วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทรงยับยั้งการบูชายัญ - พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ ครั้งยังเสด็จออกบวชแสวงหาสัจจธรรม


ทรงยับยั้งการบูชายัญ ครั้นพระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ยังเสด็จออกบวชเพื่อแสวงหาสัจจธรรม

        ในช่วงหนึ่งของการแสวงหาสัจจธรรม ขณะที่พระสิทธัตถะจะเสด็จไปยังชนบทอันเป็นที่พำนักของบรรดาฤาษีและนักบวชทั้งหลาย ระหว่างทางทรงทอดพระเนตรเห็นฝุ่นฟุ้งมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงฝีเท้าสัตว์จำนวนมากกระทบกับพื้นดินครั้นเสด็จใกล้เข้าไปก็ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะฝูงใหญ่ออกมาจากกลุ่มฝุ่นอันฟุ้งขึ้นดุจเมฆนั้น ฝูงสัตว์ที่น่าสงสารกำลังถูกขับต้อนไปทางในเมือง ตอนท้ายปลายฝูงอันยาวยืดนั้นมีลูกแกะอ่อนตัวหนึ่งขาเจ็บเป็นแผลมีเลือดไหลโทรมต้องพยายามโขยกเขยกเดินไปตามฝูงด้วยความเจ็บปวดทรมานและทั้งทรงสังเกตุเห็นแม่ของมันกำลังเดินวกวนพะวงหน้าพะวงหลังด้วยความห่วงลูกเล็กๆ อีกหลายตัว ดูช่างน่าเวทนายิ่งนักพระหฤทัยของพระองค์ก็เต็มแน่นด้วยความสงสาร

       พระองค์จึงทรงโน้มกายลงอุ้มลูกแกะน้อยที่บาดเจ็บตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์พลางปลอบโยนอย่างปราณี แล้วหันมากล่าวกับแม่แกะว่า “จงเดินไปดีๆ เถิด เราจะอุ้มลูกน้อยของเจ้าไปให้เอง” แล้วเสด็จพระดำเนินตามฝูงแกะไปข้างหลัง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมาก็ตรัสถามว่า เขาจะต้อนฝูงแกะเหล่านี้ไปทางไหนและทำไมจึงต้อนแกะในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะต้อนมันกลับจากที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นได้กราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งซึ่งให้นำแกะและแพะอย่างละร้อยตัวไปสู่พระนครในเวลากลางวัน เพื่อให้เป็นการพรักพร้อมทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบวงสรวงบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะจึงตรัสว่า “เราจะไปกับท่านด้วย” แล้วพระสิทธัตถะก็เสด็จตามฝูงแกะนั้นไป ทรงอุ้มลูกแกะตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์ตลอดทาง 

เป็นเวลาเย็น เมื่อพระองค์เสด็จผ่านประตูเมืองมาแล้วก็ทรงพระดำเนินต่อไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธี ณ ที่นั้นพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นราชาแห่งกรุงราชคฤห์ประทับอยู่พร้อมกับบรรดานักบวช ซึ่งกำลังสาธยายมนต์สรรเสริญคุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ บนแท่นบูชาได้ติดไฟลุกโชติช่วงขึ้นแล้ว ใกล้ๆ กับแท่นบูชานั้นมีแกะตัวหนึ่งถูกมัดไว้จนแน่นสัตว์ที่ไร้เดียงสาตัวสั่นเทิ้มมีน้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองเมื่อเห็นความตายรออยุ่เบื้องหน้า

ขณะที่หัวหน้าของนักบวชกำลังเงื้อมีดขึ้น เพื่อตัดหัวแกะตัวแรกที่ถูกนำมาสังเวย พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวออกไปประทับยืนอยู่เบื้องหน้า และตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นประธานในพิธีว่า... “

หยุดก่อนมหาราช อย่าให้ผู้บูชายัญพล่าชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารนี้เลย” ด้วยพระลักษณะอันสง่าสูงส่งและพระสุรเสียงอันทรงอำนาจ ได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นอย่างสิ้นเชิง การกระทำของนักบวชเพชร ฆาตถูกยับยั้งให้สะดุดหยุดลงทันที

และแล้วพระองค์จึงทรงหันมาตรัสถามบรรดานักบวชผู้ซึ่งต่างถือมีดประหารไว้ในมือว่า..."พวกท่านหวังประโยชน์อันใดจากการเซ่นสรวงบูชาด้วยชีวิตสัตว์ผู้บริสุทธิ์มากมายเหล่านี้ ?” “"

เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญ : "ชีวิตสัตว์เหล่านี้ จะสามารถไถ่โทษบาปเวรเคราะห์กรรมของผู้ที่นำมันมาเซ่นสังเวย เลือดเนื้อของมัน จะทำให้เวงะผู้ยิ่งใหญ่ทรงพอพระทัยและแล้วพระองค์ก็จะประทานพรแก่พระราชาของเรา ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็จะพลอยได้รับความคุ้มครองด้วย ท่านนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยจริงๆ”" หัวหน้านักบวชกล่าวต่อพระผู้เสด็จมายับยั้งพิธีของตนอย่างขุ่นเคืองใจ

พระสิทธัตถะจึงทรงตรัสต่อไปว่า..."นั้นเป็นเพราะความหวังประโยชน์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ก็แล้วสัตว์ทั้งหลายที่ต้องถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมานจะถือเป็นความชอบธรรมดีแล้วกระนั้นหรือ ?”"

นักบวชผู้ทำพิธีโต้แย้งทันทีว่า “"พวกมันไม่ได้ตายไปเปล่าๆหรอก สัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อการเซ่นสรวงเทพเจ้า วิญญาณของพวกมันก็จะได้ไปสู่สุคติเสวยสุขในแดนสวรรค์ชั่วนิรันดร”"  “

พระสิทธัตถะทรงตรัสถามต่อไปว่า "ท่านเชื่อมั่นว่าการบูชายัญให้ผลเช่นนั้นแน่จริงหรือ?”" พระองค์ทรงย้ำ “
เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "แน่ซิ แน่นอนที่สุด” นักบวชผู้เป็นหัวหน้าและเหล่าสานุศิษย์กล่าวยืนยันความเชื่อของตน"

เมื่อได้ทรงสดับอย่างนั้นแล้ว พระจอมมุนีจึงกล่าวต่อบรรดานักบวชเหล่านั้นว่า..."พวกท่านยืนยันเช่นนี้ดีแล้วในที่นี้ทุกคนล้วนมุ่งหวังให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักสามารถพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและได้เสวยสุขในสวรรค์ใช่หรือไม่?”"  “

บรรดานักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "ใช่ เป็นอย่างนั้น” นักบวชและมหาชนที่ห้อมล้อมในพิธีต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน"

พระผู้ทรงมหากรุณาธิคุณ จึงมีพระดำรัสต่อไปว่า.."“หากการฆ่าบูชายัญต่อเทพเจ้ามีผลประเสริฐกับทุกฝ่ายถ้าเช่นนั้นไม่เป็นการดีกว่าหรือหากท่านจะนำเอา บิดามารดา อันเป็นที่รักของตนมาฆ่าบูชายัญ เพื่อที่ท่านเหล่านั้นจะได้ไปพบความสุขบนสวรรค์เสียในวันนี้ แทนที่จะใช้สัตว์มากมายมาเป็นเครื่องบูชา และจงสั่งให้สานุศิษย์บริวาร นำเอาตัวท่านมาบูชายัญด้วยเพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่สวรรค์ โดยมิต้องเสียเวลามาบำเพ็ญถือบวชให้ลำบากเสียเปล่าๆ เพราะผู้ฆ่าย่อมพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและผู้ถูกฆ่าก็จะไปสู่สุคติ ได้เสวยสุขในแดนสวรรค์อย่างที่ท่านพูด กระทำดังนี้ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ?”"

ด้วยพระวจาอันเที่ยงธรรมและทรงไว้ซึ่งเหตุและผลได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นโดยสิ้นเชิง หัวหน้านักบวชและสานุศิษย์ต่างนิ่งอึ้งปิดปากเงียบสนิท ดังถูกมนต์สะกดแล้วพระองค์ก็ทรงแก้มัดให้แกะนั้นหลุดไปหามีใครกล้าขัดขวางไม่

เมื่อทุกคนสงบนิ่ง พระองค์จึงทรงชี้แจงให้ประชาชนที่ล้อมรอบอยู่ได้ทราบถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตอันเป็นที่รักและหวงแหนของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายว่า...“การฆ่าสัตว์นั้นใครๆ ก็อาจทำได้ แต่เมื่อชีวิตถูกทำลายไปแล้ว การจะทำให้มันกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตดังเดิม หามีใครทำได้ไม่ มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ความกรุณาต่อสัตว์ ด้วยเหตุว่ามนุษย์ย่อมเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทางอำนาจและสติปัญญาควรหรือที่เราจักใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าไปปล้นเอาชีวิตอันเป็นที่รักของมันเสีย ควรหรือที่เราจักมาฆ่าผู้ป้องกันตัวเองมิได้ สัตว์ทั้งหลายแม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใดก็รักชีวิต กลัวต่อความตายเหมือนกัน ต่างรู้สึกเจ็บ รู้สึกทุกข์โศกยามต้องพลัดพราก เพียงแต่ไม่สามารถเอ่ยคำพูดขอความเห็นใจคราวที่มนุษย์เองเจ็บปวดทุกข์ทรมานยังร่ำร้องขอความช่วยเหลืออย่างเสียขวัญ แต่แล้วตนเองกลับมีใจเหี้ยมโหด กระทำทารุณต่อสัตว์ผู้ไม่อาจออกปากอ้อนวอน 

ดูก่อน ท่านทั้งหลาย มนุษย์และสัตว์ย่อมมีชีวิตเกี่ยวเนื่องเอื้อประโยชน์ต่อกัน พวกท่านมิได้ไตร่ตรองเลยหรือว่าสัตว์เหล่สนี้มีพระคุณแก่เราที่ได้ให้น้ำนมและปุยขนอันอ่อนนุ่มและมอบความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเรา สัตว์นั้นมอบความไว้วางใจไว้กับมนุษย์ผู้ซึ่งกลับตอบแทนมันด้วยการประหัตประหาร ด้วยการโยนบาปของเราลงไปทำลายชีวิตของมัน เพื่อความหลังที่จะไถ่โทษตน เป็นการสมควรแล้วหรือ? ความผิดบาปของใครผู้นั้นก็ต้องรับไว้ด้วยตนเองใครสร้างกรรมไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมของตน นี่เป็นธรรมดา”

บรรดานักบวชและฝูงชนทั้งหลายสงบนิ่งเงียบเสียงผู้ที่ถือมีดประหารต่างวางมีดของตนลง พระราชาผู้เป็นใหญ่เสด็จลงจากบัลลังก์ ทรงพระดำเนินเข้าใกล้องค์พระมหาบุรุษประนมหัตถ์ทั้งสองขึ้นน้อมพระเศียรรับฟังพระวจนะด้วยพระหฤทัยอันปิติซาบซึ้ง



พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์จึงทรงประกาศต่อที่ชุมนุมว่า...มหาชนเอ๋ย โลกเรานี้จะมีสันติสุขจะงดงามยิ่งนัก แม้นว่ามนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันจะอนุเคราะห์เกื้อกูลรักใคร่กัน ประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต มนุษย์ก็ดำรงชีพด้วยพืชผักผลไม้อันบริสุทธิ์สะอาดเว้นเสียจากการกินและการฆ่าสัตว์มาเป็นอาหาร ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาแล้ว ก็ควรแผ่เมตตากรุณาออกไป หากมนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต มนุษย์ก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบแทน อันเป็นกฎความจริงซึ่งครองโลก ผู้ใดปรารถนาจะให้ความสุขบังเกิดแก่ตนทั้งปัจจุบันและอนาคตสืบต่อไปก็ต้องไม่ทำความทุกข์ให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงไร ผู้ที่หว่านพืชแห่งความเศร้าโศกทุกข์ทรมานลงไปแล้วก็จักได้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดขึ้นดุจเดียวกัน” 

บรรดานักบวชได้สดับฟังดังนี้ ก็มีใจโอนอ่อนตามพระวาจา พากันดับองค์ไฟบูชาและปล่อยแพะแกะไปเสียสิ้น พระสิทธัตถะได้ตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบการบูชายัญตลอดถึงประชาชนชาวนครราชคฤห์เหล่านั้นด้วยพระอาการอันสุภาพอ่อนโยน เต็มไปด้วยพระทัยกรุณาอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกลับแปรเปลี่ยนความนึกคิดของที่ประชุมทั้งหมด ให้บังเกิดความเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นผลให้พระเจ้าพิมพิสารมีพระราชโองการประกาศให้เลิกพิธีบูชายัญตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระเจ้าพิมพิสารทรงขอร้องต่อพระสิทธัตถะ ให้ประทับอยู่ในอาณาจักรของพระองค์เพื่อทรงสั่งสอนชนทั้งหลายให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายสืบไป พระมหามุนีได้ทรงขอบพระทัยต่อองค์ราชา แต่เนื่องจากพระองค์ยังมิได้ตรัสรู้สิ่งที่ทรงประสงค์จึงมิอาจรับสนองพระราชประสงค์เอาไว้ได้ และแล้วพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ก็ทรงทูลลาเพื่อเสด็จจาริกต่อไป

..............................................................................................................................................................................................

แหล่งที่มาบททความ

http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=137&page=3






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เหล่าสรรพสัตว์เวไนย์ต่างก็มีพ่อแม่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านพญายม กล่าวว่า "กายมนุษย์นั้นได้มายาก เป็นเพราะไม่รู้ถึงเหตุต้นผลกรรมเอาแต่โลภในลาภปากของตนเอง ทำให้เวไนยสัตว...

บทความที่ได้รับความนิยม