วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

มหาเมตตาต่อปวงสรรพสัตว์ ครั้งสมัยยังทรงพระเยาว์พระสิทธัตถกุมาร




           วันหนึ่งในฤดูร้อน พญาหงส์สีขาวสะอาดตัวหนึ่ง บินนำฝูงผ่านพระอุทยานของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือสู่ถิ่นพำนัก ณ ยอดเขาหิมาลัยอันไกลโพ้น ความขาวของฝูงหงส์ซึ่งทาบอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ดูประหนึ่งทางช้างเผือก ยังความนิยมยินดีให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก แต่สำหรับพระเทวทัตกุมารมิได้เป็นเช่นนั้น น้ำพระทัยของเจ้าชายองค์น้อยนี้ เป็นพาลเหี้ยมโหดมุ่งแต่จะทำลายเป็นที่ตั้ง พอทอดพระเนตรเห็นฝูงหงส์ เธอก็ทรงยกลูกศรขึ้นพาดสาย น้าวคันธนูจนเต็มแรงยิงออกไปทันที ลูกศรนั้นวิ่งขึ้นไปถูกพญาหงส์สีขาว ซึ่งกำลังบินร่อนร่าเริงใจอยู่บนอากาศ ถลาตกลงสู่เบื้องล่างทันที

ขณะนั้นพระสิทธัตถกุมาร(องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี) พระโอรสแห่งพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กำลังทรงสำราญอยู่ในพระอุทยานนั้นด้วย ทรงทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์ ร่วงตกลงมาในเขตพระอุทยาน พระองค์จึงละเสียจากการเล่นโดยสิ้นเชิง แล้วรีบเสด็จออกไปค้นหา ในที่สุดก็พบนกที่น่าสงสารนั้นกำลังดิ้นรน กระเสือกกระสนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น โดยที่ปีกข้างหนึ่งของมัน มีลูกศรเสียบทะลุคาอยู่ เจ้าชายองค์น้อยบังเกิดความเวทนายิ่งนัก ทรงอุ้มหงส์นั้นขึ้นจากพื้น ประคองกอดแต่เบาๆ มิให้วิหคเคราะห์ร้ายตื่นตกใจ ทรงชักลูกศรที่เสียบอยู่บนปีกนั้นออกเสีย แล้วทรงนำใบไม้ที่มีรสเย็น มาปิดบาดแผลเพื่อให้โลหิตหยุดไหล

          เจ้าชายน้อยทรงรำพึงถึงความทุกข์ ของพญาหงส์ อันมีกายปรากฏเป็นบาดแผลใหญ่แล้ว ก็ทรงทอดถอนพระหฤทัย พระกุมารนั้นแม้จะมีพระชนมายุเพียง ๘ พระชันษา ยังทรงพระเยาว์นัก ชอบที่จะแสวงสุขอย่างเด็กอื่นๆ แต่พระองค์กลับคิดใคร่ครวญ ถึงความเจ็บปวดของพญาหงส์ อันความทุกข์สำแดงอยู่ในเวลานั้น... จึงทรงปลอบนกด้วยพระวาจาอ่อนหวาน และอุ้มกอดมันไว้กับทรวงอก ให้อบอุ่น ทั้งลูบขนปลอบโยนให้คลายความหวาดกลัว

เมื่อพระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้อง ของพระสิทธัตถกุมาร เสด็จมาพบเข้าก็ทวงคืน ทรงพยายามจะแย่งนกนั้นไปเสียให้ได้ โดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของนกตัวนั้น เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ พระสิทธัตถกุมารทรงปฏิเสธ ที่จะมอบนกให้โดยตรัสว่า

"ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ ควรจะเป็นของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือมัน เรามิเคยมีใจที่จะมอบนกตัวนี้ ให้กับใครทั้งสิ้นตราบใดที่มันยังคงบาดเจ็บอยู่"

ต่างฝ่ายก็ไม่ยินยอมต่อกัน ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะจึงเสนอขึ้นว่า "ข้อพิพาทนี้ ควรจักต้องนำไปให้ บรรดานักปราชญ์ของแผ่นดิน พิพากษาตัดสินชี้ขาดในที่ประชุม" เจ้าชายเทวทัตก็เห็นด้วย

          ณ ที่ประชุมนักปราชญ์แห่งนครกบิลพัสดุ์ ในวันนั้นได้ยกกรณีพิพาท เรื่องหงส์ตัวนี้ขึ้นมาพิจารณา มีการถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พระเทวทัตควรเป็นเจ้าของนก เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ อีกฝ่ายหนึ่ง มีความเห็นว่า นกควรเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะเป็นผู้พบมันก่อน และได้ช่วยชีวิตมันเอาไว้ เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นแตกแยกขัดแย้งกันดังนี้ การประชุมก็ไม่เป็นที่ยุติลงได้

จนในที่สุดมีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จักพบเห็นมาก่อน ได้ก้าวออกมาและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดัง ท่ามกลางที่ประชุมนั้นว่า...

"ในโลกนี้ชีวิตเป็นของล้ำค่ายิ่ง ไม่ว่าใครก็ต่างรัก และหวงแหนชีวิตตน ผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ชื่อว่า เป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ที่ทำลายชีวิตสัตว์ ให้ดับล่วงไป ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข่นฆ่า ผู้ใดกรุณาต่อสัตว์ เป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ บุคคลนั้นจึงสมควรเป็นเจ้าของ ดังนั้นขอให้นกตัวนี้ จงเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ที่ช่วยชีวิตมันไว้เถิด" 

ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นด้วย กับถ้อยคำอันมีเหตุผลเที่ยงธรรม ของนักปราชญ์ผู้นั้น จึงตัดสินให้เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นผู้รับเอาหงส์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยชีวิตนั้นไป

           หลังจากนั้น พระกุมารน้อยทรงเอาพระทัยใส่ ดูแลนกนั้นอย่างเอื้ออารีที่สุด จนกระทั่งบาดแผลของมันหายสนิท มีกำลังวังชาฟื้นคืนดีแล้ว พระองค์ก็ทรงปล่อยมัน ให้บินกลับไปอยู่รวมฝูง กับพวกพ้องของมัน ในสระกลางป่าลึกด้วยความผาสุกสืบไป พระสิทธัตถกุมารองค์น้อยนี้แหละ ในกาลต่อมาคือ พระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้า ผู้ประกาศศาสนาพุทธ ด้วยหลักธรรมแห่งเมตตา ให้บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทพยดา และยักษ์มารอสูร ได้ประจักษ์แจ้งในสัทธรรมอันสูงสุด พระปรีชาญาณ และดวงหทัยอันเปี่ยมไปด้วยมหาเมตตาคุณ ได้ฉายแสงปรากฏให้ชนทั้งหลายได้ชื่นชม ตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา

พระเมตตากรุณาต่อปวงสัตว์ เมื่อพระสิทธัตถกุมารเจริญเติบใหญ่ มีพระอนามัยดี มีพระรูปกาย และพระพักตร์งดงาม เป็นที่รักแก่บรรดาผู้ที่ได้ประสบพบเห็น ครั้นถึงวัยเข้าเรียน โดยอาศัยการแนะนำของครูอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการต่างๆ หลายท่าน เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ศึกษา วิชาความรู้ทุกสาขาได้อย่างรวดเร็ว และดีเยี่ยม จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ ของทุกคนที่ได้ใกล้ชิด เรื่องใดที่พระองค์จะต้องศึกษา เรื่องนั้นไม่มีความยากลำบาก แก่พระองค์เลย เมื่อทรงได้รับการชี้แนะในศิลปวิชาการใดๆ เพียงครั้งเดียว ก็ทรงจดจำได้ทันทีไม่มีลืม

            แม้เจ้าชายสิทธัตถะ จะทรงเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด ในการศึกษาถึงเพียงนี้ ทั้งทรงเป็นพระโอรส ซึ่งจะได้ครองราชสมบัติ สืบต่อจากพระราชบิดา ในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทรงละเลย ที่จะแสดงความเคารพนอบน้อม ในฐานะเป็นศิษย์ต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะทรงระลึกอยู่เสมอว่า โดยอาศัยบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งมวลนี่เอง คนเราจึงได้รับสิ่งมีค่าสูงสุด คือวิชาความรู้ เจ้าชายมีปกติสุภาพเรียบร้อยเป็นนิสัย ทรงประพฤติต่อทุกๆ คน และโดยเฉพาะ ครูบาอาจารย์เป็นพิเศษ ในการแสดงความสุภาพอ่อนโยน เคารพนบนอบ ในฐานะที่ได้รับการอบรม อย่างผู้มีกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในเชิงกีฬาอย่างยิ่ง ทรงเป็นนักขี่ม้าที่มีพระทัยเย็น และกล้าหาญ ทั้งเป็นนักขับรถเทียมม้าที่สามารถ และเชี่ยวชาญ ในการแข่งขัน พระองค์เคยชนะคู่แข่ง ที่เก่งฉกาจที่สุด ในแผ่นดินของพระองค์เอง

            แม้กระนั้น เมื่อคราวแข่งขัน เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง พระองค์ก็ยังมีพระเมตตากรุณา ต่อม้าที่เคยช่วยให้พระองค์ มีชัยชนะอยู่เสมอๆ โดยทรงยอมให้พระองค์ เป็นฝ่ายแพ้เสียเอง แทนที่จะขับเคี่ยวม้าให้มากเกินกำลังของมัน เพียงเพื่อเห็นแก่ความชนะถ่ายเดียว เจ้าชายสิทธัตถะมิได้ทรงปราณี แต่เฉพาะม้าของพระองค์เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่สัตว์อื่นๆ ทุกชนิด ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อ และทรงเมตตากรุณาอย่างเดียวกัน พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทรงประสบความทุกข์ ความลำบากอย่างใดเลยก็จริง แต่น้ำพระทัยของพระองค์ ก็ยังทรงหยั่งทราบ ถึงจิตใจของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยความเห็นใจว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน

................................................................................................................................................................................................

ข้อคิดพิจารณาเตือนใจ

     เมื่อเราได้ทราบถึงเรื่องราวในครั้งพุทธกาล ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี ครั้งยังทรงพระเยาว์เจ้าชายสิทธัตถกุมาร กอปรด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อเหล่าสรรพสัตว์ โพธิจิตอันประเสริฐล้ำยิ่งมิอาจทนเห็นสรรพสัตว์นั้นต้องเป็นทุกข์ทั้งทางกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นๆเราๆท่านๆผู้อ่านพึงพินิจพิจารณาถึงหลักแห่งเมตตาธรรม น้อมนำมาปฏิบัติอย่างถึงที่สุดคุณธรรมอันเปี่ยมล้นเหลือเต็มพร้อมในธรรมญาณเดิมของเรานั้นจักพรั่งพรูแลสามารถโอบอุ้มสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนโลกนี้ให้วิมุติสุขเป็นเอกภาพสมดั่งมหาปณิธานของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันจักกอบกู้จิตญาณของเหล่าเวไนย์ให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งปวง ให้พ้นจากความหลง อันเป็นเมล็ดพันธุ์เกิดภพชาติและตกอยู่ในสังสารวัฏแห่งความทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราเหล่าเวไนย์พึงน้อมเอาหลักสัจธรรมความดีงามของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันประมาณมิได้นั้นมาดำเนินเถิด ละเว้นการเบียดเบียนชีวิตแลเลือดเนื้อของสรรพชีวิตอันซึ่งแต่เดิมทีจิตญาณของเขาก็ล้วนเวียนเกิดเวียนตายมาจากมนุษย์แลรับกรรมอันได้เคยก่อมาตกสู่เดรัจฉานภูมิ หรือ อบายภูมิอื่นๆ เช่นนี้แล้วพึงเปล่งเมตตาจิต กรุณาอย่างถึงที่สุด งดการเบียดเบียนอันจะสร้างความทุกข์และเกี่ยวกรรมกับธรรมญาณสรรพสัตว์ไม่จบไม่สิ้น ละเว้นทั้งการฆ่าและการกินเลือดเนื้อเขา ซึ่งเป็นหนทางแห่งความเศร้าหมองทั้งต่อตัวเราแลผู้อื่นเทอญ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เหล่าสรรพสัตว์เวไนย์ต่างก็มีพ่อแม่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านพญายม กล่าวว่า "กายมนุษย์นั้นได้มายาก เป็นเพราะไม่รู้ถึงเหตุต้นผลกรรมเอาแต่โลภในลาภปากของตนเอง ทำให้เวไนยสัตว...

บทความที่ได้รับความนิยม