วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานชาดก...มตกภัตตชาดก - การฆ่าสัตว์เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จักยังผลเช่นไร ?



 นิทานชาดก...มตกภัตตชาดก - การฆ่าสัตว์เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จักยังผลเช่นไร ?

                                                                                                 ถึงเป็นสัตว์ก็รู้จักรักชีวิต
                                                                                     สู้สุดฤทธิ์หากใครไล่เข่นฆ่า
                                                                                     นึกดังนี้ให้มีจิตคิดเมตตา
                                                                                     ไม่โกรธาทั้งเชือดคอเขาอีกทั้งซื้อเอามากิน

       จะขอยกตัวอย่างนำมาเป็นอุทาหรณ์ ในหลักของกฏแห่งกรรมให้เรารู้ว่า เราฆ่าเขา...เขาฆ่าเรา ผลแห่งกรรมสนองชัดเจนขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็ว ในเรื่องของกรรมไม่มีอะไรบังเอิญ มีแต่ดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยที่เคยสร้างสมมาอย่างพอดี

       ในอดีตกาล...สมัยที่พระพุทธเจ้าศากยมุนี พระองค์ยังเสวยพระชาติเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนั้น ทั้งสัตว์และมนุษย์สามารถสื่อภาษากันได้ดี ครั้งนั้นได้มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ต้องการจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงสั่งให้ลูกศิษย์ของตนนำแพะตัวหนึ่งไปฆ่า เพื่อนำไปประกอบอาหารทำบุญ ระหว่างที่ทำความสะอาดขนแพะอยู่นั้น แพะตัวที่ถึงฆาตได้หัวเราะเย้ยหยันอย่างบ้าคลั่ง และร้องไห้คร่ำครวญสลับไปมาเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้จนลูกศิษย์สงสัย จึงจับนำเอาแพะตัวนั้นเข้าไปพบอาจารย์ของตนจึงเป็นที่มาของ มตกภัตตชาดก ครั้งพุทธกาลซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาสอนสั่งให้เหล่าสาวกได้พึงตื่นแจ้งถึงเหตุต้นผลกรรมศีลข้อปาณาติปาตา

...........................................................................................................................................................................................

มตกภัตตชาดก

      พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึง "มตกภัต" คือ ข้าวที่อุทิศให้คนตาย มีความพิสดารว่า...

ในกาลนั้น คนทั้งหลายย่อมฆ่าแพะ เป็นอันมาก ทำให้เป็น "มตกภัต" (อาหารเพื่อผู้ตาย) เพื่อญาติทั้งปวงที่ตายไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายเห็นคนเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้นจึงได้กราบทูลพระศาสดาว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมกระทำสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตเป็นอันมากให้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วให้ชื่อว่า "มตกภัต" ความเจริญในการให้มตกภัตนี้ย่อมมีอยู่หรือ พระเจ้าข้า?"

พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ชื่อว่าความเจริญอะไรๆในการทำปาณาติบาตแม้ที่เขากระทำด้วยคิดว่า พวกเราจักให้มตกภัต ดังนี้ ย่อมไม่มี แม้ในการก่อน บัณฑิตทั้งหลายนั่งในอากาศ แสดงธรรมกล่าวโทษในการทำปาณาติบาตนี้ ให้ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นละเว้นกรรมนั้น แต่ในบัดนี้การกระทำนั้นกลับปรากฏขึ้นอีก เพราะสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ถูกภพชาติปกปิดไว้"

แล้วได้ทรงนำเรื่องในอดีตชาติมาทรงแสดงดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อสมัยพระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชในพระนครพาราณสี มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้สำเร็จวิชาคนหนึ่ง คิดว่าจะให้มตกภัต จึงให้จับแพะมาตัวหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะศิษย์ของตนว่า

"พ่อทั้งหลาย พวกเธอจงนำแพะตัวนี้ไปที่แม่น้ำ เอาระเบียบดอกไม้สวมคอ เจิม ประดับประดาแล้วจงนำมา"

พวกศิษย์เหล่านั้นรับคำแล้วได้พาแพะตัวนั้นไปยังแม่น้ำ ให้อาบน้ำ เจิม และประดับแล้ว พักรอไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ

ส่วนแพะตัวนั้นได้ระลึกถึงกรรมเก่าของตนได้ จึงเกิดความดีใจว่าเราจะได้พ้นจากความทุกข์ในวันนี้แล้วจึงได้หัวเราะลั่น ประดุจต่อยหม้อดิน แต่กลับคิดว่า พราหมณ์นี้ฆ่าเราแล้ว จักได้ความทุกข์ที่เราได้แล้ว จึงเกิดความกรุณาต่อพราหมณ์เหล่านั้นจึงได้ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ในขณะนั้น พวกศิษย์นั้นจึงได้ถามแพะนั้นว่า

"แพะผู้สหาย เจ้าหัวเราะแล้วก็ร้องไห้ด้วยเสียงดังลั่น เพราะเหตุไรหนอเจ้าจึงหัวเราะ? และเพราะเหตุไรหนอเจ้าจึงร้องไห้?

แพะกล่าวว่า พวกท่านจงถามเหตุผลนี้กะเราในสำนักอาจารย์ของท่านเถิด พวกศิษย์จึงนำแพะตัวนั้น ไปหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ พร้อมทั้งแจ้งเหตุให้อาจารย์ทราบแล้ว อาจารย์ได้ฟังคำรายงานของศิษย์แล้ว จึงได้ถามแพะว่า "แพะผู้สหาย เพราะเหตุไรเจ้าจึงหัวเราะแล้วก็ร้องไห้" ฝ่ายแพะได้หวลระลึกถึงกรรมเก่าที่ตนได้กระทำไว้ในอดีต จึงได้กล่าวกับพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์

"ท่านพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนเราก็เป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์เช่นเดียวกับท่านนี่แหละ มีความคิดว่าจะให้มตกภัต จึงได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งแล้วให้มตกภัต เพราะเหตุที่เราได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งนั้น เราจึงต้องถูกเขาตัดศรีษะมาแล้ว ๔๙๙ ชาติ ชาตินี้เป็นชาติที่ ๕๐๐ ของเรา ซึ่งเป็นการใช้กรรมชาติสุดท้าย เราจึงเกิดความดีใจว่า เราจะได้พ้นจากความทุกข์อันยาวนาน เห็นปานนี้แล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงหัวเราะ แต่ที่เราร้องไห้นั้น เพราะด้วยความกรุณาในตัวท่าน ด้วยคิดว่าเบื้องต้นเราฆ่าแพะตัวหนึ่ง ได้รับความทุกข์คือถูกตัดศรีษะถึง ๕๐๐ ชาติ แต่จะพ้นทุกข์นั้นในวันนี้ ส่วนท่านพราหมณ์ฆ่าเราแล้ว ท่านก็จะต้องได้รับความทุกข์ถูกตัดศรีษะถึง ๕๐๐ ชาติ เหมือนเรา"

พราหมณ์กล่าวว่า

"แพะผู้สหาย เธออย่ากลัวเลย เราจะไม่ฆ่าเจ้า"

แพะได้กล่าวกะพราหมณ์

"ท่านพราหมณ์ท่านพูดอะไร? เมื่อท่านจะฆ่าเราก็ตาม หรือไม่ฆ่าเราก็ตาม วันนี้เราก็ไม่อาจจะพ้นจากความตายไปได้"

พราหมณ์ได้กล่าวกะแพะว่า

"แพะผู้สหาย เจ้าอย่ากลัวเลย เราจะช่วยอารักขาคุ้มครองเจ้าประดุจเงาตามตัวเลย"

แพะได้กล่าวว่า

"ท่านพราหมณ์ การอารักขาคุ้มครองของท่านมีประมาณน้อย ส่วนบาปที่เราได้ทำแล้วมีกำลังมากกว่า"

พราหมณ์ได้ปล่อยแพะไปแล้วกล่าวว่า

"เราจะไม่ให้ใครได้ฆ่าแพะตัวนี้"

จึงได้พาพวกศิษย์ช่วยอารักขาคุ้มครองแพะตามแพะไป ฝ่ายแพะพอถูกปล่อยแล้ว ก็ได้ชะเง้อคอเริ่มจะกินใบไม้ ซึ่งอาศัยแผ่นหินแห่งหนึ่งที่เกิดอยู่ในบริเวณนั้น ในทันใดนั้นเอง ขณะที่แพะกำลังชะเง้อคอจะกินใบไม้นั่นเอง ฟ้าก็ได้ผ่าลงที่แผ่นหินนั้น เสก็ดหินชิ้นหนึ่งแตกกระเด็นมาตัดคอแพะ ซึ่งกำลังชะเง้ออยู่ให้ศรษะขาดตกไปต่อหน้ามหาชน

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในที่นั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแหละ นั่งขัดสมาธิในอากาศด้วยเทวานุภาพแล้วกล่าวว่า

"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า การเกิดในภพชาติต่างๆเป็นทุกข์ สัตว์จึงไม่ควรฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้มีปกติฆ่าสัตว์ย่อมเศร้าโศก"

"ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะต้องได้ทุกข์เวทนาในอบายภูมิ ๔ คือ
๑. ต้องตกนรก
๒. ต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน
๓. ต้องเกิดเป็นเปรต
๔. ต้องเกิดเป็นอสูรกาย
เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้วจึงไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล"

พระโพธิสัตว์ได้แสดงธรรม โดยเอาภัยในนรกมาแสดงให้เห็นอย่างนี้แล้ว มหาชนฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว เกิดความกลัวภัยในนรก พากันงดเว้นจากปาณาติบาต

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ครั้นแสดงธรรม และยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในเบญจศีลแล้วก็ไปเกิดตามยถากรรม

ฝ่ายมหาชนได้พากันดำเนินอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ มีการให้ทานและรักษาศีล เป็นต้น เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในเทพนคร

( *รุกขเทวดา บำเพ็ญเพียรในโพธิมรรคครั้งนั้น คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า นั่นแล )








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เหล่าสรรพสัตว์เวไนย์ต่างก็มีพ่อแม่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านพญายม กล่าวว่า "กายมนุษย์นั้นได้มายาก เป็นเพราะไม่รู้ถึงเหตุต้นผลกรรมเอาแต่โลภในลาภปากของตนเอง ทำให้เวไนยสัตว...

บทความที่ได้รับความนิยม