพูทวีป คราวนั้นบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินทางไปพบเห็นแอ่งน้ำซึ่งกำลังจะเหือดแห้งเนื่องจากถูกแสงตะวันอันร้อนแรงแผดเผา ปู ปลา กุ้ง หอย นับหมื่นชีวิตดิ้นรนกระเสือกกระสนรอคอยความตายอย่างสิ้นหวัง

บัณฑิตหนุ่มผู้มีใจเปี่ยมด้วยเมตตารู้สึกเวทนายิ่งนักจึงรีบกลับไปขอยืมถุงบรรจุน้ำจากพ่อค้าในเมืองแล้วเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อกราบทูลขอยืมช้างจากพระองค์ ครั้นพระราชาผู้เป็นใหญ่ทรงทราบถึงกุศลเจตนานั้นแล้ว ก็มีพระทัยปลาบปลื้มปิติยินดียิ่งนัก พร้อมทั้งพระราชทานช้างจำนวน 20 เชือก แก่บัณฑิตหนุ่มนั้น ชาวเมืองที่เห็นขบวนช้างบรรทุกถุงน้ำผ่านมา พอทราบเรื่องก็มีใจออกติดตามไปด้วย ครั้นถึงยังจุดหมายจึงช่วยกันขนถุงน้ำเทลงในแอ่งจนเต็มเปี่ยม สรรพสัตว์นับพันนับหมื่นจึงได้ฟื้นคืนชีวิต บรรดาฝูงมัจฉา ปู กุ้ง หอย ฯลฯ ต่างแหวกว่ายในสายน้ำกันอย่างร่าเริง

ครั้นใกล้ตะวันเย็น ณ ริมแอ่งน้ำ ขณะนั้นเองเป็นเวลาที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึง บัณฑิตหนุ่มและสาธุชนพุทธบริษัทจึงพร้อมใจกันกราบอาราธนาทูลขอพระองค์ ให้แสดงพระธรรมเทศนาเพื่อยังศรัทธาปสาทาให้เกิดแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย

        สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงมีพระเมตตาแสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาถึงอานิสงส์แห่งเมตตาจิตโดยลึกซึ้งแยบยลยิ่ง เมื่อถึงที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาแล้ว มหาชนทั้งหลายต่างก็บังเกิดความปิติอิ่มเอิบขึ้นในดวงใจไม่ได้ผิดแผกจากฝูงปลาซึ่งเข้ามาร่วมชุมนุมสดับฟังอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด “ ด้วยพลานุภาพแห่งสัจธรรมซึ่งองค์พระบรมศาสดาแสดงแล้วเป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรดาวิญญูชนผู้มีจิตอันประณีตอ่อนโยนทั้งหลาย ก็บังเกิดความรู้แจ้งในหลักสัจจธรรม แม้เหล่าฝูงสัตว์ทั้งหลายที่ได้ยินพระธรรมอันแช่มชื่นนั้นแล้ว เมื่อหมดสิ้นอายุขัยก็ได้ไปเกิดอยู่ในสุคติภพโดยถ้วนหน้า”

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรรมของคนชอบกิน - นิทานปล่อยสัตว์


นิทานปล่อยสัตว์ - กรรมของคนชอบกิน

         ในรัชสมัยของพระจักรพรรดิ เฉียน หลง ที่มณฑล เห่อ ไป๋ นายอำเภอคนหนึ่งได้สูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาไปเนื่องจากอาการป่วยที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน อีกหลายปีต่อมา ระหว่างที่ภรรยาของนายอำเภอกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในเรือน นางก็ได้ฝันเห็นลูกสาวที่ตายไปแล้วถูกมัดมือมัดเท้ากำลังจะถูกฆ่า เธอร้องเรียกแม่ให้ช่วยจนสุดเสียง

ภรรยาของนายอำเภอสะดุ้งตกใจตื่นขึ้น มันเป็นเวลาเดียวกันกับที่ได้ยินเสียงดังโครมครามอยู่ข้างๆ เรือ นางจึงสั่งให้คนออกไปดู สักครู่คนรับใช้ก็กลับเข้ามารายงานว่า “ลูกเรือลำที่อยู่ข้างๆ กำลังจะช่วยกันฆ่าหมู” ทันทีที่ภรรยาของนายอำเภอทราบเรื่องจึงรีบตามออกไปดูก็พบว่ามีชายสองคนกำลังช่วยกันจึบหมูตัวหนึ่งให้นอนลง เท้าหน้าและเท้าหลังของมันถูกมัดด้วยเชือกจนแน่น เสียงร้องของหมูที่กำลังจะถูกฆ่ามันช่างเสียดแทงหัวใจของนางเสียเหลือเกินทำให้นางหวลนึกถึงเรื่องความฝัน

ภรรยาของนายอำเภอรีบร้องตะโกนออกไป เพื่อให้คนแจวเรือหยุดการกระทำของพวกเขา แต่อนิจจามันช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีชายแจวเรือคนหนึ่งแทงมีดแหลมยาวอันคมกริบ ลงไปที่คอหมูตัวนั้นจนทิดด้าม หมูซึ่งถูกมัดดิ้นชักกระตุกๆ เลือดพุ่งกระฉูดขาดใจตายไปอย่างเจ็บปวดทรมาน ภรรยาของนาย อำเภอเห็นภาพที่น่าสยดสยองนั้นแล้วก็ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงร้องไห้โฮ ทั้งนี้เพราะนางรู้ดีว่า ลูกสาวของนางที่ตายไปต้องไปเกิดเป็นหมูตัวนั้นอย่างแน่นอน ภรรยาของนายอำเภอเศร้าโศกเสียใจมากที่ช่วยอะไรไม่ได้เลยทำได้ก็แต่เพียงขอซื้อหมูที่ตายแล้วไปฝังเสีย

บรรดาคนรับใช้ในบ้าน พากันวิพากวิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้นหญิงรับใช้คนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า “คุณหนูบุตรสาวของนายอำเภออายุสั้นเหลือเกิน เพียงแค่อายุ 16 ปีก็เป็นไข้ตายจากไป แต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ พ่อแม่รักมากตามใจทุกอย่าง คุณหนูเธอชอบกินเนื้อไก่ที่สุด ถ้ามื้อไหนกับข้าวไม่มีเนื้อไก่ก็จะไม่ยอมกินข้าวเลย แต่ละปีฉันคิดดูแล้วต้องฆ่าไก่ให้เธอกินไม่น้อยกว่า 800 ตัวขึ้นไป”

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้ว่า “คนที่หมกมุ่นอยู่แต่ การฆ่า ตายไปแล้วต้องไปรับผลกรรม อยู่ในนรกภูมิอย่างทุกข์ทรมาน เมื่อพ้นโทษขึ้นมาแล้วก็ยังต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานต่างๆ และถูกเขาฆ่าตายจนนับไม่ถ้วน

ติดหนี้เลือด.....ใช้ด้วยเลือด 
ติดหนี้ชีวิต.......ใช้ด้วยชีวิต 
ร้อยชาติ พันชาติ ไม่หมดเวรสิ้นกรรมสักที”




..........................................................................................................................................................................................
อ้างอิงแหล่งที่มาบทความ

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลิ่มจื้อ หมอดูไม่แม่น ? - ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย

ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย

อายุยืนยาวคือความปรารถนาของมนุษย์ทุกผู้นาม ...
แม้เงินทองจะสามารถซื้อประเทศทั้งประเทศได้ ...
แต่เงินนั้น ก็ไม่อาจซื้ออายุที่ยืนยาวได้ ...
ต่อให้ฐานะของเราสูงส่ง อำนาจ ท่วมท้นล้นฟ้า ...
ก็ยากที่จะเพิ่มเติมอายุขัยได้ ...
แล้วจะทำอย่างไร ให้มนุษย์นั้นมีอายุขัยและวาสนาที่ยืนยงยาวนานได้เล่า ? ...

ในพุทธคัมภีร์บทหนึ่งที่กล่าวถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ให้ทาน ๕ ชนิดว่า...
“ ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย ” ...
คำว่า “ให้ทานชีวิต” ในที่นี้ก็คือ ...
การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ปล่อยสัตว์ ปกป้องคุ้มครองสัตว์ ...

ในคัมภีร์ปี้อวี้จิงได้บันทึก เอาไว้ว่า...
มีเณรน้อยรูปหนึ่งได้ช่วยชีวิตของมด ...
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ตนเองนั้นอายุยืน

แม้นปรารถนาอายุยืนยาว นอกจาก ช่วยเหลือผู้คนขจัดทุกข์บำรุงสุขแล้ว ยังต้อง ธำรงไว้ซึ่งเมตตาจิต ...
คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ...
เมื่อปลูกเหตุแห่งการรักษา คุ้มครองและไม่ละเมิดชีวิตผู้อื่นแล้ว
เช่นนี้ฟ้าย่อมให้ชีวิต ที่ยืนยาวเป็นผลตอบแทนแน่นอน....

คนที่ชาตินี้อายุสั้น ...
ส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองที่ชาติก่อนได้สร้างกรรมฆ่าสัตว์ไว้มาก...
หากชาตินี้สามารถกลับตัว กลับใจใหม่ ...
มีจิตเมตตา ละเว้นการฆ่าสัตว์ ...
ปลดปล่อยสัตว์ ... และทำบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ ...
คนที่อายุสั้นก็จะได้เพิ่มอายุขัย ...
คนขี้โรคก็จะแข็งแรง ...

เพราะว่าอายุขัยของมนุษย์จะสั้นหรือยาวนั้น ถูกกำหนดไว้แล้ว ...
ชาวโลกมิอาจล่วงรู้ ...
ทว่าอานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ ตามกฏสวรรค์ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก...
อานิสงส์ข้อนี้สามารถช่วยเพิ่มอายุขัยได้ ...

ตั้งแต่อดีตมาผู้ที่มีอายุยืนเพราะการปล่อยสัตว์ช่วยชีวิตมีมากมาย...
ที่สำคัญควรจัดงานเทศกาลปล่อยสัตว์เป็นประจำ ...
ก็จะเป็นการสร้างกุศลผลบุญไม่น้อย ...
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าสามารถปฏิบัติข้อละเว้น “4 ไม่กิน” ได้ ...
ก็จะพ้นจากกรรมสนองข้อปาณาติบาต (พ้นเคราะห์กรรมในอดีต) ...
จะเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ....

(* 4 ไม่กิน - สัตว์ที่เลี้ยงเอง..ไม่กิน, เห็นกับตาว่าสัตว์นั้นถูกฆ่า..ไม่กิน, เจาะจงฆ่ามาเพื่อตน..ไม่กิน, รู้ว่าสัตว์นั้นถูกฆ่ามาขาย..ไม่กิน)

หมอดูไม่แม่น !

คำทำนาย... ไม่อาจเปลี่ยนลิขิตชะตา...
แต่ปล่อยสัตว์... เปลี่ยนชีวิตพลิกชะตาอย่างน่าอัศจรรย์...

โหราศาสตร์นั้นนับว่ายังไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าเรื่อง “ กฎแห่งกรรม ” ...
โหราศาสตร์อาจเป็นจริงได้เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ...
ศาสตร์ แห่งการพยากรณ์นี้ในแถบเอเชียเป็นที่ขึ้นชื่อในความแม่นยำ ...
อย่างเช่นในประเทศจีน...
เวลาจะยกทัพเคลื่อนพลล้วนต้องใช้วิชา โหราศาสตร์ ...
ต้นตระกูลผู้คิดค้นวิชาโหราศาสตร์นี้มีนามว่า ลิ่มจื้อ ...

ลิ่มจื้อ เป็นเถ้าแก่ใหญ่ ...
อยู่ในมณฑลกวางเจาในสมัยเมื่อ ประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว ...
ลิ่มจื้อ เป็นผู้ค้นคว้าการตรวจดวงดาว เพื่อประกอบการทำนายแนวทางชีวิตของมนุษย์...

อยู่มาวันหนึ่ง ลิ่มจื้อ ดูลักษณะโหงวเฮ้งของชายหนุ่มคนหนึ่ง ...
ที่ทำงานเป็นลูกจ้างในร้าน ....
ลูกจ้างคนนี้เป็นคนรับผิดชอบในห้องสมุด
( ซึ่งในสมัยนั้นคนมีฐานะดีจึงอ่านหนังสือกัน )...
เมื่อตรวจลักษณะโหงวเฮ้งตามชะตาราศรีแล้ว ....
เห็นว่าชาย หนุ่มคนนี้อีก 15 วันจะต้องตาย ...



ลิ่มจื้อ จึงเอาเงินก้อนหนึ่งมอบ ให้และบอกว่า ...
“ ข้าอนุญาติให้เจ้าหยุดงานกลับไปเยี่ยมบ้าน 15 วัน
เงินก้อนนี้ข้ามอบให้เจ้าไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น ”...



ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ...
ชายหนุ่มบังเอิญเห็นปลาตัวหนึ่ง กระเสือกกระสนอยู่ในบึงน้ำแห้ง ...
กำลังใกล้จะตาย ...
เขาจึง ช่วยชีวิตปลาตัวนั้นนำไปปล่อยในบึงน้ำให้รอดตาย...




จากนั้นเขาได้เดินทางต่อไป ...
ในระหว่างทางชายหนุ่มได้ ยินเสียงร้องของแมวที่กำลังจมน้ำ ...
เขาก็ได้ช่วยชีวิตแมวตัวนั้น ขึ้นมาจนปลอดภัย...




ครั้นเดินทางมาได้ครึ่งค่อนวัน ...
เกิดฝนฟ้าคะนองพายุโหมกระหน่ำ ...
จึงตัดสินใจแวะพักที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง...
เมื่อย่างเท้าผ่านประตูหน้าเข้าไป ได้เห็นหญิงชราคนหนึ่ง กำลังยืนร้องไห้ ...
ชายหนุ่มจึงเข้าไปถาม หญิงชราคร่ำครวญให้ฟัง ว่า ...
“ วันนี้ข้ามาไหว้พระ ไม่น่าสะเพร่าเลย ข้าทำตะเกียงหล่นแตก แต่ข้าไม่มีเงินจะซื้อมาชดใช้ ข้าจนใจไม่รู้จะหามาใช้คืนได้อย่างไร ” หญิงชราตอบ...

เมื่อชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกเห็นใจ ...คิดที่จะช่วยเหลือ ...
จึงบอกกับหญิงชราว่า ...
“ ท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ข้าพอจะมีเงิน ติดตัวมาบ้าง คงพอที่จะซื้อตะเกียงมาชดใช้แทนท่านได้ ”...

เมื่อฝนหยุด ชายหนุ่มก็ออกจากศาลเจ้าเข้าไปในเมือง
หาซื้อตะเกียงมาชดใช้แทนหญิงชรา แล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็บอกกับมารดาว่า
“ เถ้าแก่นึกใจดีให้หยุดงาน กลับมาเยี่ยมบ้าน ”

เขาพักอยู่ที่บ้านจนครบกำหนด 15 วัน ...
จึงได้ลากลับไปทำงานตามกำหนด...

เมื่อชายหนุ่มลูกจ้างเดินทางกลับมา ...
ลิ่มจื้อถึงกับ ตกตะลึง เพราะประหลาดใจ !...
ไม่เชื่อสายตัวเองเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามานึกว่า ผีหลอก !....




ลิ่มจื้อ จึงเดินเข้าไปลองจับดูที่ตัวแล้วรำพึงขึ้นว่า...
“ นี่เจ้ายังไม่ตายใช่ไหม ตาข้าคงไม่ฝาดน่ะ ! ”...

เมื่อ ลิ่มจื้อ แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่ตัวเป็นๆ ...
จึงได้เอ่ยปากซัก ถามชายหนุ่มต่อไปว่า
“ ขณะที่เจ้ากลับไปบ้านนั้น ไหน! เล่าให้ข้าฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าบ้าง ”...
“ ข้ากลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัย ขอบคุณท่านเศรษฐี ที่เมตตา...”

ชายหนุ่มจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง กลับบ้านให้เศรษฐีฟัง ...
เศรษฐีจึงจับใจความได้ว่าเพราะเหตุที่เขา ...
ได้ช่วยเหลือชีวิตปลา ...
ชีวิตแมว ...
และช่วยออกเงินซื้อตะเกียง เป็นธุระให้หญิงชราผู้นั้น ...
มิน่าเล่าจึงรอดชีวิตมาได้...

ลิ้มจื้อ จึงกล่าวด้วยความสลดใจว่า...

“ ดวงดาวไม่เที่ยงหนอ การพยากรณ์เชื่อได้แค่บางส่วน ไยข้าต้องฝังใจกับการคาดคะเน ซึ่งหาแน่นอนอะไรไม่ ”...


อานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ - พึงถือศีลกินเจ ละกรรมปาก 

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปล่อยสัตว์ทางปาก มหากุศลยิ่งใหญ่ - พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตา



พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตา

ปล่อยสัตว์ทางปาก มหากุศลยิ่งใหญ่

พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิม...

     "ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาผู้คนในโลกนี้ชอบกินเนื้อผู้อ่อนแอกว่า คนชอบแก่งแย่งกัน สัตว์เดรัจฉานก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากคนไม่ยอมปล่อยสัตว์ กินเลือดกินเนื้อสัตว์เพื่อดำรงชีวิต ดังนั้นนิสัยคนและสัตว์จึงผสมกัน เลือดลมของคนและสัตว์ไม่อาจเข้ากันได้ จึงเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ

ดังนั้น คนที่กินเนื้อสัตว์ สัญชาติของคนและสัตว์จึงปะปนกัน ไปทำลายจิตใจจนคนไม่เหมือนเก่า จึงพบหน้าคนใจสัตว์เต็มไปหมด จะเห็นได้จากคนที่เจริญแล้วในสังคม แต่กระทำในสิ่งที่ป่าเถื่อน บาปกรรมสร้างสมกันมา คนก็เริ่มเบียดเบียนถิ่นที่อยู่ของสัตว์ ทำอันตรายต่อชีวิต

ดังนั้น คนจึงลดฐานะลงจนจิตใจอยู่ในระดับเดียวกับพวกสัตว์ ยังความห่างไกลจากหนทางสู่ความสำเร็จของพุทธะ หากต้องการกลับไปสู่หนทางของพระอริยะเจ้าก็ต้อง ถือศีลกินเจ ปลดปล่อยชีวิตสัตว์ เพื่อชำระจิตใจให้ใสสะอาด และยังต้องช่วยเหลือให้สัตว์เหล่านั้นให้สำเร็จธรรมด้วย หากกระทำเช่นนี้ได้ แน่นอนทีเดียวเราก็ใกล้สำเร็จความเป็นพระพุทธะได้เช่นกัน

ข้อ ๑ งดการฆ่า
     สัตว์มีวิญญาณ มีเลือดเนื้อน้ำตา มีเจ็บปวดทรมานและจิตใจ โดยใช้จิตเมตตาธรรมและความกรุณาจึงทนดูการฆ่าไม่ได้ ปราชญ์เมิ่งจื้อกล่าวว่า... "สุภาพชนต้องอยู่ห่างครัวไฟ" นั่นคือไม่อยากให้มีการฆ่า ไม่อยากเห็นการฆ่า มนุษย์ที่มีจิตรักสัตว์ ระหว่างคนด้วยกันจะไม่มีการต่อสู้ฆ่าฟันกัน ฉะนั้น การงดเว้นการฆ่าสัตว์จึงเป็นพื้นฐานหล่อเลี้ยงจิตใจคนให้เกิดความเมตตากรุณา

ข้อ ๒ งดการกิน
     เมื่อไม่ฆ่าแล้วก็ต้องไม่กิน เนื่องจากไม่กินเป็นผลให้คนฆ่าน้อยลงหรือเลิกฆ่า พวกพืชผักมีคุณค่าเพียงพอสำหรับมนุษย์และไม่มีอันตราย เนื่องจากพวกสัตว์ไม่มีการชำระร่างกาย พวกเชื้อโรคจึงเข้าอาศัยอยู่ได้ง่าย คนที่กินเนื้อก็จะได้รับเชื้อโรคทำให้เกิดโรคร้ายเนื้องอก มะเร็งต่างๆ ได้สารพัด แพทย์ก็จนปัญญาที่จะรักษา ในที่สุดก็ต้องทิ้งสังขารนี้ไป ยิ่งไปกว่านั้น คนที่กินเนื้อก็มักจะได้รับการก่อกวนจากวิญญาณสัตว์ ทำให้จิตของคนทุกวันนี้ไม่ปกติสุข ซึ่งทำให้โรคภัยไข้เจ็บทวีขึ้น จึงอยากให้ชาวโลกเลิกทานเนื้อสัตว์ หันมากินพืชผักธรรมชาติ ถึงแม้อยู่ในทำเลที่ไม่สะดวก การกินอาจจะขัดสนแต่จิตใจก็ไม่หลอกลวงทุจริตและปล้นจี้เกิดขึ้นแล

ข้อ ๓ ปล่อยสัตว์
เมื่อสามารถงดเว้นการฆ่าสัตว์แล้ว งดการกินเนื้อสัตว์ได้แล้วแต่ก็ยังไม่พอ เพราะยังสัตว์พวกนก ปลาและเต่า ที่ยังถูกฆ่าอีกจำนวนมากมาย เพื่อให้จิตเกิดความเมตตาควรซื้อหาสัตว์มาปล่อยให้มันมีชีวิตอย่างอิสระ เป็นการช่วยเหลือให้พ้นจากการถูกคุมขัง รอดจากการสังหารสัตว์เหล่านี้จะระลึกถึงบุญคุณโดยไม่อาจบรรยาย

การที่พวกมันต้องไปเกิดเป็นสัตว์นั้นก็ล้วนมีสาเหตุเกิดจากทำบาปหนักตั้งแต่ชาติก่อน โดยเฉพาะละเมิดศีลข้อหนึ่งคือเว้นจากการเบียดเบียนเข่นฆ่าสัตว์ ควรได้รับโทษประหาร แต่ผู้ที่มีจิตเมตตาควรอโหสิกรรมให้พวกมันเสีย นับประสาอะไรที่มันก็ไม่ได้ทำอันตรายเราและไม่มีความสามารถด้วย

งดฆ่าสัตว์ งดกินเนื้อสัตว์ แต่ให้ปล่อยสัตว์ ทั้งหมดที่กล่าวนี้เป็นแบบฝึกฝนสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ชำระวิญญาณให้ใสสะอาด

วิธีช่วยให้สัตว์เดรัจฉานได้ฝึกฝนธรรมะนั้นคือ "ช่วยกันพิมพ์หนังสือธรรมะเผยแพร่" ทำให้คนมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจสัตว์ ยังสามารถรู้ถึงความรู้สึกในใจของสัตว์อีกด้วย เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสสร้างความดีเพื่อลบล้างความผิด แท้จริงสัตว์ก็คือคนเวียนมาเกิดนั่นเอง เขามีสิทธิที่จะมีชีวิตดำรงอยู่ในโลกเช่นเดียวกับเรา

ด้วยเหตุนี้ จึงจะระงับอารมณ์ความโหดร้ายทารุณลงได้ เพื่อให้โลกมนุษย์นี้กลับกลายเป็นสุขาวดีแดนพุทธเกษตร มนุษย์และสัตว์อยู่กันอย่างสันติสุข เพื่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดความร่มเย็นกันถ้วนหน้า เป็นแดนบริสุทธิ์ในโลกมนุษย์เท่ากับสมความตั้งใจของโพธิสัตว์ที่จะโปรดสรรพสัตว์ให้หมดโลกก่อนเข้าสู่พระนิพพาน"






วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปล่อยสัตว์...ที่ปาก ที่ใจ

ปล่อยสัตว์ ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งกุศล

บุญ...จากการปล่อยสัตว์

การปล่อยสัตว์สามารถเพียบพร้อมด้วยบุญทานทั้งสามในเวลาเดียวกันคือ

ทรัพย์เป็นทาน ...
ธรรมทาน ...
แรงกายเป็นทาน ...

การใช้เงินซื้อสัตว์ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ซึ่งถูกจับขังเพื่อรอฆ่า คือ "ทรัพย์เป็นทาน"

ขณะที่ทำพิธีปล่อยสัตว์ การสวดคาถาปล่อยสัตว์หรือเทศนาธรรม จิตใจนอบน้อมต่อไตรสรณคมณ์อุทิศให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายก็คือ "ธรรมทาน"

การช่วยชีวิตสัตว์ให้ออกห่างจากตะแลงแกง ทำให้อุ่นใจและสุขใจเมื่อรู้ว่าจะได้รับอิสระภาพก็คือ "แรงกายเป็นทาน"

กุศล...จากการปล่อยสัตว์

แต่โบราณอริยะเจ้าผู้เปี่ยมด้วยธรรมบารมีนั้นต่างภิรมย์ชมชื่นในกุศลของการปล่อยสัตว์และคุ้มครองชีวิตสัตว์

นอกจากการปล่อยสัตว์ที่อยู่ภายนอกแล้ว ยังต้องปล่อยสัตว์ในตัวเราด้วย

  1. ปล่อยสัตว์ที่ปาก คือ ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงจะไม่สร้างหนี้เวรกรรม
  2. ปล่อยสัตว์ที่ใจ คือ ขจัดอารมณ์ นิสัยเคยชินที่ไม่ดี โลภ โกรธ หลง ออกไปจากจิตใจเรา
เพราะชีวิตยังสั่งสมความกลุ้มกังวลที่ทำให้ใจต้องเป็นทุกข์จึงได้ชื่อว่าเวไนยสัตว์ ฉะนั้นแล้ว กุศลของการปล่อยสัตว์ก็คือ ปล่อยวางความกลุ้มกังวลที่เกิดขึ้นในจิตใจ

ปล่อยวางคือการขจัดรากเหง้าแห่งอกุศลกรรม จึงจะไม่ตกเข้าสู่ทุคติภูมิ



สาเหตุสำคัญ...ทำไมสัตว์จึงถูกฆ่า !...

การปล่อยสัตว์ทำได้ทุกวันในชีวิตประจำวันคือ...ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่เอาเนื้อสัตว์มาปรุงอาหาร อันเป็นต้นเหตุแห่งการฆ่าที่มากที่สุดในโลกนี้

อย่างน้อยงดทุกวันที่ตรงกับวันที่เราเกิด สัปดาห์ละครั้งก็ยังดี และค่อยๆเพิ่มพูนจนครบถ้วนสมบูรณ์งดจากการปรุงและรับประทานอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ทุกชนิดลงได้ ดีกว่าให้ร่างกายของเราเป็นหลุดฝังศพของสรรพสัตว์ทุกวันไม่มีวันว่างเว้น 


..................................................................................................................................

อ้างอิง

บทความที่ได้รับความนิยม