เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาลกินเจ 2555 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาลกินเจ 2555 แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น




เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น

        กาลครั้งหนึ่ง มีเณรน้อยรูปหนึ่งออกบวชติดตามพระเถระที่มีคุณธรรม พระเถระรูปนี้รู้ว่าเณรน้อยรูปนี้ต้องตายภายในเจ็ดวัน ท่านจึงรู้สึกเสียใจ เพราะเณรน้อยกตัญญูเชื่อฟังอาจารย์มาก ปรนนิบัติด้วยความซื่อสัตย์ที่สุด

        พระเถระบอกกับเณรน้อยว่า "เณรน้อย เจ้าไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมแม่นานแล้ว ถ้าวันนี้กลับบ้านไปเยี่ยมเยียนแม่ของเจ้า พยายามเป็นลูกกตัญญู หลังจากนี้แปดวันค่อยกลับมาที่วัด" เพราะว่าพระเถระรู้ว่า เณรน้อยจะต้องตายภายใน ๗ วัน ฉะนั้นจึงสั่งกำชับให้เขากลับบ้าน

        ใครจะรู้ว่าหลังจากแปดวันให้หลัง เณรน้อยกลับมาอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป พระเถระรู้สึกยินดีมาก แต่ก็รู้สึกแปลกใจจึงพูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ชั่วชีวิตของข้าคาดการณ์อะไรไม่มีผิด อาจารย์ทำนายว่าเจ้าต้องตายภายในเจ็ดวัน แต่เหตุใดเจ้าจึงสามารถเปลี่ยนจากเคราะห์ภัยเป็นบุญวาสนา อีกทั้งสีหน้าก็หมดเคราะห์ ในระหว่างนี้เจ้าได้สร้างคุณประโยชน์มหาศาลเพื่อเวไนยสัตว์ใช่ไหม" เณรน้อยถูกถามก็ไม่รู้จะตอบอาจารย์อย่างไร

       พระเถระรีบเข้าณานไม่นานนักก็เข้าใจสาเหตุ แล้วก็พูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ระหว่างทางที่เจ้ากลับบ้าน เจ้าได้ช่วยชีวิตมดมากมายใช่หรือไม่" ขณะนั้นเณรน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงตอบอาจารย์ว่า "ใช่แล้ว ระหว่างทางที่จะกลับบ้าน ศิษย์ได้เห็นมดถูกขังอยู่กลางน้ำ ศิษย์จึงใช้ท่อนไม้ช่วยชีวิตพวกมันให้พ้นภัย ก็ไม่ใช่บุญกุศลอะไรมากมาย" พระเถระบอกว่า "ยินดีกับเจ้าด้วย ผู้ที่มีจิตเมตตากรุณาจะมีอายุยืน"

        คนโบราณได้กล่าวไว้ว่า..."ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น" "เจ้าช่วยชีวิตมากมาย อนาคตเจ้าจะมีอายุยืนแน่นอน วาสนาก็มีไม่น้อยแต่ว่าเราก็จะต้องฉุดช่วยเวไนยสัตว์อีกต่อไป เพื่อเผยแผ่ธรรมะ และให้ประโยชน์แก่เวไนยฯ เอาแบบอย่างจิตเมตตาของพระพุทธองค์ที่เผยแผ่สร้างคุณประโยชน์ช่วยเหลือชาวโลก ส่งเสริมการปล่อยสัตว์ และละเว้นการฆ่าสัตว์ให้มากๆ" เณรน้อยเคารพนบนอบต่อคำสั่งสอนของอาจารย์ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระเถระรูปหนึ่งแห่งยุค

       ขอให้พวกเราหมั่นคิดที่จะสร้างความดี แล้วก็นำไปปฏิบัติถึงแม้ว่าจะีมีภัยก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นบุญวาสนา และมีอายุยืนยาวได้





วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จิตใจดีก็ดีพอแล้ว ทำไมต้องถือศีลกินเจ ? - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตา



พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา

        "ศิษย์ทุกคนลักษณะการเกิดของสิ่งมีชีวิตมีอยู่สี่แบบ เกิดจากครรภ์ เกิดจากไข่ เกิดในที่ชื้นแฉะ และเกิดผุดขึ้นเอง ชีวิตคือธรรมญาณ ให้ความสำคัญกับชีวิตจึงต้องคุ้มครองรักษา จึงต้องทะนุถนอมชีวิต ยิ่งต้องคุ้มครองรักษาทะนุถนอมธรรมญาณ อย่าทำร้ายสิ่งมีชีวิต เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานถูกทำโทษโดยวิธีต่างๆ ให้มีขน มีเขา ดังนั้น จึงไม่ควรกินเขา ไปลงโทษเขาซ้ำเติม ถูกกินเป็นๆ ถลกหนังเป็นๆ ทำต้มทำแกงด้วยวิธีทรมานต่างๆ ไม่ว่าคนหรือสัตว์เดรัจฉาน ล้วนต่างมีธรรมญาณเดียวกัน ล้วนต่างมีพุทธจิต แม้ตัวหนอนก็มีพุทธจิต

       จากจุดยืนของศิษย์ประเมินด้วยสายตาและท่าทาง อาจจะมองว่าคนกับสัตว์ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน คนมีความคิด คนมีวิจารณญาณตรึกตรอง คนศรีษะชี้ฟ้าเหยียบดิน ดังนั้น...มองด้วยสายตาทั่วไปย่อมคิดว่าคนกับสัตว์แตกต่างกัน  แต่ถ้าหากมองด้วยสายตาพระพุทธะ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเดรัจฉานต่างมีชีวิต ล้วนมีจิตญาณ ธรรมญาณของสัตว์ปีก สัตว์เดินเท้ากับธรรมญาณของคนเหมือนกัน ไม่มีความผิดแผกแตกต่าง เขาเหล่านั้นเวียนว่าย เป็นเดรัจฉานมีขนเต็มตัว หัวมีเขา มีเล็บแหลมคมเป็นปลาก็มีครีบ ถูกลงโทษให้มีเกล็ด แต่ธรรมญาณของเขากับคนยังเหมือนกัน

       สัตว์แต่ละชนิดรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน เปรียบเหมือนแม่หนึ่งคนมีลูกหลายคน ลูกๆ ต่างมีหน้าตาไม่เหมือนกัน คนกินสัตว์ สัตว์กับสัตว์ต่างกินกัน เหมือนลูกๆเหล่านี้ต่างลืมไปและไม่รู้ว่าเขาต่างเกิดมาจากต้นรากเดียวกัน กลับต้องมากินกันและกัน เนื้อเราเนื้อเวไนย นามขานต่างกันแต่ต่างมีกาย ต่างมีญาณเดียวกัน ต่างกันแต่ร่าง

       คำกล่าวที่ว่า "จิตใจดีก็ดีแล้ว ทำไมต้องถือศีลกินเจ คนเหล่านี้ทำบาปกรรมไว้จึงได้หันมาถือศีลกินเจ" พูดอย่างนี้ถูกต้องไหม ก็พูดได้ไม่ผิด แต่ถูกครึ่งเดียว เพราะว่าอดีตชาติของศิษย์ได้ทำบาปกรรมไว้ คนจึงพูดกันว่าจะต้องรีบถือศีลกินเจ จิตใจดีก็ดีแล้ว ทำไมต้องถือศีลกินเจ

      เรามาดูกัน ที่อาจารย์จะพูดต่อไปนี้ ศิษย์คงได้เห็นตามโทรทัศน์ หรืออาจเคยเห็นด้วยตาตนเอง ลองมาดูสิว่า วิธีการกระทำไหนบ้างที่เรียกว่าใจดี ขณะสัตว์ถูกจับไปฆ่าเป็นๆ ทำลายชีวิต ชำแหละร่าง แทะกินกระดูก กินเลือดกินเนื้อเขา อย่างนี้เรียกว่าใจดีไหม คนที่กินเนื้อเขา มักจะพูดปัดความรับผิดชอบ ผลักกรรมไปให้คนฆ่า ไปให้โรงฆ่าสัตว์

"เขาไม่ขาย เราไม่ซื้อ เขาไม่ฆ่า เราไม่กิน เขาฆ่าเรากิน เขาขายเราซื้อ"

แต่คนที่ฆ่าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาจะปัดความรับผิดชอบผลักกรรมนั้นไปให้คนกิน ดังนั้นขณะที่ทำการฆ่าเป็ด ไก่ วัว แพะ ปากก็มักจะพึมพำกับไก่บ้าง กับหมูบ้าง ว่า...

"หมูนะหมู เจ้าอย่าถือโทษเรา เจ้าเป็นอาหารให้กับคนกิน ถ้าเขาไม่กินเราก็ไม่ฆ่า เจ้าจงไปทวงหนี้กับคนกิน" 

     ดู... นี่เพราะใจฝ่ายดีนั้นหวาดกลัว ต่างปัดโทษของตัวเองแต่ด้วยเหตุต้นผลกรรมนั้น กล่าวได้ว่า ไม่มีใครสามารถหลบเลี่ยงความผิดได้ บาปกรรมนี้เกิดจากการฆ่าและการกิน ก่อให้เกิดกรรมร่วมขึ้น ต่างแบกรับกันทั้งสองฝ่าย

     ดังนั้น เดรัจฉานกับคนต่างมีเลือด มีเนื้อ มีน้ำตาเหมือนกัน ล้วนมีเลือดเนื้อกายสังขาร เพราะว่ามีความอยากกิน มีกระบวนการซื้อขาย ดังนั้นจึงมีคนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า นี่คือยืมมีดฆ่าทางอ้อม

     ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าโดยตรง หรือฆ่าทางอ้อม ต่างได้สร้างกรรมในการฆ่า เมื่อบาปกรรมสนองจึงมีคนบนบานขอบุญวาสานา ทำการฆ่ามากเกินไป วอนขอให้โชคดีคงยาก คนที่กินเนื้อมากเกินไปสนองร้ายแรงหน่อย ครอบครัวจะไม่สงบสุข ร่างกายไม่แข็งแรงลูกหลานไม่กตัญญู กิจการงานไม่ราบรื่น สิ่งที่ต้องการมักไม่ได้อย่างใจหวัง
   
ในศูรางคมสูตร กล่าวไว้ว่า "คนกินเนื้อสัตว์ บุญวาสนาที่ขอจะไม่ได้ดังหวัง คนที่กินเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะสร้างบุญหรือขอวาสนา ต่างล้วนไม่ได้ดังขอ คนที่กินเนื้อสัตว์ บำเพ็ญธรรมจะมีอุปสรรคยิ่ง"

ในลังกาวตารสูตร กล่าวไว้ว่า "เลือดเนื้อที่กล่าว พุทธอริยะต่างงดเว้น คนที่กินเนื้อ พุทธอริยะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะห่างไกล ปากมีกลิ่นคาวเลือดคาวเนื้อ เนื้อมิใช่เป็นสิ่งน่ากินเนื้อไม่สะอาดบริสุทธิ์ ก่อเกิดบาปเวรทำลายบุญวาสนา เป็นสิ่งที่พุทธอริยะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทอดทิ้ง"

ในศูรางคมสูตร กล่าวไว้ว่า "คนกินเนื้อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ห่างไกล เวไนยหวาดกลัว คนกินเนื้อโดยเฉพาะคนทำการฆ่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธะล้วนออกห่าง เวไนยที่มีรูปลักษณ์ไม่มีรูปลักษณ์ เห็นแล้วต่างหวาดกลัว ดังนั้นคนที่กินเนื้อ คนที่ฆ่า จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากพญานาคทั้งแปด จะไม่ได้ญาณที่ดี ไม่ได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือในการบำเพ็ญญาณ  คนที่กินเนื้อ ตายแล้วตกสู่ช่องทางชั่วร้าย ที่ว่าช่องทางชั่วร้ายคือ นรก เดรัจฉาน เปรต รับทุกข์ไม่จบสิ้น"
(*พญานาคทั้งแปด ๑.นันทนาคราช ๒.อุปนันทนาคราช ๓.สาครนาคราช ๔.วาสุกินาคราช ๕.ตักษกนาคราช ๖.อนวตัปตนาคราช ๗.มนัสวีนาคราช ๘.อุตปลกนาคราช)
        
       ศิษย์ทุกคน น้ำทะเลที่ว่าเยอะ พอถึงเวลาขึ้นก็เอ่อขึ้นเต็มที่ มีเวลาขึ้น มีเวลาลง แต่ปากที่อยู่ใต้จมูก ไม่มีพื้นที่สิ้นสุด ไม่มีวันที่จะถมเต็มได้ มักกล่าวกันว่า "เนื้อ ปลา หอมหวาน เอร็ดอร่อย" นั่นเป็นเพียงเวทนาสัมผัสจากลิ้นสั้นๆ ไม่กี่นิ้ว รับรู้ลิ้มรสความสุขแลความพอใจ หลังจากกลืนลงไป แล้วก็ไม่มีความรู้สึกใดอีก แต่กลับเพิ่มเหตุต้นผลกรรมขึ้นมา

       ผลร้ายจากการโลภอยากกินเพื่อปากท้อง ก่อหนี้กรรมดั่งภูเขา กรรมเก่ายังไม่หมดกลับสร้างกรรมใหม่อีก กลืนกินทุกชาติกรรมสนองกรรม ดังนั้นหนี้สินเวรกรรมตามทวงกันไม่ทราบเมื่อไหร่จึงจะจบสิ้น มักกล่าวกันว่า ปลูกเหตุอะไรไว้มักได้ผลตามที่ปลูก ปลูกเหตุจากการฆ่าย่อมได้ผลคือถูกฆ่า ชาตินี้กินเนื้อเวไนย ก่อเหตุเลวร้ายชาติต่อไปเป็นเนื้อบนเขียงให้เขาสับ ให้เขาฆ่า เชือดเฉือนตามอำเภอใจ ไม่มีทางหลีกหนีได้

      ในปัจจุบัน ประเทศต่อประเทศต่างแก่งแย่งกัน ซุ่มสร้างอาวุธสงคราม ก่อกรรมทำเข็ญ แข่งขันกันสร้างเครื่องมือประหัตประหาร โลกทั้งโลกตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการฆ่า อันตรายรอบด้าน มีความรู้สึกไม่ปลอดภัย มีความรู้สึกไม่สงบสุข นี่เพราะเหตุใด นี่เพราะ...หลายกัปผ่านมา เวไนยได้ฆ่าและกินเนื้อสั่งสมกรรมมากมาย ทำกรรมจากการฆ่า กรรมสนองกรรม

      ปัจจุบันเกิดภัยพิบัติต่อเนื่อง เกิดเหตุวุ่นวายไม่เป็นสุข ไม่ใช่ลมพายุวาตภัยก็เป็นภัยแล้ง ไม่ใช่แผ่นดินไหวก็เกิดแมลงทำลายพืชผล รวมทั้งสงครามเกิดขึ้นทุกหัวระแหง ที่นี่หยุดที่นั่นเกิด ทั้งสงครามกองโจร สงครามศาสนา (ไปยาลใหญ่) ทั้งหมดนี่เพราะเวไนยไม่รู้จักถนอมรักษาชีวิต ถนอมรักษ์ชีวิตของตนเอง ถนอมรักษ์ชีวิตของผู้อื่น ถนอมรักษ์ชีวิตของเวไนย

     เมื่อไม่ถนอมจึงเกิดการตีกัน ฆ่ากัน ทั้งหมดเพราะเวไนยไม่ใช้จิตเมตตาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช้จิตเมตตาปฏิบัติต่อผู้อื่น ดังนั้น จึงเกิดภัยพิบัติขึ้น เกิดเคราะห์ร้าย สรุปทั้งหมดคือขาดความเมตตา ไม่มีคุณธรรม วันนี้คนที่ถือศีลกินเจ อยู่ในระหว่างฟูมฟักปลูกฝังคุณธรรม เมตตาธรรม เกิดจิตดีงาม

ท่านเอวี๋ยนอวิ๋นฉันซือ มีโศลกที่ห้ามกินเนื้อสัตว์ว่า...
ร้อยพันปี กินเลือดเนื้อ ในชามแกง
แค้นรุนแรง ดั่งทะเล ยากสงบ
ภัยสงคราม โลกนี้ ไยพานพบ
ยามค่ำพลบ ยินเสียงร้อง ก้องโรงฆ่า

     เพราะว่าโลกนี้มีสิ่งต่างๆ ที่ไม่สะอาดหมดจด มีการฆ่า ลักขโมย ผิดศีลกาเม โกหกหลอกลวง ดื่มสุรา จึงเกิดภัยสงคราม วาตภัย ภัยแล้ง โรคระบาดร้ายแรง ฯลฯ เกิดความทุกข์ยากลำบากให้เวไนยต้องรับผล เหมือนกับเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น

     ศิษย์ทุกคนจะต้องรู้ สถานที่ที่ทำการฆ่ามาก กินเนื้อสัตว์มาก วิญญาณที่ถูกฆ่าโดยไม่มีความผิด รวมกันโดยไม่สลาย นี่คือ "กรรมร่วม" ขณะที่กรรมร่วมเกาะกันแน่น โอกาสเหมาะ ถึงวาระปะทุขึ้น จึงก่อเกิดภัยพิบัติเนืองๆ ดังนั้น ภัยพิบัติความทุกข์ยากของเวไนย ยากหลีกเลี่ยงเพราะว่าเวไนยล้วนก่อกรรมร่วม ยังมีโทษทัณฑ์ของตนเอง ความผิดพลาดมากมาย ฯลฯ

     เหตุต้นผลกรรมของบาปเวร  ยังพอมีวิธีที่จะผ่อนผันได้ ก่อนอื่นต้อง"เลิกเครื่องมือฆ่า" ที่ว่าเลิกเครื่องมือฆ่า คือ ต้องถือศีลกินเจ ห้ามฆ่าสัตว์ ให้ปล่อยชีวิตสัตว์ สร้างบุญก่อเกิดบุญวาสนา เจริญปณิธาน"

กับข้อสงสัยที่ว่า....สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ หากว่าเราไม่กิน มันไม่บินกันเต็มท้องฟ้าหรือ ? - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตา


บำเพ็ญธรรม จิตใจดี มีเมตตา กรุณา

      อาจารย์จะให้แนวทัศนคติกับเจ้าไว้ ผู้ที่บำเพ็ญโพธิสัตวธรรม ทุกครั้งที่เกิดจิตดำริจะต้องรักษาความสำนึกที่ดีงามไว้ ทุกหนทุกแห่งจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

บางคนอาจจะอยากถามอาจารย์ว่า...สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ หากว่าเราไม่กิน มันไม่บินกันเต็มท้องฟ้าหรือ ?

อาจารย์จะบอกกับเจ้า หากเจ้าคิดว่า เป็ด ไก่ ปลา เกิด มาให้คนกิน ทว่าเสือก็กินคน อย่างนี้คนก็ต้องยอมให้เสือกินใช่หรือไม่ หรือยุงที่ดูดเลือดคน เจ้าก็ต้องเลี้ยงยุงไว้ดูดเลือดเจ้าใช่หรือไม่ ยุงกัดเจ้า เจ้าตบยุงไหม ฉะนั้นอย่าเห็นแก่ตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา

เราลองมาแจกแจงดู ว่าทำไมจึงมีเหตุต้นผลกรรม อันว่าเหตุต้นผลกรรมนี้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนๆ ก็เลี่ยงไม่พ้น เกิดมามีชีวิตย่อมจะต้องเวียนว่ายอยู่ในกฏแห่งกรรม

น้ำเป็นพลังงาน
เมื่อน้ำอยู่ในโรงงานผลิตไฟฟ้า น้ำคือหน่วยพลังงาน
น้ำไหลไปถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กลายเป็นพลังไฟฟ้า
พลังไฟฟ้าไหลต่อไปกลายเป็นพลังแสงสว่าง
แสงสว่างไหลต่อไปกลายเป็นพลังความร้อน
ดังนั้น น้ำโดยตัวของมันไม่ใช่ไฟฟ้า ไฟฟ้าไม่ใช่แสงสว่าง แสงสว่างไม่ใช่ความร้อน

แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงองค์(องค์ ส่วน ภาค ลักษณะ) หนึ่งเท่านั้น เป็นการปริวรรต(หมุนเวียน เปลี่ยนแปลง) ของสมรรถ(สามารถ) พลังงานอย่างหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนย้ายคุณสมบัติปริมาณ

ดังนั้นขณะเจ้ามีกำลังมากเจ้าจะขึ้นสู่เบื้องบน ไม่มีกำลังเจ้าจะตกลงล่าง

หากไม่บำเพ็ญจะตกลงสู่การเวียนว่ายในภูมิวิถีหก ภูมิวิถีหกนี้ล้วนเป็นเพราะมนุษย์ทำให้เกิดการเวียนว่าย

เป็นการกระทำของมนุษย์ขณะมีชีวิตในแต่ละชาติ ตัดสินจากพลังปริมาณของกรรม

เดรัจฉานไม่ใช่คน คนไม่ใช่ยุง แล้วทำไมจึงเปลี่ยนกันไปมาได้ นี่คือความหมายอันเดียวกัน

ดังนั้น จึงต้องบำเพ็ญธรรม จึงจะมีพลังในการบุกทลายกำแพงแห่งเหตุต้นผลกรรมได้ จึงจะขึ้นสู่เบื้องบนได้ หากไม่ปฏิบัติบำเพ็ญก็จะไม่มีบุญกุศล ย่อมตกลงสู่ภพภูมิล่าง หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะพึงระมัดระวัง





วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทรงยับยั้งการบูชายัญ - พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ ครั้งยังเสด็จออกบวชแสวงหาสัจจธรรม


ทรงยับยั้งการบูชายัญ ครั้นพระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ยังเสด็จออกบวชเพื่อแสวงหาสัจจธรรม

        ในช่วงหนึ่งของการแสวงหาสัจจธรรม ขณะที่พระสิทธัตถะจะเสด็จไปยังชนบทอันเป็นที่พำนักของบรรดาฤาษีและนักบวชทั้งหลาย ระหว่างทางทรงทอดพระเนตรเห็นฝุ่นฟุ้งมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงฝีเท้าสัตว์จำนวนมากกระทบกับพื้นดินครั้นเสด็จใกล้เข้าไปก็ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะฝูงใหญ่ออกมาจากกลุ่มฝุ่นอันฟุ้งขึ้นดุจเมฆนั้น ฝูงสัตว์ที่น่าสงสารกำลังถูกขับต้อนไปทางในเมือง ตอนท้ายปลายฝูงอันยาวยืดนั้นมีลูกแกะอ่อนตัวหนึ่งขาเจ็บเป็นแผลมีเลือดไหลโทรมต้องพยายามโขยกเขยกเดินไปตามฝูงด้วยความเจ็บปวดทรมานและทั้งทรงสังเกตุเห็นแม่ของมันกำลังเดินวกวนพะวงหน้าพะวงหลังด้วยความห่วงลูกเล็กๆ อีกหลายตัว ดูช่างน่าเวทนายิ่งนักพระหฤทัยของพระองค์ก็เต็มแน่นด้วยความสงสาร

       พระองค์จึงทรงโน้มกายลงอุ้มลูกแกะน้อยที่บาดเจ็บตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์พลางปลอบโยนอย่างปราณี แล้วหันมากล่าวกับแม่แกะว่า “จงเดินไปดีๆ เถิด เราจะอุ้มลูกน้อยของเจ้าไปให้เอง” แล้วเสด็จพระดำเนินตามฝูงแกะไปข้างหลัง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมาก็ตรัสถามว่า เขาจะต้อนฝูงแกะเหล่านี้ไปทางไหนและทำไมจึงต้อนแกะในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะต้อนมันกลับจากที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นได้กราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งซึ่งให้นำแกะและแพะอย่างละร้อยตัวไปสู่พระนครในเวลากลางวัน เพื่อให้เป็นการพรักพร้อมทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบวงสรวงบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะจึงตรัสว่า “เราจะไปกับท่านด้วย” แล้วพระสิทธัตถะก็เสด็จตามฝูงแกะนั้นไป ทรงอุ้มลูกแกะตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์ตลอดทาง 

เป็นเวลาเย็น เมื่อพระองค์เสด็จผ่านประตูเมืองมาแล้วก็ทรงพระดำเนินต่อไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธี ณ ที่นั้นพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นราชาแห่งกรุงราชคฤห์ประทับอยู่พร้อมกับบรรดานักบวช ซึ่งกำลังสาธยายมนต์สรรเสริญคุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ บนแท่นบูชาได้ติดไฟลุกโชติช่วงขึ้นแล้ว ใกล้ๆ กับแท่นบูชานั้นมีแกะตัวหนึ่งถูกมัดไว้จนแน่นสัตว์ที่ไร้เดียงสาตัวสั่นเทิ้มมีน้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองเมื่อเห็นความตายรออยุ่เบื้องหน้า

ขณะที่หัวหน้าของนักบวชกำลังเงื้อมีดขึ้น เพื่อตัดหัวแกะตัวแรกที่ถูกนำมาสังเวย พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวออกไปประทับยืนอยู่เบื้องหน้า และตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นประธานในพิธีว่า... “

หยุดก่อนมหาราช อย่าให้ผู้บูชายัญพล่าชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารนี้เลย” ด้วยพระลักษณะอันสง่าสูงส่งและพระสุรเสียงอันทรงอำนาจ ได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นอย่างสิ้นเชิง การกระทำของนักบวชเพชร ฆาตถูกยับยั้งให้สะดุดหยุดลงทันที

และแล้วพระองค์จึงทรงหันมาตรัสถามบรรดานักบวชผู้ซึ่งต่างถือมีดประหารไว้ในมือว่า..."พวกท่านหวังประโยชน์อันใดจากการเซ่นสรวงบูชาด้วยชีวิตสัตว์ผู้บริสุทธิ์มากมายเหล่านี้ ?” “"

เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญ : "ชีวิตสัตว์เหล่านี้ จะสามารถไถ่โทษบาปเวรเคราะห์กรรมของผู้ที่นำมันมาเซ่นสังเวย เลือดเนื้อของมัน จะทำให้เวงะผู้ยิ่งใหญ่ทรงพอพระทัยและแล้วพระองค์ก็จะประทานพรแก่พระราชาของเรา ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็จะพลอยได้รับความคุ้มครองด้วย ท่านนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยจริงๆ”" หัวหน้านักบวชกล่าวต่อพระผู้เสด็จมายับยั้งพิธีของตนอย่างขุ่นเคืองใจ

พระสิทธัตถะจึงทรงตรัสต่อไปว่า..."นั้นเป็นเพราะความหวังประโยชน์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ก็แล้วสัตว์ทั้งหลายที่ต้องถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมานจะถือเป็นความชอบธรรมดีแล้วกระนั้นหรือ ?”"

นักบวชผู้ทำพิธีโต้แย้งทันทีว่า “"พวกมันไม่ได้ตายไปเปล่าๆหรอก สัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อการเซ่นสรวงเทพเจ้า วิญญาณของพวกมันก็จะได้ไปสู่สุคติเสวยสุขในแดนสวรรค์ชั่วนิรันดร”"  “

พระสิทธัตถะทรงตรัสถามต่อไปว่า "ท่านเชื่อมั่นว่าการบูชายัญให้ผลเช่นนั้นแน่จริงหรือ?”" พระองค์ทรงย้ำ “
เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "แน่ซิ แน่นอนที่สุด” นักบวชผู้เป็นหัวหน้าและเหล่าสานุศิษย์กล่าวยืนยันความเชื่อของตน"

เมื่อได้ทรงสดับอย่างนั้นแล้ว พระจอมมุนีจึงกล่าวต่อบรรดานักบวชเหล่านั้นว่า..."พวกท่านยืนยันเช่นนี้ดีแล้วในที่นี้ทุกคนล้วนมุ่งหวังให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักสามารถพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและได้เสวยสุขในสวรรค์ใช่หรือไม่?”"  “

บรรดานักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "ใช่ เป็นอย่างนั้น” นักบวชและมหาชนที่ห้อมล้อมในพิธีต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน"

พระผู้ทรงมหากรุณาธิคุณ จึงมีพระดำรัสต่อไปว่า.."“หากการฆ่าบูชายัญต่อเทพเจ้ามีผลประเสริฐกับทุกฝ่ายถ้าเช่นนั้นไม่เป็นการดีกว่าหรือหากท่านจะนำเอา บิดามารดา อันเป็นที่รักของตนมาฆ่าบูชายัญ เพื่อที่ท่านเหล่านั้นจะได้ไปพบความสุขบนสวรรค์เสียในวันนี้ แทนที่จะใช้สัตว์มากมายมาเป็นเครื่องบูชา และจงสั่งให้สานุศิษย์บริวาร นำเอาตัวท่านมาบูชายัญด้วยเพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่สวรรค์ โดยมิต้องเสียเวลามาบำเพ็ญถือบวชให้ลำบากเสียเปล่าๆ เพราะผู้ฆ่าย่อมพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและผู้ถูกฆ่าก็จะไปสู่สุคติ ได้เสวยสุขในแดนสวรรค์อย่างที่ท่านพูด กระทำดังนี้ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ?”"

ด้วยพระวจาอันเที่ยงธรรมและทรงไว้ซึ่งเหตุและผลได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นโดยสิ้นเชิง หัวหน้านักบวชและสานุศิษย์ต่างนิ่งอึ้งปิดปากเงียบสนิท ดังถูกมนต์สะกดแล้วพระองค์ก็ทรงแก้มัดให้แกะนั้นหลุดไปหามีใครกล้าขัดขวางไม่

เมื่อทุกคนสงบนิ่ง พระองค์จึงทรงชี้แจงให้ประชาชนที่ล้อมรอบอยู่ได้ทราบถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตอันเป็นที่รักและหวงแหนของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายว่า...“การฆ่าสัตว์นั้นใครๆ ก็อาจทำได้ แต่เมื่อชีวิตถูกทำลายไปแล้ว การจะทำให้มันกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตดังเดิม หามีใครทำได้ไม่ มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ความกรุณาต่อสัตว์ ด้วยเหตุว่ามนุษย์ย่อมเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทางอำนาจและสติปัญญาควรหรือที่เราจักใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าไปปล้นเอาชีวิตอันเป็นที่รักของมันเสีย ควรหรือที่เราจักมาฆ่าผู้ป้องกันตัวเองมิได้ สัตว์ทั้งหลายแม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใดก็รักชีวิต กลัวต่อความตายเหมือนกัน ต่างรู้สึกเจ็บ รู้สึกทุกข์โศกยามต้องพลัดพราก เพียงแต่ไม่สามารถเอ่ยคำพูดขอความเห็นใจคราวที่มนุษย์เองเจ็บปวดทุกข์ทรมานยังร่ำร้องขอความช่วยเหลืออย่างเสียขวัญ แต่แล้วตนเองกลับมีใจเหี้ยมโหด กระทำทารุณต่อสัตว์ผู้ไม่อาจออกปากอ้อนวอน 

ดูก่อน ท่านทั้งหลาย มนุษย์และสัตว์ย่อมมีชีวิตเกี่ยวเนื่องเอื้อประโยชน์ต่อกัน พวกท่านมิได้ไตร่ตรองเลยหรือว่าสัตว์เหล่สนี้มีพระคุณแก่เราที่ได้ให้น้ำนมและปุยขนอันอ่อนนุ่มและมอบความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเรา สัตว์นั้นมอบความไว้วางใจไว้กับมนุษย์ผู้ซึ่งกลับตอบแทนมันด้วยการประหัตประหาร ด้วยการโยนบาปของเราลงไปทำลายชีวิตของมัน เพื่อความหลังที่จะไถ่โทษตน เป็นการสมควรแล้วหรือ? ความผิดบาปของใครผู้นั้นก็ต้องรับไว้ด้วยตนเองใครสร้างกรรมไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมของตน นี่เป็นธรรมดา”

บรรดานักบวชและฝูงชนทั้งหลายสงบนิ่งเงียบเสียงผู้ที่ถือมีดประหารต่างวางมีดของตนลง พระราชาผู้เป็นใหญ่เสด็จลงจากบัลลังก์ ทรงพระดำเนินเข้าใกล้องค์พระมหาบุรุษประนมหัตถ์ทั้งสองขึ้นน้อมพระเศียรรับฟังพระวจนะด้วยพระหฤทัยอันปิติซาบซึ้ง



พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์จึงทรงประกาศต่อที่ชุมนุมว่า...มหาชนเอ๋ย โลกเรานี้จะมีสันติสุขจะงดงามยิ่งนัก แม้นว่ามนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันจะอนุเคราะห์เกื้อกูลรักใคร่กัน ประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต มนุษย์ก็ดำรงชีพด้วยพืชผักผลไม้อันบริสุทธิ์สะอาดเว้นเสียจากการกินและการฆ่าสัตว์มาเป็นอาหาร ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาแล้ว ก็ควรแผ่เมตตากรุณาออกไป หากมนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต มนุษย์ก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบแทน อันเป็นกฎความจริงซึ่งครองโลก ผู้ใดปรารถนาจะให้ความสุขบังเกิดแก่ตนทั้งปัจจุบันและอนาคตสืบต่อไปก็ต้องไม่ทำความทุกข์ให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงไร ผู้ที่หว่านพืชแห่งความเศร้าโศกทุกข์ทรมานลงไปแล้วก็จักได้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดขึ้นดุจเดียวกัน” 

บรรดานักบวชได้สดับฟังดังนี้ ก็มีใจโอนอ่อนตามพระวาจา พากันดับองค์ไฟบูชาและปล่อยแพะแกะไปเสียสิ้น พระสิทธัตถะได้ตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบการบูชายัญตลอดถึงประชาชนชาวนครราชคฤห์เหล่านั้นด้วยพระอาการอันสุภาพอ่อนโยน เต็มไปด้วยพระทัยกรุณาอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกลับแปรเปลี่ยนความนึกคิดของที่ประชุมทั้งหมด ให้บังเกิดความเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นผลให้พระเจ้าพิมพิสารมีพระราชโองการประกาศให้เลิกพิธีบูชายัญตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระเจ้าพิมพิสารทรงขอร้องต่อพระสิทธัตถะ ให้ประทับอยู่ในอาณาจักรของพระองค์เพื่อทรงสั่งสอนชนทั้งหลายให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายสืบไป พระมหามุนีได้ทรงขอบพระทัยต่อองค์ราชา แต่เนื่องจากพระองค์ยังมิได้ตรัสรู้สิ่งที่ทรงประสงค์จึงมิอาจรับสนองพระราชประสงค์เอาไว้ได้ และแล้วพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ก็ทรงทูลลาเพื่อเสด็จจาริกต่อไป

..............................................................................................................................................................................................

แหล่งที่มาบททความ

http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=137&page=3






เพลงประทีปแห่งเมตตา - เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บทเพลงพระโอวาท...ประทีปแห่งเมตตา
ประทานโดย : พระอาจารย์จี้กง ,ท่านเหอเซียนกูต้าเซียน, ชิงชิงเซียนหนวี่
ทำนองเพลง : จั่ง เซิง เสียง ฉี่

ปลดปล่อยมวลเพื่อนผู้ร่วมโลก คือหนทางก้าวมุ่งบำเพ็ญ เข้าออกเว้นซึ่งกรรมปาก อย่ามัวเขลาหากพลัดพรากเพื่อนให้จาก คร่าชีวีกรรมหรือเบาหวนดูทรมานเท่าใด

สัตว์หลั่งน้ำตาขอชีวี ไม่ใยดีทำได้ลงคอ แค่ลิ้มรสผลกรรมก่อผิดมหันต์ เพื่อนจิตญาณเพื่อนร่วมโลก แสนเศร้าโศกทำร้ายกัน นั้นคือดวงญาณ ใครรับกรรมกฎ

เปิดเมตตาให้สว่าง ไม่เลือนลางว่ายวน ก่อกรรมหนุน ร้ายดีชาติภูมิเกิดกาย เร่งบำเพ็ญดวงจิตและพิชิตเภทภัย ไม่เวียนเกิดตายอีกในภูมิภพเอย




วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อย่าเบียดเบียนสัตว์เขากำลังชดใช้กรรม - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตา


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญ

พระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตาประทาน ณ สถานธรรมเหยินเต๋อ อ.เมือง จ.ลำปาง ๑ มิถุนายน ๒๕๔๕
         
          อย่าเบียดเบียนสัตว์เขากำลังชดใช้กรรม สิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านมานั่งประชุมร่วมกันอยู่ในวันนี้คือปลดปล่อยสรรพสัตว์ใช่หรือไม่ ? ปลดปล่อยเขาจากการเบียดบังทำร้ายและการเข่นฆ่าประหัตประหาร เพียงเพื่อบำรุงเลี้ยงตัวเราเพียงคนเดียว จิตที่ยิ่งใหญ่แห่งความเมตตาคืออะไร ? ...คือจิตใจที่ทนไม่ได้ที่จะเห็นเวไนยสัตว์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ต้องทุกข์ทรมานไปมากยิ่งขึ้นเพราะการประหัตประหาร เพราะการที่เราอยากลิ้มลอง เพราะการที่เราติดในรส เราจะไม่ยอมทำเด็ดขาดถ้าจิตใจนั้นเกิดขึ้นในใจของเราถึงแม้ว่าเราจะเต็มไปด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่การช่วยเหลือสรรพสัตว์ไม่เคยอยู่นอกเหนือความตั้งใจที่เราจะทำลายเลยยังคงวนเวียนอยู่ในใจเราอยู่เสมอ เพราะอะไรมนุษย์ทุกคนต่างมีเวรกรรม สรรพสัตว์ก็มีเวรกรรมเฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเขามีเวรกรรมต้องกลับมาชดใช้กรรมที่เขาได้ก่อเราจะไม่เป็นหนึ่งในผู้ที่ซ้ำเติมบาปกรรมเขาหรือเหยียบย่ำความเป็นสรรพสัตว์ของเขา ด้วยการเข่นฆ่าประหัตประหารเพียงเพื่อให้เราได้ลิ้มลอง

         เราหนึ่งคนยอมลำบาก ยอมอดทนยอมถูกคนอื่นถากถาง เพียงเพื่อให้หมื่นสรรพสัตว์ได้รอดพ้น เราจะไม่เป็นผู้เหยียบย่ำทำลายเขา ด้วยจิตใจที่ไร้ความเมตตากรุณาปราณี ฉะนั้น...อย่ายอมให้แค่ความยากลำบาก คนดูถูก คนเหยียดหยาม มาทำให้จิตใจอันเมตตาของท่านเลือนหายไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะยากลำบากไม่ว่าจะเจ็บทุกข์จนตัวตาย ก็จะไม่ยอมเบียดเบียนสรรพสัตว์ 

        แต่บ่อยครั้งที่เจอความยากลำบาก ท่านกลับไม่คิดในทางที่ดีกลับคิดร้ายคิดประชด เจอเรื่องครั้งหนึ่ง เจออุปสรรคความยากลำบากอีกครั้งหนึ่ง จิตใจก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ สติปัญญาก็เริ่มสั่นคลอน ไม่รู้จะคิดดีไปทำไม คนรอบข้างก็เอาแต่ว่า ทำดีไปเพื่อประโยชน์อะไร ไม่มีใครเข้าใจ แถมทำจนสุดกำลังแล้วยังถูกติถูกต่อว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจความคิดเช่นนี้ย่อมทำลายเนื้อนาบุญกุศลที่อุตส่าห์ทำมานับแรมปีได้เมื่อยามท้อ...ใช้สติปัญญาคิดไตร่ตรองให้ดี อย่าปล่อยให้ความคิดชั่วแล่นที่เลวร้าย ที่กะเรี่ยกะราด มาดึงพาให้จิตเราต้องตกต่ำหม่นหมองไปเลย เมื่อไรที่ท้อ จงเอาความท้อความทุกข์นั้นมาให้เรา(พระโพธิสัตว์กวนอิม)ก็ได้นะ ทนไม่ได้รับอะไรไม่ได้เรายินดีช่วยรับหากเรา(พระโพธิสัตว์กวนอิม)เพียงคนเดียวสามารถรับทุกข์แทนเวไนยสัตว์ทั้งปวงได้ เราจะเป็นผู้แบกรับเพื่อให้ท่านก้าวบำเพ็ญได้อย่างสุขสบายหากเจ้ากรรมนายเวรต้องมาทำให้ท่านเจ็บปวดเราขอเจ็บปวดแทนดีกว่า

       วันนี้เราช่วยแบกรับเราช่วยรับทุกข์ท่านได้ แต่ท่านต้องสัญญากับเราว่า จะไม่สร้างกรรมอีก จะไม่ผูกกรรมอีกปณิธานตั้งไว้จะไม่ผิดพลาดอีก แม้ความทุกข์นั้นจะเจ็บปวดเราจะช่วยรับไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกผู้ทุกคน จงจำให้ดีนะ รักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้แข็งแรง สิ่งใดที่เป็นพืชผักจงทานให้มาก อย่าคิดในรสของปลอม เพราะของที่ปรุงแต่งนั้นย่อมไม่อาจช่วยให้เกิดประโยชน์อะไรได้เท่ากับของที่เป็นธรรมชาติ ธรรมชาติย่อมช่วยธรรมชาติธรรมชาติย่อมเอื้อธรรมชาติในกายเรา ถูกหรือไม่ ? ของปรุงแต่งย่อมมีแต่ทำให้กายเรานั้นหม่นหมองและยึดติด รักษากายรักษาใจให้ดีนะอย่าลืมว่าทุกข์เวไนยยังอีกมาก

      วันนี้เรารับแบกรับทุกข์ของทุกท่านไว้ที่ตัวเราแล้ว ต่อไปจงพร้อมที่จะไปฝ่าฟันและฉุดช่วยเวไนยแบกรับทุกข์แห่งเวไนยให้จงได้ เพราะจิตแห่งโพธิสัตว์ไม่เคยกลัวความทุกข์ของผู้ใด ยิ่งเจอใครทุกข์ยิ่งต้องเข้าฉุดช่วยเหลือ นี่คือจิตแห่งโพธิสัตว์ ตั้งใจบำเพ็ญให้ดี อย่าดื้อรั้น อย่าเอาแต่ใจ อย่ายึดมั่นว่าตัวเองเก่ง เรารู้ว่าทุกท่านเก่ง แต่เก่งแล้ว ทำให้ยึดมั่น ทำให้หลงผิด ไม่ใช่ทางที่ถูกในการบำเพ็ญเลย เข้าใจหรือไม่ ?







หากจัดงานศพบรรพชน ทางที่ดีที่สุดคือ...ทำอาหารเจ(เลี้ยงแขกผู้มาร่วมงานรวมถึงตัวเราด้วย)


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์...อมตะพุทธจี้กง เมตตา

"อาจารย์ขอถือโอกาสนี้กล่าวย้ำกับพวกเจ้าอีกว่า หากบรรพชนของพวกเจ้าเสียชีวิต ในงานศพอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหากฆ่าสัตว์ หนี้กรรมเหล่านี้บรรพชนจะต้องรับติดตัวไปด้วยเพราะว่าเป็นงานศพของบรรพชนจึงทำให้เกิดการฆ่า หนี้กรรมเหล่านี้ก็ต้องตกเป็นของท่าน

หากจัดงานศพบรรพชน ทางที่ดีที่สุดคือทำอาหารเจ สมาชิกในครอบครัวหากยังมิได้ชิงโข่ว(ตั้งปณิธานกินเจบริสุทธิ์)ครบทุกคน ก็ควรจะให้กินเจ ๔๙ วัน สามีภรรยาจะต้องแยกนอน ๔๙ วัน อย่างนี้จะช่วยลดหนี้กรรมของบรรพชนให้เบาลงได้ จุดนี้อาจารย์จำเป็นต้องเน้นกับพวกเจ้า ต้องจดจำไว้"


วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

งดทำกรรมด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ ความเมตตาของเราต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด และ กระทำ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในแปดเซียนท่านหลันไฉ่เหอ



พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์

หนึ่งในแปดเซียน...ท่านหลันไฉ่เหอ พุทธสถานไท่อิน ดาวคะนอง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2542  

"งดทำกรรมด้วยการงดกินสัตว์ เมื่อสักครู่นี้ท่านได้ฟังหัวข้ออะไร ?...(ความหมายของการทานเจ) คือความหมายของการไม่ทานเนื้อสัตว์ใช่หรือไม่ ?...( ใช่ ) 

        หากเราถามทุกๆ ท่านว่า...ในที่นี้ คนทุกคนล้วนทนไม่ได้ที่เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก เมื่อเราเห็นเขามีชีวิต ท่านทนได้ไหมที่ต้องเห็นเขาตายไปต่อหน้า ?...(ทนไม่ได้) เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อน ท่านทนได้ไหมที่จะนิ่งเฉยไม่สนใจดูแล ?...(ไม่ได้) แปลว่าทุกคนล้วนมีจิตเมตตา มีจิตโอบอ้อมอารี เห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ไม่อยากให้เขาต้องตายไปต่อหน้าต่อตา

แต่ว่าความเมตตาของเรานั้นกลับเป็นเมตตาแค่เพียงคิด หรือ ต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด และกระทำ ตอนนี้เวลาเราเห็นสัตว์ร้อง ในใจเรารู้สึกเป็นอย่างไร ?...(สงสาร) เมื่อตอนเห็นสัตว์มีชีวิตแล้วต้องตายไปต่อหน้า ท่านรู้สึกอย่างไร ? นึกถึงหม้อแกงหรือกระทะร้อนๆ

         มนุษย์เรานั้นเวลาเห็นคนอยู่ด้วยกันเราก็อยากให้เขามีชีวิตอยู่ เวลาเราเห็นสัตว์ที่อยู่ร่วมกับเราตาย เราก็ยังอดสงสารไม่ได้ ใช่หรือไม่ ? หรือแม้สัตว์ตัวนั้นจะไม่ได้เป็นสัตว์ที่เราเลี้ยงก็ตาม แต่ทำไมกลายเป็นเรารู้สึกอยากกินเขา ทำไมเราไม่เกิดความสงสารให้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุด แสดงว่าความสงสารของเราเป็นแค่เพียงชั่วครู่ชั่วขณะหนึ่งไม่ใช่ของจริงแท้ หรือเป็นเพราะความอยากของเรา ถึงกับฆ่าเขาได้ลง ถึงกับกินเขาได้ลงคอ ความโลภของเราถึงกับประหัตประหารเขาได้ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ ? แปลว่าในใจของเราทุกคนก็ไม่อยากจะมีสิ่งนี้ แต่เพราะว่ากินมาจนติดแล้ว เบียดเบียนจนเคยชินแล้ว อำนาจของความชั่วย่อมเป็นอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์

....เมื่อใดที่มนุษย์กับมนุษย์ลงโทษกันไม่ได้ เมื่อนั้นฟ้าดินจะช่วยจัดการ ....เมื่อใดที่คนกับคนไม่สามารถตัดสินให้เที่ยงธรรมได้ เมื่อนั้นฟ้าดินจะเที่ยงธรรม 

       อย่าเห็นว่าการฆ่ากันเป็นเรื่องที่ไม่มีผลตอบแทน ย่อมมีผลตอบแทน ทำไมเราอยู่กับบางคน เรารักเขา แต่บางคนเราถึงเกลียดเขา นั่นเป็นอำนาจที่เรามองไม่เห็น ใช่หรือไม่ ? ทำไมคนปัจจุบัน จึงใช้การฆ่าสัตว์มาฆ่าคนได้ลงคอ นั่นเป็นเพราะว่าเกิดจากความชั่วที่ก่อตัวเล็กๆ ความชั่วที่ทนไว้เมื่อเห็นสัตว์ตัวเล็กๆ ตาย แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ตัวใหญ่ๆที่จะพอกพูนแล้วทำให้ฆ่าเขาลงมือได้ จริงหรือไม่ ?

       ฉะนั้นเวลาเราเกิดเคราะห์ร้าย เคราะห์กรรมที่เราไม่รู้สาเหตุเกิดขึ้นกับเรา เราต้องถามตัวเองว่าได้สร้างกรรมดีมากแค่ไหน เราได้เคยเบียดเบียนคนอื่นบ้างหรือเปล่า ? หากตลอดมาเราได้ทำดี จะไปกลัวอะไรกับกรรม เราย่อมสามารถหลีกหนีได้ แต่ถ้าตนทำชั่วทำอย่างไรก็หลีกหนีไม่ได้"









วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

บริสุทธิ์กายใจ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระุพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์



                                                          ใจเด็ดเดี่ยวยอมสละรสโอชา                เมื่อรู้ว่าชีวิตนี้มีหนี้กรรม
                                                  ผันชีวิตตัดความอยากสร้างบุญนำ                ตรวจตราย้ำซื่อสัตย์ตนจึงพ้นภัย

                                                                                  เราคือ...

                                                          อรหันต์จี้กงสงฆ์วิปลาส           รับบัญชาจาก
                                                 องค์อนุตตรธรรมมารดา                   ลงสู่ธรรมสถาน คารวะต่อหน้า
                                                 องค์มารดาผู้เมตตา                          ถามศิษย์ยา  บริสุทธิ์กายใจ เพียงใด

                                                                                         ฟ้าเมตตาฉุดส่องธรรมแสงรุ่งโรจน์
                                                                              สามภพโปรดสู่วิมุติพ้นทุกข์เข็ญ
                                                                              เหล่าพุทธาทั่วทิศาหวังโลการ่มเย็น
                                                                              ส่งธรรมแทนจิตวิสุทธิ์ขั้นเริ่มฝึก
                                                                                         เมื่อคิดแปรเปลี่ยนแดนแรกค้นใจ
                                                                              ปุถุชนปลุกเมตตาในฤทัยตัดใจยอม
                                                                              ผ่านเลวร้ายมนุษย์สร้างใจงามถนอม
                                                                              จิตหมองฝึกบริสุทธิ์พร้อมกายหนี้กรรมสยบ
                                                                                        ชนล้วนยังร้ายกิเลสลึกซ่อนอำพราง
                                                                              จี้กงนำทางธรรมแอบจุดสว่างบอก
                                                                              ต้องคอยยังยั้งแรงทุ่มเทแฝงลวงหลอก
                                                                              ภายในนอกทั้งแล้วสร้างทดสอบเต็ม
                                                                                       บำเพ็ญนอกในทุกชีวิตกุศลใดสร้าง
                                                                              โลกวางเมื่อหยุดพรากไว้ประคองอยู่
                                                                              ที่มาเสียงสยบลงมั่นเสมอกอบกู้
                                                                              ชีวิตเขาใจปลดปลงรู้สำนึกแห่งจิต
                                                                                       เพื่อนร้องโลกาสนั่นก้องธรรมฝึกเพียรหมั่น
                                                                              สัตว์ผองทั่วยินดีท่านจิตพิชิตเสถียร
                                                                              ธรรมเป็นเลิศชนชนะลุ่มหลงเลิกเบียดเบียน
ุ                                                                              สุดท้ายเพียรบำเพ็ญตนบริสุทธิ์กายใจ

                                                            พระโอวาทซ้อนพระโอวาท  "บริสุทธิ์กายใจ"

                                                   แสงธรรมส่องฉุดโปรดทั่วทิศา          หวังโลกาแปรเปลี่ยนแดนวิสุทธิ์
                                          ขั้นแรกเริ่มค้นเมตตาในมนุษย์                    ฝึกบริสุทธิ์พร้อมกายใจตัดหนี้กรรม
                                          มองจิตลึกกิเลสร้ายยังแอบแฝง                 ทุ่มเทแรงยับยั้งทั้งนอกใน
                                          เพื่อหยุดพรากชีวิตแล้วสร้างกุศลไว้           ทดสอบใจประคองอยู่้มั่นเสมอ
                                          กอบกู้จิตแห่งสำนึกหมั่นฝึกเพียร                ธรรมเสถียรพิชิตจิตลุ่มหลง
                                          เลิกเบียดเบียนชีวิตเขาใจปลดปลง             สยบเสียงร้องสัตว์ผองทั่วโลกา





วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

มหาเมตตาต่อปวงสรรพสัตว์ ครั้งสมัยยังทรงพระเยาว์พระสิทธัตถกุมาร




           วันหนึ่งในฤดูร้อน พญาหงส์สีขาวสะอาดตัวหนึ่ง บินนำฝูงผ่านพระอุทยานของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือสู่ถิ่นพำนัก ณ ยอดเขาหิมาลัยอันไกลโพ้น ความขาวของฝูงหงส์ซึ่งทาบอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ดูประหนึ่งทางช้างเผือก ยังความนิยมยินดีให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก แต่สำหรับพระเทวทัตกุมารมิได้เป็นเช่นนั้น น้ำพระทัยของเจ้าชายองค์น้อยนี้ เป็นพาลเหี้ยมโหดมุ่งแต่จะทำลายเป็นที่ตั้ง พอทอดพระเนตรเห็นฝูงหงส์ เธอก็ทรงยกลูกศรขึ้นพาดสาย น้าวคันธนูจนเต็มแรงยิงออกไปทันที ลูกศรนั้นวิ่งขึ้นไปถูกพญาหงส์สีขาว ซึ่งกำลังบินร่อนร่าเริงใจอยู่บนอากาศ ถลาตกลงสู่เบื้องล่างทันที

ขณะนั้นพระสิทธัตถกุมาร(องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี) พระโอรสแห่งพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กำลังทรงสำราญอยู่ในพระอุทยานนั้นด้วย ทรงทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์ ร่วงตกลงมาในเขตพระอุทยาน พระองค์จึงละเสียจากการเล่นโดยสิ้นเชิง แล้วรีบเสด็จออกไปค้นหา ในที่สุดก็พบนกที่น่าสงสารนั้นกำลังดิ้นรน กระเสือกกระสนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น โดยที่ปีกข้างหนึ่งของมัน มีลูกศรเสียบทะลุคาอยู่ เจ้าชายองค์น้อยบังเกิดความเวทนายิ่งนัก ทรงอุ้มหงส์นั้นขึ้นจากพื้น ประคองกอดแต่เบาๆ มิให้วิหคเคราะห์ร้ายตื่นตกใจ ทรงชักลูกศรที่เสียบอยู่บนปีกนั้นออกเสีย แล้วทรงนำใบไม้ที่มีรสเย็น มาปิดบาดแผลเพื่อให้โลหิตหยุดไหล

          เจ้าชายน้อยทรงรำพึงถึงความทุกข์ ของพญาหงส์ อันมีกายปรากฏเป็นบาดแผลใหญ่แล้ว ก็ทรงทอดถอนพระหฤทัย พระกุมารนั้นแม้จะมีพระชนมายุเพียง ๘ พระชันษา ยังทรงพระเยาว์นัก ชอบที่จะแสวงสุขอย่างเด็กอื่นๆ แต่พระองค์กลับคิดใคร่ครวญ ถึงความเจ็บปวดของพญาหงส์ อันความทุกข์สำแดงอยู่ในเวลานั้น... จึงทรงปลอบนกด้วยพระวาจาอ่อนหวาน และอุ้มกอดมันไว้กับทรวงอก ให้อบอุ่น ทั้งลูบขนปลอบโยนให้คลายความหวาดกลัว

เมื่อพระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้อง ของพระสิทธัตถกุมาร เสด็จมาพบเข้าก็ทวงคืน ทรงพยายามจะแย่งนกนั้นไปเสียให้ได้ โดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของนกตัวนั้น เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ พระสิทธัตถกุมารทรงปฏิเสธ ที่จะมอบนกให้โดยตรัสว่า

"ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ ควรจะเป็นของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือมัน เรามิเคยมีใจที่จะมอบนกตัวนี้ ให้กับใครทั้งสิ้นตราบใดที่มันยังคงบาดเจ็บอยู่"

ต่างฝ่ายก็ไม่ยินยอมต่อกัน ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะจึงเสนอขึ้นว่า "ข้อพิพาทนี้ ควรจักต้องนำไปให้ บรรดานักปราชญ์ของแผ่นดิน พิพากษาตัดสินชี้ขาดในที่ประชุม" เจ้าชายเทวทัตก็เห็นด้วย

          ณ ที่ประชุมนักปราชญ์แห่งนครกบิลพัสดุ์ ในวันนั้นได้ยกกรณีพิพาท เรื่องหงส์ตัวนี้ขึ้นมาพิจารณา มีการถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พระเทวทัตควรเป็นเจ้าของนก เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ อีกฝ่ายหนึ่ง มีความเห็นว่า นกควรเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะเป็นผู้พบมันก่อน และได้ช่วยชีวิตมันเอาไว้ เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นแตกแยกขัดแย้งกันดังนี้ การประชุมก็ไม่เป็นที่ยุติลงได้

จนในที่สุดมีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จักพบเห็นมาก่อน ได้ก้าวออกมาและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดัง ท่ามกลางที่ประชุมนั้นว่า...

"ในโลกนี้ชีวิตเป็นของล้ำค่ายิ่ง ไม่ว่าใครก็ต่างรัก และหวงแหนชีวิตตน ผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ชื่อว่า เป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ที่ทำลายชีวิตสัตว์ ให้ดับล่วงไป ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข่นฆ่า ผู้ใดกรุณาต่อสัตว์ เป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ บุคคลนั้นจึงสมควรเป็นเจ้าของ ดังนั้นขอให้นกตัวนี้ จงเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ที่ช่วยชีวิตมันไว้เถิด" 

ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นด้วย กับถ้อยคำอันมีเหตุผลเที่ยงธรรม ของนักปราชญ์ผู้นั้น จึงตัดสินให้เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นผู้รับเอาหงส์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยชีวิตนั้นไป

           หลังจากนั้น พระกุมารน้อยทรงเอาพระทัยใส่ ดูแลนกนั้นอย่างเอื้ออารีที่สุด จนกระทั่งบาดแผลของมันหายสนิท มีกำลังวังชาฟื้นคืนดีแล้ว พระองค์ก็ทรงปล่อยมัน ให้บินกลับไปอยู่รวมฝูง กับพวกพ้องของมัน ในสระกลางป่าลึกด้วยความผาสุกสืบไป พระสิทธัตถกุมารองค์น้อยนี้แหละ ในกาลต่อมาคือ พระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้า ผู้ประกาศศาสนาพุทธ ด้วยหลักธรรมแห่งเมตตา ให้บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทพยดา และยักษ์มารอสูร ได้ประจักษ์แจ้งในสัทธรรมอันสูงสุด พระปรีชาญาณ และดวงหทัยอันเปี่ยมไปด้วยมหาเมตตาคุณ ได้ฉายแสงปรากฏให้ชนทั้งหลายได้ชื่นชม ตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา

พระเมตตากรุณาต่อปวงสัตว์ เมื่อพระสิทธัตถกุมารเจริญเติบใหญ่ มีพระอนามัยดี มีพระรูปกาย และพระพักตร์งดงาม เป็นที่รักแก่บรรดาผู้ที่ได้ประสบพบเห็น ครั้นถึงวัยเข้าเรียน โดยอาศัยการแนะนำของครูอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการต่างๆ หลายท่าน เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ศึกษา วิชาความรู้ทุกสาขาได้อย่างรวดเร็ว และดีเยี่ยม จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ ของทุกคนที่ได้ใกล้ชิด เรื่องใดที่พระองค์จะต้องศึกษา เรื่องนั้นไม่มีความยากลำบาก แก่พระองค์เลย เมื่อทรงได้รับการชี้แนะในศิลปวิชาการใดๆ เพียงครั้งเดียว ก็ทรงจดจำได้ทันทีไม่มีลืม

            แม้เจ้าชายสิทธัตถะ จะทรงเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด ในการศึกษาถึงเพียงนี้ ทั้งทรงเป็นพระโอรส ซึ่งจะได้ครองราชสมบัติ สืบต่อจากพระราชบิดา ในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทรงละเลย ที่จะแสดงความเคารพนอบน้อม ในฐานะเป็นศิษย์ต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะทรงระลึกอยู่เสมอว่า โดยอาศัยบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งมวลนี่เอง คนเราจึงได้รับสิ่งมีค่าสูงสุด คือวิชาความรู้ เจ้าชายมีปกติสุภาพเรียบร้อยเป็นนิสัย ทรงประพฤติต่อทุกๆ คน และโดยเฉพาะ ครูบาอาจารย์เป็นพิเศษ ในการแสดงความสุภาพอ่อนโยน เคารพนบนอบ ในฐานะที่ได้รับการอบรม อย่างผู้มีกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในเชิงกีฬาอย่างยิ่ง ทรงเป็นนักขี่ม้าที่มีพระทัยเย็น และกล้าหาญ ทั้งเป็นนักขับรถเทียมม้าที่สามารถ และเชี่ยวชาญ ในการแข่งขัน พระองค์เคยชนะคู่แข่ง ที่เก่งฉกาจที่สุด ในแผ่นดินของพระองค์เอง

            แม้กระนั้น เมื่อคราวแข่งขัน เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง พระองค์ก็ยังมีพระเมตตากรุณา ต่อม้าที่เคยช่วยให้พระองค์ มีชัยชนะอยู่เสมอๆ โดยทรงยอมให้พระองค์ เป็นฝ่ายแพ้เสียเอง แทนที่จะขับเคี่ยวม้าให้มากเกินกำลังของมัน เพียงเพื่อเห็นแก่ความชนะถ่ายเดียว เจ้าชายสิทธัตถะมิได้ทรงปราณี แต่เฉพาะม้าของพระองค์เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่สัตว์อื่นๆ ทุกชนิด ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อ และทรงเมตตากรุณาอย่างเดียวกัน พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทรงประสบความทุกข์ ความลำบากอย่างใดเลยก็จริง แต่น้ำพระทัยของพระองค์ ก็ยังทรงหยั่งทราบ ถึงจิตใจของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยความเห็นใจว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน

................................................................................................................................................................................................

ข้อคิดพิจารณาเตือนใจ

     เมื่อเราได้ทราบถึงเรื่องราวในครั้งพุทธกาล ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี ครั้งยังทรงพระเยาว์เจ้าชายสิทธัตถกุมาร กอปรด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อเหล่าสรรพสัตว์ โพธิจิตอันประเสริฐล้ำยิ่งมิอาจทนเห็นสรรพสัตว์นั้นต้องเป็นทุกข์ทั้งทางกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นๆเราๆท่านๆผู้อ่านพึงพินิจพิจารณาถึงหลักแห่งเมตตาธรรม น้อมนำมาปฏิบัติอย่างถึงที่สุดคุณธรรมอันเปี่ยมล้นเหลือเต็มพร้อมในธรรมญาณเดิมของเรานั้นจักพรั่งพรูแลสามารถโอบอุ้มสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนโลกนี้ให้วิมุติสุขเป็นเอกภาพสมดั่งมหาปณิธานของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันจักกอบกู้จิตญาณของเหล่าเวไนย์ให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งปวง ให้พ้นจากความหลง อันเป็นเมล็ดพันธุ์เกิดภพชาติและตกอยู่ในสังสารวัฏแห่งความทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราเหล่าเวไนย์พึงน้อมเอาหลักสัจธรรมความดีงามของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันประมาณมิได้นั้นมาดำเนินเถิด ละเว้นการเบียดเบียนชีวิตแลเลือดเนื้อของสรรพชีวิตอันซึ่งแต่เดิมทีจิตญาณของเขาก็ล้วนเวียนเกิดเวียนตายมาจากมนุษย์แลรับกรรมอันได้เคยก่อมาตกสู่เดรัจฉานภูมิ หรือ อบายภูมิอื่นๆ เช่นนี้แล้วพึงเปล่งเมตตาจิต กรุณาอย่างถึงที่สุด งดการเบียดเบียนอันจะสร้างความทุกข์และเกี่ยวกรรมกับธรรมญาณสรรพสัตว์ไม่จบไม่สิ้น ละเว้นทั้งการฆ่าและการกินเลือดเนื้อเขา ซึ่งเป็นหนทางแห่งความเศร้าหมองทั้งต่อตัวเราแลผู้อื่นเทอญ

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานชาดก...มตกภัตตชาดก - การฆ่าสัตว์เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จักยังผลเช่นไร ?



 นิทานชาดก...มตกภัตตชาดก - การฆ่าสัตว์เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จักยังผลเช่นไร ?

                                                                                                 ถึงเป็นสัตว์ก็รู้จักรักชีวิต
                                                                                     สู้สุดฤทธิ์หากใครไล่เข่นฆ่า
                                                                                     นึกดังนี้ให้มีจิตคิดเมตตา
                                                                                     ไม่โกรธาทั้งเชือดคอเขาอีกทั้งซื้อเอามากิน

       จะขอยกตัวอย่างนำมาเป็นอุทาหรณ์ ในหลักของกฏแห่งกรรมให้เรารู้ว่า เราฆ่าเขา...เขาฆ่าเรา ผลแห่งกรรมสนองชัดเจนขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็ว ในเรื่องของกรรมไม่มีอะไรบังเอิญ มีแต่ดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยที่เคยสร้างสมมาอย่างพอดี

       ในอดีตกาล...สมัยที่พระพุทธเจ้าศากยมุนี พระองค์ยังเสวยพระชาติเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนั้น ทั้งสัตว์และมนุษย์สามารถสื่อภาษากันได้ดี ครั้งนั้นได้มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ต้องการจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงสั่งให้ลูกศิษย์ของตนนำแพะตัวหนึ่งไปฆ่า เพื่อนำไปประกอบอาหารทำบุญ ระหว่างที่ทำความสะอาดขนแพะอยู่นั้น แพะตัวที่ถึงฆาตได้หัวเราะเย้ยหยันอย่างบ้าคลั่ง และร้องไห้คร่ำครวญสลับไปมาเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้จนลูกศิษย์สงสัย จึงจับนำเอาแพะตัวนั้นเข้าไปพบอาจารย์ของตนจึงเป็นที่มาของ มตกภัตตชาดก ครั้งพุทธกาลซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาสอนสั่งให้เหล่าสาวกได้พึงตื่นแจ้งถึงเหตุต้นผลกรรมศีลข้อปาณาติปาตา

...........................................................................................................................................................................................

มตกภัตตชาดก

      พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึง "มตกภัต" คือ ข้าวที่อุทิศให้คนตาย มีความพิสดารว่า...

ในกาลนั้น คนทั้งหลายย่อมฆ่าแพะ เป็นอันมาก ทำให้เป็น "มตกภัต" (อาหารเพื่อผู้ตาย) เพื่อญาติทั้งปวงที่ตายไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายเห็นคนเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้นจึงได้กราบทูลพระศาสดาว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมกระทำสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตเป็นอันมากให้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วให้ชื่อว่า "มตกภัต" ความเจริญในการให้มตกภัตนี้ย่อมมีอยู่หรือ พระเจ้าข้า?"

พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ชื่อว่าความเจริญอะไรๆในการทำปาณาติบาตแม้ที่เขากระทำด้วยคิดว่า พวกเราจักให้มตกภัต ดังนี้ ย่อมไม่มี แม้ในการก่อน บัณฑิตทั้งหลายนั่งในอากาศ แสดงธรรมกล่าวโทษในการทำปาณาติบาตนี้ ให้ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นละเว้นกรรมนั้น แต่ในบัดนี้การกระทำนั้นกลับปรากฏขึ้นอีก เพราะสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ถูกภพชาติปกปิดไว้"

แล้วได้ทรงนำเรื่องในอดีตชาติมาทรงแสดงดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อสมัยพระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชในพระนครพาราณสี มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้สำเร็จวิชาคนหนึ่ง คิดว่าจะให้มตกภัต จึงให้จับแพะมาตัวหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะศิษย์ของตนว่า

"พ่อทั้งหลาย พวกเธอจงนำแพะตัวนี้ไปที่แม่น้ำ เอาระเบียบดอกไม้สวมคอ เจิม ประดับประดาแล้วจงนำมา"

พวกศิษย์เหล่านั้นรับคำแล้วได้พาแพะตัวนั้นไปยังแม่น้ำ ให้อาบน้ำ เจิม และประดับแล้ว พักรอไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ

ส่วนแพะตัวนั้นได้ระลึกถึงกรรมเก่าของตนได้ จึงเกิดความดีใจว่าเราจะได้พ้นจากความทุกข์ในวันนี้แล้วจึงได้หัวเราะลั่น ประดุจต่อยหม้อดิน แต่กลับคิดว่า พราหมณ์นี้ฆ่าเราแล้ว จักได้ความทุกข์ที่เราได้แล้ว จึงเกิดความกรุณาต่อพราหมณ์เหล่านั้นจึงได้ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ในขณะนั้น พวกศิษย์นั้นจึงได้ถามแพะนั้นว่า

"แพะผู้สหาย เจ้าหัวเราะแล้วก็ร้องไห้ด้วยเสียงดังลั่น เพราะเหตุไรหนอเจ้าจึงหัวเราะ? และเพราะเหตุไรหนอเจ้าจึงร้องไห้?

แพะกล่าวว่า พวกท่านจงถามเหตุผลนี้กะเราในสำนักอาจารย์ของท่านเถิด พวกศิษย์จึงนำแพะตัวนั้น ไปหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ พร้อมทั้งแจ้งเหตุให้อาจารย์ทราบแล้ว อาจารย์ได้ฟังคำรายงานของศิษย์แล้ว จึงได้ถามแพะว่า "แพะผู้สหาย เพราะเหตุไรเจ้าจึงหัวเราะแล้วก็ร้องไห้" ฝ่ายแพะได้หวลระลึกถึงกรรมเก่าที่ตนได้กระทำไว้ในอดีต จึงได้กล่าวกับพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์

"ท่านพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนเราก็เป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์เช่นเดียวกับท่านนี่แหละ มีความคิดว่าจะให้มตกภัต จึงได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งแล้วให้มตกภัต เพราะเหตุที่เราได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งนั้น เราจึงต้องถูกเขาตัดศรีษะมาแล้ว ๔๙๙ ชาติ ชาตินี้เป็นชาติที่ ๕๐๐ ของเรา ซึ่งเป็นการใช้กรรมชาติสุดท้าย เราจึงเกิดความดีใจว่า เราจะได้พ้นจากความทุกข์อันยาวนาน เห็นปานนี้แล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงหัวเราะ แต่ที่เราร้องไห้นั้น เพราะด้วยความกรุณาในตัวท่าน ด้วยคิดว่าเบื้องต้นเราฆ่าแพะตัวหนึ่ง ได้รับความทุกข์คือถูกตัดศรีษะถึง ๕๐๐ ชาติ แต่จะพ้นทุกข์นั้นในวันนี้ ส่วนท่านพราหมณ์ฆ่าเราแล้ว ท่านก็จะต้องได้รับความทุกข์ถูกตัดศรีษะถึง ๕๐๐ ชาติ เหมือนเรา"

พราหมณ์กล่าวว่า

"แพะผู้สหาย เธออย่ากลัวเลย เราจะไม่ฆ่าเจ้า"

แพะได้กล่าวกะพราหมณ์

"ท่านพราหมณ์ท่านพูดอะไร? เมื่อท่านจะฆ่าเราก็ตาม หรือไม่ฆ่าเราก็ตาม วันนี้เราก็ไม่อาจจะพ้นจากความตายไปได้"

พราหมณ์ได้กล่าวกะแพะว่า

"แพะผู้สหาย เจ้าอย่ากลัวเลย เราจะช่วยอารักขาคุ้มครองเจ้าประดุจเงาตามตัวเลย"

แพะได้กล่าวว่า

"ท่านพราหมณ์ การอารักขาคุ้มครองของท่านมีประมาณน้อย ส่วนบาปที่เราได้ทำแล้วมีกำลังมากกว่า"

พราหมณ์ได้ปล่อยแพะไปแล้วกล่าวว่า

"เราจะไม่ให้ใครได้ฆ่าแพะตัวนี้"

จึงได้พาพวกศิษย์ช่วยอารักขาคุ้มครองแพะตามแพะไป ฝ่ายแพะพอถูกปล่อยแล้ว ก็ได้ชะเง้อคอเริ่มจะกินใบไม้ ซึ่งอาศัยแผ่นหินแห่งหนึ่งที่เกิดอยู่ในบริเวณนั้น ในทันใดนั้นเอง ขณะที่แพะกำลังชะเง้อคอจะกินใบไม้นั่นเอง ฟ้าก็ได้ผ่าลงที่แผ่นหินนั้น เสก็ดหินชิ้นหนึ่งแตกกระเด็นมาตัดคอแพะ ซึ่งกำลังชะเง้ออยู่ให้ศรษะขาดตกไปต่อหน้ามหาชน

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในที่นั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแหละ นั่งขัดสมาธิในอากาศด้วยเทวานุภาพแล้วกล่าวว่า

"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า การเกิดในภพชาติต่างๆเป็นทุกข์ สัตว์จึงไม่ควรฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้มีปกติฆ่าสัตว์ย่อมเศร้าโศก"

"ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะต้องได้ทุกข์เวทนาในอบายภูมิ ๔ คือ
๑. ต้องตกนรก
๒. ต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน
๓. ต้องเกิดเป็นเปรต
๔. ต้องเกิดเป็นอสูรกาย
เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้วจึงไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล"

พระโพธิสัตว์ได้แสดงธรรม โดยเอาภัยในนรกมาแสดงให้เห็นอย่างนี้แล้ว มหาชนฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว เกิดความกลัวภัยในนรก พากันงดเว้นจากปาณาติบาต

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ครั้นแสดงธรรม และยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในเบญจศีลแล้วก็ไปเกิดตามยถากรรม

ฝ่ายมหาชนได้พากันดำเนินอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ มีการให้ทานและรักษาศีล เป็นต้น เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในเทพนคร

( *รุกขเทวดา บำเพ็ญเพียรในโพธิมรรคครั้งนั้น คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า นั่นแล )








วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง


เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญธรรม

        ถ้าหากว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้น ถ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดท้ายสบายไปตลอดทาง ฝั่งตรงข้ามคืออะไร ?... (ความลำบาก) อาจารย์บอกแล้วว่ายากแสนยากมากเท่าไร ยิ่งยากยิ่งเป็นครูของเรา ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของความยาก เดินไปตลอดทางก็คือความยาก สุดท้ายไปจบที่ไหน ?...(ความสบาย) ฉะนั้น ตอนนี้อยากสบายก่อนหรืออยากลำบากก่อน ?...(ลำบากก่อน) ความลำบากตอนนี้เป็นความลำบากเพื่อเคี่ยวกรำตัวเอง เป็นความขัดใจเราเพื่อให้ใจของเราได้รับการขัดเกลา เป็นความไม่สมหวังเพื่อให้ใจของเราได้สุข ได้มาแห่งความสมหวัง แต่หลายๆ คนไม่ชอบ ชอบหาความลำบากให้กับตัวเอง ด้วยการ...

...วิ่งเข้าไปหากิเลส 
...วิ่งเข้าไปชนตัณหา 
...วิ่งเข้าไปชนความโกรธ 
...วิ่งเข้าไปหาความรัก ความหลง 

       อันนี้เป็นการหาความลำบากที่นำไปสู่ความสบายหรือเปล่า ?... อันนี้เป็นข้อยกเว้นของความลำบาก ถ้าลำบากเพราะกิเลสตัณหา ศิษย์อยู่กับความลำบากนี้ตลอดชีวิตก็ไม่เจอความสบาย แต่ความลำบากที่จะทำให้เราสบายได้ คือลำบากที่จะขัดเกลาตัวเอง ฝืนใจตนเอง

       เวลาปลาว่ายน้ำก็ว่ายจากปลายน้ำใช่หรือไม่ ? ถ้าว่ายขึ้นไปสู่ต้นน้ำ ถามว่าน้ำนั้นพัดปลาลงหรือเปล่า บางทีน้ำวิ่งลงปลาจำเป็นต้องลงด้วย แต่ปลายอมถอยไหม ?...(ไม่ถอย) เขาก็วิ่งไปจนกว่าจะเจอต้นน้ำ จนกว่าจะเจอน้ำนิ่ง เขาถึงจะหยุดใช่หรือไม่ เราเกิดเป็นคนสู้ปลาได้หรือเปล่า ?...(ไม่ได้) จะยอมแพ้ปลาตัวเล็กๆ หรือ ?!

      อาจารย์เห็นศิษย์ไม่ยอมแพ้เหมือนกันนะ ! ด้วยการไปตลาด แล้วก็ชี้ๆ เอาตัวนี้มากินเลย เราต้องเอาการต่อสู้ของปลามาเป็นสติเตือนใจของเรา เราจะชนะเขาเพราะว่าเรามีความพยายามมากกว่าเขา แต่ไม่ใช่ไปตลาดแล้วก็จิ้มๆ ปลาตัวนี้แล้วก็กลับไปบ้าน..!!!  เวลาเขาจะฆ่าปลาทำอย่างไร ทุบหัวใช่หรือเปล่า ? เวลามีคนมาเขกหัวเราเจ็บไหม ?...(เจ็บ) เขกหัวไม่พอ เขาเอาไม้มาทุบหัวเราเหมือนปลาเจ็บไหม ?...(เจ็บ) ปลาเจ็บไหม แล้วเราจะกินเขาไหม ?... (ไม่กิน) 

       เอาใจเขามาใส่ใจเราวันนี้เราตีเขา แต่ไม่ตีเอง สั่งคนอื่นตี วันหน้าคนอื่นก็ตีเรา เขาไม่สนใจว่าเราจะเจ็บเท่าไรใช่หรือไม่ ?... ปลาตัวหนึ่งเป็นวิญญาณของคน คนหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่เป็นวิญญาณที่ไม่สามารถจะมารวมเป็นญาณใหญ่ ไม่ได้เหมือนศิษย์ที่มีจิตญาณดวงเดียว เพราะการที่ศิษย์มีจิตญาณเป็นมนุษย์ เป็นจิตญาณที่กลม เป็นจิตญาณ ที่สมบูรณ์ จึงสามารถที่จะใกล้เคียงกับพระอริยา จึงสามารถ บำเพ็ญไปเป็นพุทธะได้ ถ้าเป็นปลาก็บำเพ็ญไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเขาด้อยกว่า เราจึงตีเขาได้ ทรมานเขาได้ 

       วันนี้เราตีเขาเราส่งคนตี วันหน้า คนอื่นจะสั่งตีเราไหม มิหนำซ้ำเขาอาจไม่ตีตอนเราเป็นมนุษย์ อาจตีโดยการชดใช้กรรมของเราให้เราไปเกิดเป็นปลาแล้วคนอื่นสั่งคนมาตีเราถึงเวลาเจ็บไหม ? ร้องออกไหม ?...(ไม่ออก) ไม่มีเสียงร้อง เหมือนคนเป็นใบ้คนตีไปเหมือนไม่เจ็บ ร้องไม่ได้ เพราะว่ากรรมก็คือการกระทำ เราทำสิ่งใด เราก็จะเจอสิ่งนั้น เราตบหน้าคนไปผัวะหนึ่ง คนอื่นจะตบหน้าเราไหม ?...(ตบ) เราเตะเขาได้เขาก็เตะเราได้ เราเหยียดหยามเขาได้เขาก็เหยียดหยามเราได้ เนื้อเขาเรากินได้ เนื้อเราเขาก็กินได้

       เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าลิ้นในปากของเรามีแค่สามนิ้วเท่านั้นเอง รสชาตินั้นเกิดที่ลิ้นลิ้นอยู่ที่คอไม่ได้อยู่ที่ท้อง กลืนลงไปแล้วก็หมดรสใช่หรือเปล่า ? ติดในรสชาติของเขาว่าเขาอร่อย เขาบำรุงเรา ถ้าเราไปกินเขาตอนนี้แล้วบอกว่าเขาติดเราไว้ ถ้าหากศิษย์ไม่เป็นผู้ตัดกรรมแต่เนิ่นๆ ก็อย่าหวังให้คนอื่นเขาตัด ฟังมาถึงตอนนี้แล้ว เนื้อสัตว์กินได้ไหม ?...(ไม่ได้) กินน้อยๆ หน่อยดีไหม ใครเลิกได้ เลิกเสียดีไหม ?...(ดี) ไม่เช่นนั้นศิษย์ก็ต้องเจอชะตากรรมแบบเดียวกัน





วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ทำอย่างไรจึงสามารถตัดกรรม และไม่เกี่ยวกรรมกับเวไนย์ทั้งหลาย...? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระบรรพจารย์เจียงไท่กง


"สมัยที่เราตกปลาอยู่ริมน้ำ เบ็ดตกปลาที่เราใช้นั้นเป็นเส้นตรง เรามิได้มีเจตนาที่จะตกปลา แต่เราต้องการตกเจ้านครรัฐ เราต้องการจะตกพระเจ้าเหวินหวัง เพราะเหตุใดเล่า ? ก็เพราะว่าบัญชาสวรรค์ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น สายทองต้องสืบทอด หากว่าพระเจ้าเหวินหวังขาดจริยธรรมต่อชนเบื้องล่าง เป็นบุคคลที่ขาดคุณธรรมแล้ว พระองค์จะทรงสำเร็จพระกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร หากปราศจากพระทัยที่กว้างขวางแล้ว พระองค์จะทรงเป็นประมุขของแผ่นดินได้อย่างไร ใช่หรือไม่ ?…"

.................................................................................................................................................................................................

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
พระบรรจารย์รุ่นที่ ๑๒ เจียงไท่กง เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์

ทำอย่างไรจึงสามารถตัดกรรม และไม่เกี่ยวกรรมกับเวไนย์ทั้งหลาย...?

       "ในวันนี้เมธีทั้งหลายเดินเข้ามาในพุทธสถานแห่งนี้ก็เพื่อศึกษาเรียนรู้เรื่องของ หลักวิถีแห่งจิต อีกทั้งยังขออธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองทุกคนในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข แต่ขอถามหน่อยเถิดว่าหากซื้อของแล้วไม่จ่ายสตังค์ จะเอาของไปได้ไหม ?...

เธอไม่สร้างบุญสร้างกุศล สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถช่วยเธอได้ไหม ?...

       อย่าได้ลังเลอยู่นอกประตูผีต่อไปอีกเลย แม้ว่าเธอจะรับธรรมแล้ว ขึ้นชื่อบนทะเบียนฟ้า คัดชื่อออกจากบัญชียมโลกแล้วก็ตาม ต่อให้เธอสามารถนั่งทางในถอดจิตระลึกชาติได้ แต่มลทินในตัวเธอ อีกทั้งเวรกรรมในอดีตยังไม่ได้ชำระสะสาง เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรดี ?...

หากเธอเคยยืมเงินเขาเป็นหนี้เขา เมื่อถึงเวลา เธอต้องชดใช้คืนหรือไม่ ? แต่นี่เธอยังไม่ใช้คืนกลับทวงจากเขาอีก แล้วนับอะไรกับหกหมื่นปีที่เวียนว่ายตายเกิด แ้ม้หญ้าเพียงต้นไม้เพียงท่อน ข้าวเพียงเม็ด ยังจะต้องคำนวณกันอย่างละเอียดถี่ยิบ อย่างนี้เข้าใจไหม ?...

"แรงปณิธานดั่งนาวา แรงกรรมดุจกาลเวลา" นาวาสามารถบรรทุกก้อนหินได้ไหม ? (ได้...) ขอเพียงอย่าให้น้ำหนักเกิน วันนี้เธอรับธรรมแล้วได้ตั้งมหาปณิธาน ๑๐ ข้อ สมมุติว่าเรือลำนี้สามารถบรรทุกได้หนึ่งตันเธอได้นำก้อนหินหนึ่งตันบรรทุกไว้ น้ำหนักจะพอดีใช่หรือไม่ ? ถ้าหากน้ำหนักเกิน เรือก็จมใช่หรือไม่ ?...

ดังนั้น เมธีทั้งหลายจะต้องระมัดระวัง วิบากกรรมในวันนี้อาจลบด้วยแรงปณิธาน เมื่อเธอตั้งปณิธานแล้วต้องบรรลุปณิธานด้วย

       ทำอย่างไรจึงสามารถตัดกรรมและไม่เกี่ียวกรรมกับเวไนย์ทั้งหลาย ?... จะต้องปลดปล่อยชีวิตสัตว์ด้วยการทานเจ อย่างนี้ฟังเข้าใจไหม ?

ทุกคนย่อมมีครอบครัวลูกเมียอันเป็นที่รัก ส่วนพวกหมู หมา กา ไก่ ก็มีญาติมิตรของเขาเช่นเดียวกัน ล้วนมีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเหมือนกัน ถ้าหากเธอไปทำลายครอบครัวของคนอื่นเขา ทำให้ชีวิตเขาอยู่ไม่เป็นสุข ชำแหละแยกเนื้อหั่นกระดูกเขา ว่าตามกฏแห่งกรรมแล้วก็จะต้องรับผลของกรรมเช่นเดียวกันกับที่ทำไว้

ก็เหมือนกับเธอได้เปิดบัญชีซื้อเชื่อกับร้านค้า วันหนึ่งเซ็นไว้ ๑๐ บาท ร้อยวันเป็นเงินเท่าไหร่ ?... ๑๐๐๐ บาท...

เมื่อถึงวันเจ้าหนี้ก็จะต้องมาทวงกับเธอใช่หรือไม่ ? จากทีละเล็กทีละน้อยจนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหยดน้ำยังสามารถกัดกร่อนแท่นหินให้สึกได้เลย...

         เมธีทั้งหลายจะต้องถนอมวาระบุญอยู่ทุกขณะ ชีวิตมนุษย์ก็คือทะเลทุกข์ ร่างกายที่ให้เราใช้ได้เพียงไม่กี่ปี อย่าคิดว่ายังมีพรุ่งนี้ความหวังเธออยู่ในวันพรุ่งนี้ แต่ว่าในมือของเธอวันนี้ยังว่างเปล่า เธอควรที่จะถนอมเวลาทุกขณะ ใช้ชีวิตด้วยเหตุและผล หนทางที่จะดำเนินต่อไปต้องกระจ่างชัด แล้วได้ลงมือปฏิบัติหรือยัง ?..."






บทความที่ได้รับความนิยม