เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เทศกาลกินเจ2564 ศึกษาประวัติเทศกาลกินเจ ถือศีลกินเจ รวมเมนูอาหารเจ
เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ
รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ
คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ สอนทำอาหารเจง่ายๆ
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ผลของเมตตาจิต - นิทานปล่อยสัตว์
ผลของเมตตาจิต - นิทานปล่อยสัตว์
คนแซ่ "ฟั่น" อาศัยอยู่ในมณฑล เจียงซู ภรรยาของเขาได้ป่วยเป็นวัณโรค อาการหนักมากใกล้จะตายแต่มีหมอแนะนำให้ใช้มันสมองของนกกระจอก 100 ตัว มากินเป็นยาและต้องกินให้ได้ครบตามจำนวนภายใน 21 วัน จะขาดไปสักตัวเดียวก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นการรักษาก็จะไร้ผล
นายฟั่น ผู้เป็นสามีจึงรีบออกไปหาซื้อนกกระจอกจนได้ครบ 100 ตัว เขาตั้งใจจะนำมาใช้รักษาภรรยาผู้เป็นที่รักยิ่งของตนแต่เมื่อภรรยาของเขาทราบก็โกรธเคืองมาก และพูดขึ้นว่า "ข้าพเจ้าคนเดียวก็มีชีวิตเดียว แต่เพียงเพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ กลับต้องทำลายชีวิตผู้อื่นถึงหนึ่งร้อยชีวิต เช่นนี้แล้วข้าพเจ้ายอมตายเสียดีกว่า นกกระจอกแม้แต่ตัวเดียวข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมให้ท่านฆ่า หากแม้นว่าท่านรักข้าพเจ้าอย่างแท้จริง ก็จงปล่อยนกทั้งหมดไปเถิด ทำได้เช่นนี้ข้าพเจ้าถึงจะสบายใจ"
ฝ่ายสามีเมื่อได้ฟังคำวิงวอนของภรรยาแล้วก็ใจอ่อน เขาจึงตัดสินใจปล่อยนกไปทั้งหมด หลังจากนั้นไม่นานนักภรรยาของเขาก็มีอาการดีขึ้น โรคร้ายก็ค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่นางไม่ได้กินยาใดๆ เลย
ในปีต่อมา ภรรยาของเขาก็ได้ให้กำเนิดลูกชายที่น่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับสองสามีภรรยาอย่างมากก็คือ ที่กลางฝ่ามือของทารกน้อยมีรอยปานดำเป็นรูปนกปรากฏชัดอยู่ทั้ง 2 ข้าง จะเห็นได้ว่า ผลานิสงส์ของคุณความดีที่ทั้งคู่ปล่อยนำไปถึงหนึ่งร้อยชีวิต ไม่ใช่เพียงช่วยให้ภรรยาของเขาหายป่วยแต่ยังได้ลูกชายอีกคนหนึ่งด้วย
วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
กุศลผลบุญของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว (ปริเฉทที่ ๗) - กษิติครรภ์โพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร (地藏菩薩本願經)
ปริเฉทที่ ๗ กุศลผลบุญของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว - กษิติครรภ์โพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร
ในขณะนั้น พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ได้กราบบังคมทูลพระพุทธองค์ว่า "ข้าแต่พระตถาคตเจ้า ข้าบาทได้พิจารณาสำรวจดูการกระทำของสรรพสัตว์ในโลกียโลกแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นไปในทางอกุศลแทบทั้งสิ้น แม้บางโอกาสพวกเขาจะได้สร้างความดีกันบ้าง ก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิด และจะมีกุศลจิตเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ยังไม่ทันที่จะบังเกิดอานิสงส์ตอบสนอง พวกเขาก็พากันถดถอยเลิกปฏิบัติเสียแล้ว
บุคคลเหล่านี้จึงเป็นเหมือนผู้ที่แบกก้อนศิลาอันหนักอึ้ง แล้วเดินย่ำไปบนดินเลน ยิ่งเดินก็ยิ่งหนักทุก ๆ ย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ถ้าแม้นว่าพวกเขามีโอกาสได้พบพานผู้มีปัญญาและเปี่ยมด้วยบุญบารมีมาช่วยปลดเปลื้องก้อนศิลาหนักลงจากหลัง แล้วพยุงเขาไปจนถึงแผ่นดิน ท้ายที่สุดยังคอยเตือนสติมิให้เขาหวนกลับไปเดินในโคลนตมอีกเช่นนี้แล้วจึงจะเรียกว่าได้ฉุดช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ยากโดยสมบูรณ์
ฉะนั้นการอบรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้เข้าใจและสามารถได้รับการถ่ายทอดหลักสัจจธรรมอันเที่ยงแท้เป็นเหตุให้พวกเขาละจากทางชั่วกลับขึ้นมาเดินอยู่บนวิถีแห่งกุศลธรรมด้วยวิธีนี้จึงจะเป็นการนำพาสรรพสัตว์เหล่านั้นออกจากทางแห่งอบายภูมิได้อย่างแท้จริง
"ข้าแต่พระคถาคตเจ้าปุถุชนมากมายที่มีสันดานชั่วฝังแน่นในจิตใจนั่นเป็นเพราะพวกเขาได้เริ่มต้นจากการกระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วไม่ยอมแก้ไขปรับปรุงตัวเองกระทั่งมันค่อย ๆ สะสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นการสร้างบาปใหญ่มหันต์ บุคคลเล่านี้เมื่อใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่พี่น้อง จงเร่งสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อเป็นการนำทางให้แก่ดวงวิญญาณของเขา"
โดยเฉพาะสมควรอย่างยิ่งที่จะจุดประทีปน้ำมันและเครื่องหอมเพื่อถวายสักการบูชาต่อเบื้องพระพักตร์ พระพุทธปฏิมา พร้อมกับสวดท่องนามของพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ด้วยเสียงอันดัง เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะสิ้นใจเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วสามารถจดจำติดตรึงไว้ในจิตญาณของตน แม้ว่าบาปกรรมทั้งหลายที่สรรพสัตว์นั้นก่อขึ้นจะเป็นปัจจัยนำพาให้พวกเขาต้องตกล่วงลงสู่นรกภูมิ แต่ถ้าหากในครอบครัวของเขามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งตั้งใจปฏิบัติธรรม ถือศีลกินเจ สร้างบุญสร้างกุศลอุทิศให้แก่พวกเขา เช่นนี้ก็ยังจะสามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
ประการสำคัญ ถ้าภายใน 49 วันหลังจากที่บุคคลผู้นั้นตายไป หากบรรดาญาติพี่น้องพยายามบริจาคทานสร้างบุญสร้างกุศลแทนผู้ตายให้มากที่สุด ก็จะสามารถฉุดช่วยดวงวิญญาณของเขาให้รอดพ้นจากอบายภูมิ หรืออาจจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็จะทำให้บุคคลในครอบครัวพลอยได้รับอานิสงส์ผลบุญพร้อมกันไปด้วย
เพราะเหตุใดหรือ? ก็เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเซ่นไหว้ภูตผี ล้วนแต่ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ตายเลยตรงกันข้ามซ้ำร้ายกลับจะเป็นการเอาหนี้สินบาปเวรไปเพิ่มให้กับวิญญาณผู้ตายอีก
หากบุคคลใด เป็นผู้ที่มีบุญกุศลเพียงพอที่จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือจะได้ไปสู่สุคติภพ แต่ทว่าก่อนสิ้นใจหรือในงานศพ ญาติพี่น้องได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้และจัดเลี้ยง เช่นนี้แล้วกลับจะทำให้วิญญาณของสัตว์ที่ถูกฆ่าเกิดความอาฆาตพยาบาทโกรธแค้น ผูกใจเจ็บคนที่ตาย อันจะเป็นเหตุทำให้วิญญาณของบุคคลนั้นถูกหน่วงเหนี่ยวไว้จนไม่สามารถไปสู่ภพภูมิที่ดีได้
หรือหากขณะที่มีชีวิตอยู่ผู้ตายไม่เคยได้สร้างบุญกุศลใด ๆ ไว้เลย ก็จะยิ่งทำให้เขาต้องถูกเพิ่มโทษทัณฑ์ในนรกหนักซ้ำลงไปอีก ทั้งนี้ก็เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของญาติพี่น้องนั่นเองเปรียบเสมือน คนที่อดข้าวมาแล้ว 3 วัน แต่ยังต้องแบกสัมภาระหนักถึงหมื่นชั่งไว้บนหลัง ครั้นกลับถึงบ้านจวนเจียนจะสิ้นแรงอยู่แล้ว ยังถูกคนในบ้านบังคับให้แบกภาระเพิ่มเข้าไปอีก
"ข้าแต่พระคถาคตเจ้าข้าบาทได้พิจารณาเห็นถึงวิสัยของปุถุชนในโลกียในโลกียโลกดังนี้แล้วขอแต่เพียงพวกแหล่านั้น ได้กระทำคุณงามความดีตามหลักธรรมคำสอนในศาสนาของตน ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าไรก็ตามกุศลผลบุญทั้งหมดก็จะต้องเป็นของเขาเอง หาใช่จะตกไปเป็นของคนอื่นไม่"
ครั้นพระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ตรัสถึงตรงนี้ ณ ที่นั้นได้มีนักพรตอาวุโสผู้ซึ่งสำเร็จญาณชั้นสูงในอดีตกาลองค์หนึ่งมีพระนามว่า "ต้าปั้น" ท่านเป็นผู้ที่ได้สำแดงกายไปโปรดสัตว์ทั่วสากลจักรวาล
ในกาลนั้นท่านก็ได้ขอประทานโอกาสเข้ากราบทูลถามพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า "ข้าแต่พระโพธิสัตว์เจ้าปุถุชนในโลกเมื่อตายไปแล้วหากครอบครัวของเขาได้สร้างบุญกุศลต่าง ๆ โดยกินเจรักษาศีลปฏิบัติธรรม ถวายภัตตาหารเจแด่พระภิกษุ นักบวช นักพรต ผู้ทรงศีล พร้อมกับบริจาคทรัพย์สิ่งของออกเป็นทานเมื่อกระทำเช่นนี้แล้วกุศลผลบุญนั้นจะสามารถปลดปล่อยจิตญาณของผู้ตายให้รอดพ้นจากอบายภูมิหรือไม่ ? พระเจ้าข้า"
พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ตรัสตอบว่า
" ดูก่อน...ท่านผู้อาวุโสนอกเหนือจากอานิสงส์ผลบุญที่ญาติพี่น้องของผู้ตายได้สร้างไว้ดังกล่าวแล้ว การได้สวดท่องพระนามของพระพุทธเจ้าหรือพระนามของพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งให้ผู้ที่กำลังจะสิ้นใจได้ยิน หากบุคคลผู้นั้นมีสติระลึกได้ถึงอำนาจพระพุทธคุณ ไม่ว่าเขาจะมีทุกข์หรือไม่มีบาปหรือไม่ก็ตามจิตญาณของเขาก็จะถูกปลดปล่อยออกจากร่างไปได้โดยสงบ"หากบุคคลใดขณะมีชีวิตอยู่สร้างกรรมชั่วไว้มากกว่ากรรมดี แต่เมื่อใกล้จะตายญาติพี่น้องได้ทำบุญสร้างกุศลอุทิศให้แก่เขา เช่นนี้แล้วหากบุญกุศลทั้งหลายมี 7 ส่วนผู้ตายจะรับ 1 ส่วน อีก 6 ส่วน ญาติพี่น้องผู้ที่กระทำจะได้รับผลบุญนั้นเอง
เหตุฉะนี้ หากบุคคลใดสามารถฉวยโอกาสในยามที่มีชีวิตอยู่และสังขารร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ดี มารีบเร่งบำเพ็ญธรรมสร้างกุศลเสียแต่เนิ่น ๆ เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เขาผู้นั้นก็จะได้รับบุญกุศลที่ตนเองทำไว้ทั้งหมด
อนิจจังไม่เที่ยง....สักวันหนึ่งเมื่อตายไป ถึงเวลาที่ยมฑูตมาเอาตัวไปไว้ยังสถานที่พักวิญญาณแล้ว ในขณะนั้นวิญญาณทั้งหลายต่างก็ไม่อาจรู้ได้ว่าตนมีบุญหรือบาปติดตัวอยู่มากน้อยเท่าไร ทั้งนี้เพราะคนที่ตายแล้วภายใน 49 วัน วิญญาณของเขาก็เหมือนกับคนที่หูหนวกตาบอด ยังไม่สามารถรับรู้เรื่องราวใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาจะต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาตัดสินของพญายมผู้เป็นใหญ่
ทว่าในช่วงเวลาก่อนการพิพากษาตัดสินเหล่าวิญญาณทั้งหลายจะเป็นทุกข์กระวนกระวายใจอย่างที่สุด ก่อนจะถึงการตัดสินโทษ วิญญาณของคนที่ตายไปจะมีความกระหายร้อนรนอย่างยิ่งที่จะให้ญาติพี่น้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทั้งนี้เพราะหลังจาก 49 วันไปแล้วพวกเขาจะต้องถูกนำตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามบาปกรรมที่ตนได้ก่อไว้ทันที
ถ้าหากเป็นคนบาปหนาก็จะต้องไปรับโทษเป็นเวลาถึงร้อยปีพันปี และถ้าทำบาปนักถึงขั้นตกนรกอเวจี ก็จะต้องได้รับทุกข์ทรมานไปเป็นเวลานานหลายอสงไขย แต่หากญาติพี่น้องของวิญญาณบาปเหล่านั้นเป็นผู้มีจิตศรัทธา กราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ทุกครั้งที่จะรับประทานอาหารเจก็ยกทูนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อระลึกถึงและขอบพระคุณฟ้าดิน ตลอดเวลาไม่เคยเหยียบย่ำหรือทิ้งขว้างแม้ข้าวสักเพียงเมล็ดหนึ่ง
"หากคนในครอบครัวปฏิบัติตนด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้ ดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญด้วย ฉะนั้นบุคคลใดที่บิดามารดาหรือญาติที่น้องได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว หากเขาสามารถนำภัตตาหารเจไปถวายสักการะและบริจาคทานเป็นพลีบูชาแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์แล้วแผ่กุศลผลบุญไปให้วิญญาณผู้ตาย อานิสงส์จากการกระทำดังกล่าวจะบังเกิดขึ้นทั้งต่อผู้ปฏิบัติที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่ล่วงลับไปแล้วพร้อม ๆ กัน"
ครั้นพระกษิติครรภโพธิสัตว์มีพระดำรัสจบลง เหล่าพุทธะ โพธิสัตว์ เทพยดาทุกหมู่เหล่า ต่างก็ได้เปล่งอุทานด้วยความปลาบปลื้มปิติ ขณะนั้นพระอริยะเจ้าต้าปั้นก็ได้โน้มกายกราบลงแล้วถอยเข้าสู่ที่ประทับ
วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556
บาปเวรมาจากที่ไหน? และแรงกรรมนั้นเกิดขึ้นจากที่ใด? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธจี้กง เมตตา
ทำไมคนเราต้องชดใช้หนี้สินเวรกรรม ชำระบาปเวร บาปเวรมาจากที่ไหน? และแรงกรรมนั้นเกิดขึ้นจากที่ใด?
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธจี้กง เมตตา
"ตนเองนั้นลุ่มหลงจนเกิดความฉงนสนเท่ห์ จึงเกิดเป็นแรงกรรมขึ้นใช่ไหม? ทำไมคนจึงลุ่มหลงได้? (เพราะมีโลภ โกรธ หลง) เป็นเพราะโลภ โกรธ หลง ๓ พิษนี้ส่งผลร้ายให้กับเจ้าใช่ไหม? (ใช่)
เป็นเพราะความโลภ โกรธ หลง เข้ามายึดครองจิตมโนธรรมสำนึกของเจ้า ความโลภ โกรธ หลง ที่อยู่ในตัวของเจ้ายึดครองสัญชาตญาณ และบดบังปรีชาญาณของพวกเจ้าไปแล้ว
เนื่องจากมีความโลภ เจ้าจึงละเมิดศีล ๕
เป็นเพราะความโกรธ และความหลง จึงทำให้ศิษย์นั้นละเมิดในศีล ๕
ศีล ๕ มีอะไรบ้างในใจของเจ้านั้นรู้ดีอยู่แล้วใช่ไหม? (ใช่)
ศีล ๕ มีอะไรบ้าง? (ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุรา) ดูเหมือนว่าศิษย์ผู้หญิงจะตอบไม่ค่อยได้นะ ไม่เป็นไร
พูดถึงการฆ่า ศิษย์รู้สึกว่าผิดศีลข้อที่ ๑ ไหม? (ผิด) ผิดอยู่ที่ไหน? พูดให้ละเอียดอีกสักหน่อย การฆ่านี้ศิษย์ได้เอามีดไปฆ่าสัตว์ไหม? (มี) ฆ่าอะไร? (ฆ่าสัตว์) แล้วได้ใช้ ๒ มือไปทำอาชีพเกี่ยวกับการฆ่าไหม? (ไม่) แล้วได้ใช้ปากไปทำการเข่นฆ่าไหม? (มี)
แม้กินเนื้อเพียงคำเดียวก็ถือเป็นการฆ่าสัตว์แล้ว เมื่อเกิดการฆ่าขึ้นก็จะถูกจดบันทึกความผิดบาปมากมายนับไม่ถ้วน และความผิดบาปนี้มีการสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติด้วย แรงกรรมตรงนี้ก็จะมากำหนดชะตาชีวิตของเจ้า
แม้กินเนื้อเพียงคำเดียวก็ถือเป็นการฆ่าสัตว์แล้ว เมื่อเกิดการฆ่าขึ้นก็จะถูกจดบันทึกความผิดบาปมากมายนับไม่ถ้วน และความผิดบาปนี้มีการสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติด้วย แรงกรรมตรงนี้ก็จะมากำหนดชะตาชีวิตของเจ้า
ศิษย์เอ๋ย! ดังนั้นเจ้าไม่ต้องรู้สึกเลยว่าทำไมชาตินี้เจ้าถึงทุกข์ยากลำบากเหลือเกิน แล้วทำไมชาตินี้ถึงมีแต่ความลุ่มๆดอนๆไม่ราบรื่น ก็เนื่องจากแรงกรรมที่ศิษย์แต่ละคนสั่งสมมาตั้งแต่อดีต เป็นตัวควบคุมกำหนดชะตาชีิวิตในชาตินี้ทั้งชาติของเจ้า แต่ว่าถ้าจะอาศัยพลังของการฆ่าอย่างเดียวก็คงไม่มีพลังมากขนาดนั้น ยังมีอะไรอีก การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม ความอยาก การพูดปด พูดคำหยาบ ติฉินนินทา สุดท้ายยังมีการดื่มสุราทำให้ขาดสติ
แท้ที่จริงในโลกใบนี้ ในขณะที่มีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นย่อมจะมีสาเหตุของมันอยู่ เมื่อเกิดเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะไม่มีที่มา ไม่มีสาเหตุ
ในวันนี้ที่เจ้าเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะร่ำรวย สูงศักดิ์ฺ ยากจน ต่ำต้อยก็ดี หน้าตาสวยงามก็ดี หรืออัปลักษณ์ ขี้เหร่ก็ดี สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากเหตุปัจจัยต่างๆประกอบกันขึ้นมา เหตุปัจจัยเหล่านี้ มีทั้งเหตุปัจจัยที่ดีงาม และเหตุปัจจัยที่เลวร้าย ถ้าหากเจ้าสร้างกรรมสัมพันธ์ขึ้นมา ก็เท่ากับเจ้าได้สั่งสมเหตุปัจจัยที่ไม่ดีเอาไว้ ถ้าหากเจ้าปลูกเหตุแห่งชั่วร้าย ผลที่ได้รับจะดีหรือไม่?
ในทางกลับกัน หากทุกขณะความคิดทุกการกระทำของศิษย์ปลูกเหตุปัจจัยที่ดี ผลที่เจ้าจะได้รับย่อมเป็นผลที่ดีมีความงดงามอย่างแน่นอน ใช่ไหม? (ใช่)"
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556
คัมภีร์โปรดสรรพสัตว์ ฟื้นฟูเมตตาจิต - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทาน
คัมภีร์โปรดสรรพสัตว์ ฟื้นฟูเมตตาจิต
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์...
คนใจบุญที่แท้จริง ใช่เพียงสั่งสมบุญกุศล ช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกทุกข์เท่านั้น ยังต้องมีจิตเมตตาแผ่ไปถึงสรรพสัตว์อีกด้วย
ความมีเมตตาคือใจกรุณา อันเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง
ความเมตตามีความหมายสองประการ
๑. สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
๒. ละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทั้งยังต้องปล่อยสัตว์ เป็นหลักในการสั่งสมบุญกุศลและเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี
ในพระสูตรกล่าวว่า "หากมนุษย์ละเว้นการฆ่า สงสารและปลดปล่อยชีวิต ให้ทานเลี้ยงอาหาร ก็จะได้อายุขัยเป็นผลตอบสนอง"
เมื่อเห็นเด็กๆ รังแกชีวิตสัตว์เช่น แมลง นก และสัตว์เล็กๆ เหล่านี้ต้องห้ามปรามอย่าให้เด็กๆ ทำร้ายสัตว์เหล่านั้นอย่างนี้ไม่เพียงได้คุ้มครองชีวิตสัตว์แล้วก็ไม่ทำลายบุญวาสนาของเด็กด้วย มิฉะนั้น ถ้าส่งเสริมให้เด็กฆ่าสัตว์ เมื่อโตขึ้นเขาก็จะขาดซึ่งจิตสำนึกแห่งความเมตตากรุณา อีกทั้งแม่บ้านที่ชอบเอาน้ำเดือดมาราดพื้นทำความสะอาดเพื่อฆ่ามดแมลง นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องละเว้น
ยังมีสัตว์ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายเช่น แมลงเม่า แมลงติดใยแมงมุม นกติดบ่วง มดที่เดินเพ่นพ่าน กุ้งหอยปูปลาติดร่างแห เห็นแล้วก็ควรเข้าไปช่วยปลดปล่อย
เหล่านี้ล้วนมีผลตอบสนองให้อายุยืนยาวทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการทำความดี ดั่งปณิธานของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์
"กุศลความดีใดๆ ที่ทำแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ยินดี บรรดาพุทธตถาคตเจ้าทั้งหลายก็พลอยยินดีในกุศลนั้นด้วย เพราะเหตุใดเล่า เหตุเพราะตถาคตทั้งหลายมีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน
เพราะสรรพสัตว์เป็นปัจจัย จึงบังเิกิดมหาเมตตา
เพราะมหาเมตตาเป็นปัจจัย จึงบังเกิดโพธิจิต
เพราะโพธิจิตเป็นปัจจัย จึงสำเร็จมรรคผล
อันสรรพสัตว์ทั้งหลายสิ่งที่รักที่สุดคือ ชีวิต บรรดาพุทธะโพธิสัตว์นั้นรักเวไนย์สัตว์ยิ่งกว่าชีวิต
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ช่วยชีวิตสัตว์ก็ทำให้ปณิธานของเหล่าพระพุทธะโพธิสัตว์บรรลุผล"
เห็นได้ว่าวจนะที่พร่ำสอนของบรรดาพุทธะโพธิสัตว์ มิใช่หรือที่กล่อมเกลาให้เรานั้นปลดปล่อยความเจ็บปวดของเวไนยสัตว์ สอนให้เรานั้นพึงงดเว้นเสียจากการกินเลือดเนื้อของเวไนยสัตว์ ใช่หรือไม่...
เพราะฉะนั้น รู้จักตักเตือนส่งเสริมคนให้ปล่อยสัตว์ ก็คือ การฟื้นฟูจิตเมตตา นี่คือการสร้างกุศลสัมพันธ์ อันเป็นเหตุให้พบความสุขทุก ๆ กัป...
การฆ่าทำร้ายทำลายชีวิตสัตว์ เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของความเหี้ยมโหด อันเป็นรากเหง้าแห่งวิบากกรรมที่จะต้องพบกับการแก้แค้นทุก ๆ กัปไป...
“บุคคลที่ชอบใช้แห อวน ตาข่าย ดักจับนก ปลา กุ้ง และสัตว์น้ำทุกประเภท กรรมจะสนองให้ต้องพลัดพรากจาก สามี ภรรยาและบุตรธิดาของตน”
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556
สุวรรณสามชาดก ( ชาติที่ ๓ บำเพ็ญเมตตาบารมี ) - ทศชาติชาดก
............................................................................................................................................................................................
พระสุวรรณสาม (สุวรรณสามชาดก) ผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี
กาลครั้งหนึ่งนานมากแล้ว มีสหายสองคนรักใคร่กันมาก ต่างก็ตั้งบ้านเรือน อยู่ใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ทั้งสองคนตั้งใจว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกชาย ก็จะให้แต่งงาน เพื่อครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะได้ ผูกพันใกล้ชิดกันไม่มีเสื่อมคลาย
อยู่ต่อมาฝ่ายหนึ่งก็มีลูกชายชื่อว่า ทุกูลกุมาร อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว ชื่อว่า ปาริกากุมารี เด็กทั้งสองมีรูป ร่างหน่าตางดงาม สติปัญญาฉลาดเฉลียว และมีจิตใจมั่นอยู่ในศีล เมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่ของทั้งสองก็ตกลงจะทำตามที่เคย ตั้งใจไว้ คือให้ลูกของทั้งสองบ้านได้แต่งงานกัน แต่ทั้งทุกูลกุมารและปาริกากุมารี ต่างบอกกับพ่อแม่ ของตนว่า ไม่ต้องการแต่งงานกัน แม้จะรู้ดีว่า ฝ่ายหนึ่ง เป็นคนดี รูปร่างหน้าตางดงาม และเป็นเพื่อนสนิท มาตั้งแต่เด็กก็ตาม
ในที่สุด พ่อแม่ของทั้งสองก็จัดการแต่งงานให้จนได้ แต่แม้ว่าทุกูลและปาริกาจะแต่งงานกันแล้ว ต่างยังคงประพฤติ ปฏิบัติเสมือนเป็นเพื่อนกันตลอดมา ไม่เคยประพฤติต่อกัน ฉันสามีภรรยา ยิ่งไปกว่านั้นทั้ง สองคนมีความปราถนาตรงกัน คือประสงค์จะออกบวช ไม่อยากดำเนินชีวิตอย่างชาวบ้าน ธรรมดาซึ่ง จะต้องพัวพันอยู่กับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อเป็นอาหารบ้าง เพื่อป้องกันตัวเองบ้าง เมื่อได้อ้อนวอนพ่อแม่ทั้งสองบ้านอยู่เป็นเวลานาน
ต่อมาวันหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นอันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ ทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินี จึงตรัสบอกแก่ ดาบสว่า "ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่า อันตรายจะเกิดขึ้นแก่ท่าน ขอให้ท่านจงมีบุตร เพื่อเป็น ผู้ช่วยเหลือ ปรนนิบัติในยามยากลำบากเถิด" ทุกูลดาบสจึงถามว่า "อาตมาบำเพ็ญพรตเพื่อความพ้นทุกข์ อาตมาจะมีบุตรได้อย่างไร อาตมาไม่ต้องการดำเนินชีวิต อย่างชาวโลก ที่จะทำให้ต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์อีก" พระอินทร์ตรัสว่า "ท่านไม่จำเป็นต้องประพฤติปฏิบัติ อย่างชาวโลก แต่ท่านจำเป็นต้องมีบุตรไว้ช่วย เหลือปรนนิบัติ ขอให้เชื่อข้าพเจ้าเถิด ท่านเพียงแต่เอามือลูบท้องนางปาริกา ดาบสินี นางก็จะตั้งครรภ์ ลูกในครรภ์นางจะได้เป็นผู้ดูแล ท่านทั้งสองต่อไป"
เมื่อพระอินทร์ตรัสบอกดังนั้น ทุกูลดาบสจึงทำตาม ต่อมานางปาริกาก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบกำหนด ก็คลอดบุตร มีผิวพรรณงดงามราวทองคำบริสุทธิ์ จึงได้ชื่อว่า "สุวรรณสาม" ปาริกาดาบสสินี เลี้ยงดู สุวรรณสามจนเติบใหญ่อยู่ในป่านั้น มีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิดแวดล้อมเป็นเพื่อนเล่น ตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ สุวรรณสามหมั่นสังเกตจดจำสิ่งที่ พ่อและแม่ได้ปฏิบัติ เช่น การไปตักน้ำ ไปหา ผลไม้เป็นอาหาร เส้นทางที่ไปหาน้ำและอาหาร สุวรรณสามพยายามช่วยเหลือ พ่อและแม่ กระทำกิจกรรมต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พ่อแม่ ได้มีเวลาบำเพ็ญธรรมตามที่ประสงค์
วันหนึ่ง เมื่อทุกูลดาบสและนางปาริกา ออกไปหาผลไม้ในป่า เผอิญฝนตกหนักทั้งสองจึงหลบฝนอยู่ที่ ต้นไม้ใหญ่ใกล้ จอมปลวก โดยไม่รู้ว่าที่จอมปลวกนั้นมีงูพิษอาศัยอยู่ น้ำฝนที่ชุ่มเสื้อฝ้า และมุ่นผมของ ทั้งสองไหลหยดลงไปในรูงู งูตกใจจึงพ่นพิษออกมาป้องกันตัว พิษร้ายของงูเข้าตาทั้งสองคน ความร้ายกาจของพิษทำให้ดวงตาบอดมืดมิดไปทันที ทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินี จึงไม่สามารถจะกลับไปถึง ศาลาที่พักได้ เพราะมองไม่เห็นทาง ต้องวนเวียนคลำทางอยู่แถวนั้นเอง คนทั้งสองต้องเสียดวงตา
เพราะกรรมในชาติก่อน เมื่อครั้งที่ ทุกูลดาบสเกิดเป็นหมอรักษาตา ปาริกา เกิดเป็นภรรยาของหมอนั้น วันหนึ่งหมอได้รักษาตาของเศรษฐีคนหนึ่งจนหายขาดแล้ว แต่เศรษฐีไม่ยอมจ่ายค่ารักษา ภรรยาจึงบอกกับสามีว่า "พี่จงทำยาขึ้นอย่างหนึ่งให้มีฤทธิ์แรง แล้วเอาไปให้เศรษฐีผู้นั้น บอกว่าตายังไม่หายสนิท ขอให้ใช้ยานี้ป้ายอีก" หมอตาทำตามที่ภรรยาบอก ฝ่ายเศรษฐีเชื่อในสรรพคุณยา ของหมอ ก็ทำตาม ตาของเศรษฐีก็กลับบอด สนิทในไม่ช้าด้วย บาปที่ทำไว้ในชาติก่อน ส่งผลให้ทั้งสองคนต้องตาบอดไปในชาตินี้
ฝ่ายสุวรรณสาม คอยพ่อแม่อยู่ที่ศาลา ไม่เห็นกลับมาตามเวลา จึงออกเดินตามหา ในที่สุดก็พบพ่อแม่ วนเวียนอยู่ข้างจอมปลวก เพราะนัยน์ตาบอด หาทางกลับไม่ได้ สุวรรณสามจึงถามว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อพ่อแม่เล่าให้ฟัง สุวรรณสามก็ร้องไห้ แล้วก็หัวเราะ พ่อแม่จึงถามว่าเหตุใดจึงร้องไห้แล้วก็หัวเราะ เช่นนั้น สุวรรณสาม ตอบว่า "ลูกร้องไห้เพราะเสียใจที่พ่อแม่นัยน์ตาบอด แต่หัวเราะ เพราะลูกดีใจที่ลูกจะได้ ปรนนิบัติดูแล ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ที่เลี้ยงดูลูกมา พ่อแม่อย่าเป็นทุกข์ไปเลย ลูกจะปรนนิบัติ ไม่ให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนแต่อย่างใด" จากนั้น สุวรรณสามก็พาพ่อแม่กลับไปยังศาลาที่พัก จัดหาเชือก มาผูกโยงไว้โดยรอบ สำหรับพ่อแม่จะได้ใช้จับเป็นราวเดินไป ทำอะไรๆ ได้สะดวกในบริเวณศาลานั้น
ทุกๆ วัน สุวรรณสาม จะไปตักน้ำมา สำหรับพ่อแม่ได้ดื่มได้ใช้ และไปหา ผลไม้ในป่ามาเป็นอาหารและตนเอง เวลาที่สุวรรณสามออกป่าหาผลไม้ บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะพากันมาแวดล้อมด้วยความไว้วางใจ เพราะสุวรรณสาม เป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่เคยทำอันตรายแก่ฝูงสัตว์ สุวรรณสามจึงมีเพื่อนแวดล้อมเป็นบรรดา สัตว์นานาชนิด พ่อแม่ลูกทั้งสามจึงมีแต่ความสุขสงบ ปราศจาก ความทุกข์ร้อนวุ่นวายทั้งปวง
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งเมืองพาราณสี พระนามว่า "กบิลยักขราช" เป็นผู้ชอบออกป่าล่าสัตว์ พระองค์เสด็จออกล่าสัตว์ มาจนถึงท่าน้ำที่สุวรรณสามมาตักน้ำไปให้พ่อแม่ พระราชาสังเกตเห็น รอยเท้า สัตว์ชุกชุมในบริเวณนั้น จึงซุ่มคอยจะยิงสัตว์ที่ผ่านมากินน้ำ ขณะนั้น สุวรรณสามนำหม้อน้ำมาตักน้ำไปใช้ที่ศาลาดังเช่นเคย มีฝูงสัตว์เดินตามมาด้วยมากมาย พระราชาทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงแปลกพระทัยว่า สุวรรณสามเป็นมนุษย์หรือเทวดา เหตุใดจึง เดินมา กับฝูงสัตว์ ครั้นจะเข้าไปถามก็เกรงว่าสุวรรณสาม จะตกใจหนีไป ก็จะไม่ได้ตัวจึงคิดจะยิงด้วยธนูให้หมด กำลังก่อนแล้วค่อยจับตัวไว้ซักถาม
เมื่อสุวรรณสามลงไปตักน้ำแล้ว กำลังจะเดินกลับไปศาลา พระราชากบิลยักขราชก็เล็งยิงด้วยธนูอาบยา ถูกสุวรรณสาม ที่สำตัวทะลุจากขวาไปซ้าย สุวรรณสามล้มลงกับพื้น แต่ยังไม่ถึงตาย จึงเอ่ยขึ้นว่า "เนื้อของเรากินไม่ได้ หนังของเราเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ จะยิงเราทำไม คนที่ยิงเราเป็นใคร ยิงแล้วจะ ซ่อนตัวอยู่ทำไม" กบิลยักขราชได้ยินวาจาอ่อนหวานเช่นนั้นก็ยิ่งแปลกพระทัย ทรงคิดว่า "หนุ่มน้อยนี้เป็นใครหนอ ถูกเรายิงล้มลงแล้ว ยังไม่โกรธเคือง กลับใช้ถ้อยคำอันอ่อนหวาน แทนที่จะด่าว่า ด้วยความ โกรธแค้น เราจะต้องแสดงตัวให้เขาเห็น"
คิดดังนั้นแล้ว พระราชาจึงออกจากที่ซุ่มไปประทับอยู่ข้างๆ สุวรรณสาม พลางตรัสว่า "เราชื่อกบิลยักขราช เป็นพระราชา แห่งแมืองพาราณสี เจ้าเป็นผู้ใด มาทำอะไรอยู่ในป่านี้" สุวรรณสามตอบไปตามความจริงว่า "ข้าพเจ้าเป็นบุตรดาบส ชื่อว่าสุวรรณสาม พระองค์ยิงข้าพเจ้าด้วยธนูพิษ ได้รับ ความเจ็บปวดสาหัส พระองค์ประสงค์อะไรจึงยิงข้าพเจ้า" พระราชาไม่กล้าตอบความจริง จึงแสร้งตรัสเท็จว่า "เราตั้งใจจะยิงเนื้อเป็นอาหาร แต่พอเจ้ามาเนื้อก็ เตลิดหนีไปหมด เราโกรธจึงยิงเจ้า " สุวรรณสามแย้งว่า "เหตุใดพระองค์จึงตรัสอย่างนั้น บรรดาสัตว์ทั้งหลายในป่านี้ไม่เคยกลัวข้าพเจ้า ไม่เคยเตลิด หนีข้าพเจ้าเลย สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า"
พระราชาทรงละอายพระทัยที่ตรัสความเท็จแก่สุวรรณสาม ผู้ถูกยิงโดยปราศจากความผิด จึงตรัสตามความจริงว่า "เป็นความจริงตามที่เจ้าว่า สัตว์ทั้งหลายมิได้กลัวภัย จากเจ้าเลย เรายิงเจ้าก็เพราะความโง่เขลาของเราเอง เจ้าอยู่กับใครในป่านี้ ออกตักน้ำไปให้ใคร"
สุวรรณสามบ้วนโลหิตออกจากปาก ตอบพระราชาว่า "ข้าพเจ้าอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งตาบอดทั้งสองคน อยู่ในศาลา ในป่านี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปรนนิบัติพ่อแม่ ดูแลหาน้ำและอาหาร สำหรับท่านทั้งสอง เมื่อข้าพเจ้า มาถูกยิงเช่นนี้ พ่อแม่ก็จะไม่มี ใครดูแลปรนนิบัติอีกต่อไป อาหารที่ศาลายังพอสำหรับ 6 วัน แต่ไม่มีน้ำ พ่อแม่ของข้าพเจ้าจะต้องอดน้ำและอาหาร เมื่อปราศจากข้าพเจ้า โอ พระราชา ความทุกข์ ความเจ็บปวด ที่เกิดจากถูกยิงด้วยธนูของท่านนั้น ยังไม่เท่าความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เป็นห่วงพ่อแม่ของข้าพเจ้า จะต้องได้รับ ความเดือดร้อนเพราะขาดข้าพเจ้าผู้ปรนนิบัติ ต่อไปนี้พ่อแม่คงไม่ได้เห็นหน้าข้าพเจ้าอีก แล้ว" สุวรรณสามรำพันแล้วร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจอย่างยิ่ง
พระราชาทรงได้ยินดังนั้นก็เสียพระทัยยิ่งนักว่า ได้ทำร้าย สุวรรณสามผู้มีความกตัญญูสูงสุด ผู้ไม่เคยทำอันตราย ต่อสิ่งใดเลย จึงตรัสกับสุวรรณสามว่า "ท่านอย่ากังวลไปเลย สุวรรณสาม เราจะรับดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ของท่านให้เหมือน กับที่ท่านได้เคย ทำมา จงบอกเราเถิดว่าพ่อแม่ของท่านอยู่ที่ไหน"
สุวรรณสามได้ยินพระราชาตรัสให้สัญญาก็ดีใจ กราบทูลว่า "พ่อแม่ของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มาก นัก ขอเชิญเสด็จไปเถิด" พระราชาตรัสถามว่า สุวรรณสามจะสั่งความไปถึงพ่อแม่ บ้างหรือไม่ สุวรรณสามจึงขอให้พระราชาบอกพ่อแม่ว่า ตนฝากกราบไหว้ลาพ่อแม่มากับพระราชา
เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแล้ว ก็สลบไป ด้วยธนูพิษ ลมหายใจหยุด มือเท้าและร่างกายแข็งเกร็งด้วยพิษยา พระราชาทรงเศร้า เสียพระทัยยิ่งนัก รำลึกถึงกรรมอันหนักที่ได้ก่อขึ้นในครั้งนี้ แล้วก็ทรงระลึกได้ว่า ทางเดียวที่จะช่วยผ่อนบาปอันหนักของ พระองค์ได้ก็คือ ปฏิบัติตามวาจาที่สัญญาไว้กับสุวรรณสาม คือไป ปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สุวรรณสาม เหมือนที่สุวรรณสามได้เคยกระทำมา พระราชากบิลยักขราชจึงนำหม้อน้ำที่สุวรรณสามตักไว้นั้น ออกเดินทางไปศาลาที่สุวรรณสามบอกไว้
ครั้นไปถึง ทุกูลดาบสได้ยินเสียงฝีเท้าพระราชา ก็ร้องถามขึ้นว่า "นั่นใครขึ้นมา ไม่ใช่สุวรรณสามลูกเราแน่ ลูกเรา เดินฝีเท้าเบา ไม่ก้าวหนักอย่างนี้" พระราชาไม่กล้าบอกไปในทันทีว่าพระองค์ยิงสุวรรณสาม ตายแล้ว จึงบอกแต่เพียงว่า "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา แห่งเมืองพาราณสี มาเที่ยวยิงเนื้อในป่านี้" ดาบสจึงเชิญ ให้พระราชาเสวยผลไม้ และเล่าว่าบุตรชายชื่อสุวรรณสาม เป็นผู้ดูแลจัดหาอาหารไว้ให้ ขณะนี้สุวรรณสาม ออกไปตักน้ำ อีกสักครู่ก็คงจะกลับมา
พระราชาจึงตรัสด้วยความเศร้าเสียพระทัยว่า "สุวรรณสาม ไม่กลับมาแล้ว บัดนี้สุวรรณสามถูกธนูของ ข้าพเจ้าถึงแก่ ความตายแล้ว" ดาบสทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เสียใจยิ่งนัก นางปาริกาดาบสินีนั้นแต่แรกโกรธ แค้นที่พระราชา ยิงสุวรรณสามตาย แต่ทุกูลดาบสได้ปลอบประโลมว่า "จงนึกว่าเป็นเวรกรรมของสุวรรณสามและของเราทั้งสองเถิด จงสำรวมจิตอย่าโกรธเคืองเลย พระราชาก็ได้ยอมรับผิดแล้ว"
พระราชาตรัสปลอบว่า "ท่านทั้งสองอย่ากังวลไปเลย ข้าพเจ้าได้สัญญากับสุวรรณสามแล้วว่าจะปรนนิบัติ ท่านทั้งสองให้เหมือนกับที่สุวรรณสามเคยทำมาทุกประการ"
ดาบสทั้งสองอ้อนวอนพระราชาให้พาไปที่สุวรรณสาม นอนตายอยู่ เพื่อจะได้สัมผัสลูบคลำลูกเป็นครั้งสุดท้าย พระราชาก็ทรงพาไป ครั้นถึงที่สุวรรณสามนอนอยู่ ปาริกาดาบสินีก็ช้อนเท่าลูกขึ้นวางบนตัก ทุกูลดาบส ก็ช้อนศีรษะสุวรรณสามประคองไว้บนตัก ต่างพากัน รำพันถึงสุวรรณสามด้วยความโศกเศร้า บังเอิญปาริกา ดาบสินีลูบคลำบริเวณหน้าอกสุวรรณสาม รู้สึกว่ายังอบอุ่นอยู่ จึงคิดว่าลูกอาจจะเพียงแต่ สลบไป ไม่ถึงตาย
นางจึงตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "สุวรรณสามลูกเราเป็นผู้ที่ประพฤติดีตลอดมา มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่อย่างยิ่ง เรารักสุวรรณสาม ยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง ด้วยสัจจวาจาของเรานี้ ขอให้พิษ ธนูจงคลายไปเถิด ด้วยบุญกุศลที่สุวรรณสามได้เลี้ยงดู พ่อแม่ตลอดมา ขออานุภาพแห่งบุญจงดล บันดาลให้ สุวรรณสามฟื้นขึ้นมาเถิด" เมื่อนางต้งสัตยาธิษฐานจบ สุวรรณสามก็พลิกกายไป ข้างหนึ่งแต่ยังนอนอยู่
ทุกูลดาบสจึงตั้งสัตยาธิษฐาน เช่นเดียวกัน สุวรรณสามก็พลิกกายกลับไปอีกข้างหนึ่ง
ฝ่ายนางเทพธิดาวสุนธรี ผู้ดูแลรักษาอยู่ ณ บริเวณ เขาคันธมาทน์ ก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า "เราทำหน้าที่ รักษาเขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เรารักสุวรรณสาม ผู้มีเมตตาจิต และมีความกตัญญูยิ่งกว่าใคร ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้พิษจงจางหายไปเถิด" ทันใดนั้น สุวรรณสามก็พลิกกายฟื้นตื่นขึ้น หายจาก พิษธนูโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้นดวงตาของพ่อและแม่ ของสุวรรณสามก็กลับแลเห็นเหมือนเดิม
พระราชา ทรงพิศวงยิ่งนัก จึงตรัสถามว่าสุวรรณสามฟื้นขึ้นมา ได้อย่างไร สุวรรณสามตอบพระราชาว่า "บุคคลใดเลี้ยงดูปรนนิบัติบิดามารดาด้วยความรักใคร่เอาใจใส่ เทวดาและมนุษย์ย่อมช่วยคุ้มครองบุคคลนั้น นักปราชญ์ย่อม สรรเสริญ แม้เมื่อตายไปแล้ว บุคคลนั้นก็จะได้ไปบังเกิด ในสวรรค์ เสวยผลบุญแห่งความกตัญญูกตเวทีของตน"
นิทานชาดก เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ว่าด้วยเรื่องของความมีเมตตาจิต ซึ่งจะทำให้ชีวิตสุขสงบได้โดยไร้ภยันอันตรายใดๆ ธรรมนั้นคือเกราะแก้วมิให้ถูกผู้ใดทำร้ายได้เป็นแน่แท้
สุวรรณสามชาดกเรื่องนี้ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ฯ
วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556
แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก - นิทานเต้าจือจงจื่อ
แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก
ในยุคสมัยของสามก๊ก ทหารของรัฐเว่ย แม่ทัพเติ้งอ้ายได้ยกทัพนำำกองกำลังทหารเคลื่อนทัพเข้าตั้งที่เผยหลิง ยามมีเวลาเขาได้ไปท่องเที่ยวและมองเห็นบนต้นไม้มีนกตัวหนึ่งกำลังคาบอาหารป้อนให้กับลูกนก จึงเล็งลูกธนูยิงตรงไป เพื่อที่จะเสี่ยงดูว่าดีหรือร้าย เมื่อเสียงธนูดังก้องขึ้นนกตัวนั้นได้ยินเสียงก็ตื่นตระหนก แล้วรีบหลบหนี หากแต่เป็นเพราะว่าไม่อาจจะทิ้งลูกนกไว้ จึงได้บินกลับไปข้างๆรัง เพราะลูกธนูลูกแรกของแม่ทัพเติ้งอ้ายไม่ตรงเป้า เข้าจึงได้ยิงลูกธนูอีกดอกหนึ่ง ปรากฏว่ายิงโดนนกตัวนี้ แต่มันก็ยังคงดิ้นรนเอาอาหารป้อนให้กับลูกนกอีก ทั้งยังคาบเศษอาหารอีกเล็กน้อยมาค้างไว้ที่รักนก เหมือนกับจะสอนลูกนกให้รู้จักหยิบเศษอาหารด้วยตนเอง แล้วจึงส่งเสียงร้องติดกันด้วยความโศกเศร้าเจ็บปวด แล้วก็ขาดใจตกลงมาจากต้นไม้ ลูกนกที่อยู่ในรังยื่นคอออกมามองดู พร้อมกับเสียใจไม่หยุด แม่ทัพเติ้งอ้ายเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ได้โยนธนูทิ้งลงบนพื้น พูดอย่างทอดถอนใจว่า "ข้าได้ฝืนกฏธรรมชาติ น่ากลัวว่าคงอยู่บนโลกได้ไม่นานแล้วสิ"
ความสัมพันธ์แม่ลูกมีมาแต่เดิมที แม่เมตตาเหน็ดเหนื่อยแล้วผู้ที่มีจิตญาณจะไม่รู้สึกซาบซึ้งหรือ ความคิดของเติ้งอ้ายที่ฆ่าสัตว์ทำให้พวกเขาแม่ลูกต้องพลัดพรากจากกัน ต่อมาแม้ว่าเขาจะออกรบพิชิตเมืองเสฉวน สร้างผลงานใหญ่ขึ้น แต่ถูกขุนนางจงฮุ่ยริษยาวางแผนเพื่อใส่ร้ายป้ายสี สุดท้ายถูกท่านซือหม่าเจาส่งนายทหารเว่ยก้วนไปฆ่าเสียชีวิต จึงเห็นได้ว่า ทำดี ทำชั่ว ย่อมมีกรรมสนอง
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
แม่ลูกสัมพันธ์ลึกซึ้ง - นิทานเต้าจือจงจื่อ
แม่ลูกสัมพันธ์ลึกซึ้ง
สมัยก่อนมีคนๆ หนึ่งเลี้ยงแม่วัวแก่ๆ ตัวหนึ่งกับลูกวัว อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้ขายไป โดยชาวนาคนหนึ่งได้ซื้อลูกวัวไป ส่วนแม่วัวแก่ตัวนั้นถูกคนฆ่าวัวซื้อไว้แล้ว คนฆ่าวัวได้จูงแม่วัวเดินข้ามคลองไป เดินตรงไปเพื่อที่จะกลับบ้าน
ชาวนาก็จูงลูกวัวยืนอยู่ริมคลอง ลูกวัวยืดคอร้องมอๆๆ ชาวนาตีลูกวัวให้เดินหน้า ลูกวัวเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ยังหันหัวร้องเสียงยาว ถูกชาวนาบังคับพากลับไปขังไว้ในคอกวัว
พอตกกลางคืน คนฆ่าวัวต้มน้ำร้อนเสร็จแล้ว เตรียมการจะฆ่าแม่วัว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลูกวัวร้องอยู่ข้างนอก เสียงร้อนรนมาก ส่วนแม่วัวอยู่ข้างในได้ยินแล้วก็ส่งเสียงร้องตามกันขึ้นมา คนฆ่าวัวเมื่อเปิดประตูออก ก็เห็นลูกวัวที่ชาวนาซื้อไปเดินชนตรงเข้ามาในประตู พอเห็นแม่วัวก็เข้าไปคลอเคลีย กระโดดไปกระโดดมาอยู่ข้างๆ แม่วัวก็ได้เลียหัวลูกวัวอยู่ตลอดเวลา
คนฆ่าวัวแม้จะเหี้ยมโหด เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้รู้สึกหวาดหวั่นใจขึ้นมา จึงดับไฟในเตาลงแล้วตนเองก็เข้านอน ส่วนชาวนานั้นตื่นเช้าขึ้นมา หาลูกวัวไม่เจอ ตามหาไปทั่วจนพบกับคนฆ่าวัวเข้า คนฆ่าวัวก็เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่ลูกวัวชนประตูให้ชาวนาฟัง ทั้งสองคนต่างทอดถอนใจเป็นเสียงเดียวกัน ชาวนาจึงซื้อแม่วัวแก่ต่อในราคาเดิมไป ทำให้วัวแม่ลูกสามารถอยู่ร่วมกันต่อไป เห็นได้ว่าสัตว์เดรัจฉานมีความผูกพัน แม่ลูกก็มีใจสื่อถึงกัน
วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556
เหตุใดเจ้าจึงไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราเปล่งซึ่งมหาเมตตา จิตโอบอ้อมอารีละเว้นซึ่งพี่น้องของเจ้า? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธจี้กง เมตตา
พระโอวาิทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา
"การบำเพ็ญธรรมนั้นต้องถือศีล ถ้าไม่มีศีลเจ้าก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นอริยะปราชญ์ ก็เหมือนกับเวลาที่เจ้าไปเรียนหนังสือในโรงเรียนจะต้องรักษากฏระเบียบของโรงเรียน ถึงจะเป็นเด็กที่มีทั้งความประพฤติและการเรียนดีพร้อมทั้งสองอย่าง
ทางธรรมเรื่องราวใดก็แล้วแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องทุ่มเทออกมา และมีความแน่วแน่หยัดยืนให้ถึงที่สุด หากไม่มีศีลก็เป็นการยากที่จะทำให้กายใจเที่ยงตรง และไม่อาจเสริมส่งให้เวไนยในใต้หล้าเที่ยงตรงได้ มิเช่นนั้นแล้วจะเรียกให้เจ้าบำเพ็ญธรรมไปทำไม? ก็คือเพื่อให้เปลี่ยนแปลงนิสัยอารมณ์ที่ไม่ดี แล้วนั่นเป็นเพียงผู้ที่อยู่ระดับชั้นประถมเท่านั้น ยังไม่นับว่าเป็นคนบำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบ และต่อไปยังจะต้องมีสภาวะจิตใจเช่นใดอีก?
ต้องมีจิตที่ยึดถือความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง เข้าใจถึงความเมตตาไหม? เป็นความเมตตาประเภทใด? เป็นมหาเมตตาหรือความเมตตาเพียงเล็กๆ เจ้าตั้งปณิธานทานเจแล้วหรือยัง? จิตใจของเจ้าสะอาดบริสุทธิ์แล้วหรือยัง? ตรงนี้สำคัญยิ่งนัก! ถ้าหากว่าไม่มีนิสัยอารมณ์ความเคยชินที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ทุกวันยังฆ่าหมูฆ่าแพะเจ้ายังคงเข่นฆ่าทำร้ายชีวิต นี่เป็นเรื่องที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทำกันหรือ? ลองคิดใคร่ครวญดู...
ถ้าเจ้าไม่ระวังหกล้มบาดเจ็บ เจ้าก็หวังว่าคุณหมอรักษาเจ้าให้หายใช่ไหม? และเจ้ายังหวังว่ายามที่เจ้าเจ็บป่วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเหลือเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราเปล่งซึ่งมหาเมตตา จิตโอบอ้อมอารีละเว้นซึ่งพี่น้องของเจ้า? เจ้าบอกว่าเจ้าไม่มีอารมณ์ความเคยชินที่ไม่ดี แต่ว่าตาของเจ้ากลับแสร้งทำเป็นไม่เห็นพวกมันซึ่งดิ้นทุรนทุรายอยู่ใต้คมมีดของเจ้า เจ้าแสดงอารมณ์ร้ายเพียงใดอารมณ์ร้ายถึงขนาดที่จะฆ่าแกงพวกมัน ดังนั้นจึงกล่าวว่าเจ้ากำลังแสดงอารมณ์อยู่ใช่ไหม?
มีบางคนไม่ระมัดระวังเหยียบโดนมด ไม่ระวังตบโดนยุงเข้าก็รู้สึกผิด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้เข่นฆ่าทำลายชีวิต เจ้าอย่าได้คิดผิดว่าชีวิตเล็กๆ เจ้าฆ่ามันแล้วก็ไม่มีอะไร แท้ที่จริงแล้วมันก็มีเหมือนกับเจ้า อย่าได้คิดว่าการที่เจ้าไม่เหยียบมดและไม่ฆ่ายุงเพียงหนึ่งตัวนั้นเป็นมหากุศล ถ้าหากว่าทุกวันเจ้ากลืนกินจิตญาณชีวิตเหล่านั้นลงไป เจ้านั้นก็สร้างบาปมหันต์! เท่ากับเจ้าเข่นฆ่าพ่อแม่และพี่น้องของตนเองเช่นกัน เพียงแต่เขาเหล่านั้นลงมาเวียนว่ายไม่เหมือนกัน รูปลักษณะแตกต่างกันเพียงแต่พวกเจ้าไม่รู้จักกันนานแล้วเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะและเหี้ยมโหดมากใช่ไหม?"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ปริศนากลอนคู่ "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย" เพื่อชีวิตคนทั้งหลาย หนึ่งมื้อกินเจ คนที่ กินเจ วันละ "หนึ่งมื้อ...
-
พระโอวาทเทพเจ้าเตาไฟ "ถึงคราวเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีไร ครัวก็กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่คลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด หมู เป็ด ไก่ แพะ ป...
-
เหตุต้นผลกรรม จอมจักรพรรดิ "เหลียง บู่ ตี้" (เหลียงอู่ตี้) มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาลว่า ณ วัดใหญ่แห่...
-
แนะนำ... เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ - แล้วคุณจะบอกว่า...รู้อย่างนี้ทำอาหารเจทานเองไปนานแล้ว ลองๆคลิ๊กเข้าไปดูบล็...
-
เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาท พระพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญธรรม ถ้าหากว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้น ถ้าตั้งแต่เริ่มต้...
-
พระโอวาทเทพเจ้าเตาไฟ " ครัวสวรรค์เป็นครัวของเทพเจ้า ในนั้นมีแต่ผักและผลไม้ อาหารธรรมชาติ สดและอร่อยไม่มีกลิ่นคาวเลือดชว...
-
ข้อคิดพิจารณาธรรม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกข์ สุราษฎร์ธานี ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์? เพราะเป็นการปฏิบัติเพื่อยึดเอาประ...
-
มนุษย์ จัดอยู่ในตระกูลสัตว์ กินพืช หรือ กินเนื้อ จากผลการศึกษาและวิจัย ของวงการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละประเทศทั่วโลก ว่าด้วยเรื่องโ...

























