เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก - นิทานเต้าจือจงจื่อ



แม่นกถูกศรปักยังเลี้ยงลูก

     ในยุคสมัยของสามก๊ก ทหารของรัฐเว่ย แม่ทัพเติ้งอ้ายได้ยกทัพนำำกองกำลังทหารเคลื่อนทัพเข้าตั้งที่เผยหลิง ยามมีเวลาเขาได้ไปท่องเที่ยวและมองเห็นบนต้นไม้มีนกตัวหนึ่งกำลังคาบอาหารป้อนให้กับลูกนก จึงเล็งลูกธนูยิงตรงไป เพื่อที่จะเสี่ยงดูว่าดีหรือร้าย เมื่อเสียงธนูดังก้องขึ้นนกตัวนั้นได้ยินเสียงก็ตื่นตระหนก แล้วรีบหลบหนี หากแต่เป็นเพราะว่าไม่อาจจะทิ้งลูกนกไว้ จึงได้บินกลับไปข้างๆรัง เพราะลูกธนูลูกแรกของแม่ทัพเติ้งอ้ายไม่ตรงเป้า เข้าจึงได้ยิงลูกธนูอีกดอกหนึ่ง ปรากฏว่ายิงโดนนกตัวนี้ แต่มันก็ยังคงดิ้นรนเอาอาหารป้อนให้กับลูกนกอีก ทั้งยังคาบเศษอาหารอีกเล็กน้อยมาค้างไว้ที่รักนก เหมือนกับจะสอนลูกนกให้รู้จักหยิบเศษอาหารด้วยตนเอง แล้วจึงส่งเสียงร้องติดกันด้วยความโศกเศร้าเจ็บปวด แล้วก็ขาดใจตกลงมาจากต้นไม้ ลูกนกที่อยู่ในรังยื่นคอออกมามองดู พร้อมกับเสียใจไม่หยุด แม่ทัพเติ้งอ้ายเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ได้โยนธนูทิ้งลงบนพื้น พูดอย่างทอดถอนใจว่า "ข้าได้ฝืนกฏธรรมชาติ น่ากลัวว่าคงอยู่บนโลกได้ไม่นานแล้วสิ" 

     ความสัมพันธ์แม่ลูกมีมาแต่เดิมที แม่เมตตาเหน็ดเหนื่อยแล้วผู้ที่มีจิตญาณจะไม่รู้สึกซาบซึ้งหรือ ความคิดของเติ้งอ้ายที่ฆ่าสัตว์ทำให้พวกเขาแม่ลูกต้องพลัดพรากจากกัน ต่อมาแม้ว่าเขาจะออกรบพิชิตเมืองเสฉวน สร้างผลงานใหญ่ขึ้น แต่ถูกขุนนางจงฮุ่ยริษยาวางแผนเพื่อใส่ร้ายป้ายสี สุดท้ายถูกท่านซือหม่าเจาส่งนายทหารเว่ยก้วนไปฆ่าเสียชีวิต จึงเห็นได้ว่า ทำดี ทำชั่ว ย่อมมีกรรมสนอง





วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

แม่ลูกสัมพันธ์ลึกซึ้ง - นิทานเต้าจือจงจื่อ



แม่ลูกสัมพันธ์ลึกซึ้ง 

สมัยก่อนมีคนๆ หนึ่งเลี้ยงแม่วัวแก่ๆ ตัวหนึ่งกับลูกวัว อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้ขายไป โดยชาวนาคนหนึ่งได้ซื้อลูกวัวไป ส่วนแม่วัวแก่ตัวนั้นถูกคนฆ่าวัวซื้อไว้แล้ว คนฆ่าวัวได้จูงแม่วัวเดินข้ามคลองไป เดินตรงไปเพื่อที่จะกลับบ้าน

ชาวนาก็จูงลูกวัวยืนอยู่ริมคลอง ลูกวัวยืดคอร้องมอๆๆ ชาวนาตีลูกวัวให้เดินหน้า ลูกวัวเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ยังหันหัวร้องเสียงยาว ถูกชาวนาบังคับพากลับไปขังไว้ในคอกวัว

พอตกกลางคืน คนฆ่าวัวต้มน้ำร้อนเสร็จแล้ว เตรียมการจะฆ่าแม่วัว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลูกวัวร้องอยู่ข้างนอก เสียงร้อนรนมาก ส่วนแม่วัวอยู่ข้างในได้ยินแล้วก็ส่งเสียงร้องตามกันขึ้นมา คนฆ่าวัวเมื่อเปิดประตูออก ก็เห็นลูกวัวที่ชาวนาซื้อไปเดินชนตรงเข้ามาในประตู พอเห็นแม่วัวก็เข้าไปคลอเคลีย กระโดดไปกระโดดมาอยู่ข้างๆ แม่วัวก็ได้เลียหัวลูกวัวอยู่ตลอดเวลา

คนฆ่าวัวแม้จะเหี้ยมโหด เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้รู้สึกหวาดหวั่นใจขึ้นมา จึงดับไฟในเตาลงแล้วตนเองก็เข้านอน ส่วนชาวนานั้นตื่นเช้าขึ้นมา หาลูกวัวไม่เจอ ตามหาไปทั่วจนพบกับคนฆ่าวัวเข้า คนฆ่าวัวก็เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่ลูกวัวชนประตูให้ชาวนาฟัง ทั้งสองคนต่างทอดถอนใจเป็นเสียงเดียวกัน ชาวนาจึงซื้อแม่วัวแก่ต่อในราคาเดิมไป ทำให้วัวแม่ลูกสามารถอยู่ร่วมกันต่อไป เห็นได้ว่าสัตว์เดรัจฉานมีความผูกพัน แม่ลูกก็มีใจสื่อถึงกัน





วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

เหตุใดเจ้าจึงไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราเปล่งซึ่งมหาเมตตา จิตโอบอ้อมอารีละเว้นซึ่งพี่น้องของเจ้า? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธจี้กง เมตตา


พระโอวาิทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา
  
     "การบำเพ็ญธรรมนั้นต้องถือศีล ถ้าไม่มีศีลเจ้าก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นอริยะปราชญ์ ก็เหมือนกับเวลาที่เจ้าไปเรียนหนังสือในโรงเรียนจะต้องรักษากฏระเบียบของโรงเรียน ถึงจะเป็นเด็กที่มีทั้งความประพฤติและการเรียนดีพร้อมทั้งสองอย่าง

     ทางธรรมเรื่องราวใดก็แล้วแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องทุ่มเทออกมา และมีความแน่วแน่หยัดยืนให้ถึงที่สุด หากไม่มีศีลก็เป็นการยากที่จะทำให้กายใจเที่ยงตรง และไม่อาจเสริมส่งให้เวไนยในใต้หล้าเที่ยงตรงได้ มิเช่นนั้นแล้วจะเรียกให้เจ้าบำเพ็ญธรรมไปทำไม? ก็คือเพื่อให้เปลี่ยนแปลงนิสัยอารมณ์ที่ไม่ดี แล้วนั่นเป็นเพียงผู้ที่อยู่ระดับชั้นประถมเท่านั้น ยังไม่นับว่าเป็นคนบำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบ และต่อไปยังจะต้องมีสภาวะจิตใจเช่นใดอีก?

     ต้องมีจิตที่ยึดถือความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง เข้าใจถึงความเมตตาไหม? เป็นความเมตตาประเภทใด?  เป็นมหาเมตตาหรือความเมตตาเพียงเล็กๆ เจ้าตั้งปณิธานทานเจแล้วหรือยัง? จิตใจของเจ้าสะอาดบริสุทธิ์แล้วหรือยัง?  ตรงนี้สำคัญยิ่งนัก! ถ้าหากว่าไม่มีนิสัยอารมณ์ความเคยชินที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ทุกวันยังฆ่าหมูฆ่าแพะเจ้ายังคงเข่นฆ่าทำร้ายชีวิต นี่เป็นเรื่องที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทำกันหรือ? ลองคิดใคร่ครวญดู...

     ถ้าเจ้าไม่ระวังหกล้มบาดเจ็บ เจ้าก็หวังว่าคุณหมอรักษาเจ้าให้หายใช่ไหม? และเจ้ายังหวังว่ายามที่เจ้าเจ็บป่วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเหลือเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราเปล่งซึ่งมหาเมตตา จิตโอบอ้อมอารีละเว้นซึ่งพี่น้องของเจ้า? เจ้าบอกว่าเจ้าไม่มีอารมณ์ความเคยชินที่ไม่ดี แต่ว่าตาของเจ้ากลับแสร้งทำเป็นไม่เห็นพวกมันซึ่งดิ้นทุรนทุรายอยู่ใต้คมมีดของเจ้า เจ้าแสดงอารมณ์ร้ายเพียงใดอารมณ์ร้ายถึงขนาดที่จะฆ่าแกงพวกมัน ดังนั้นจึงกล่าวว่าเจ้ากำลังแสดงอารมณ์อยู่ใช่ไหม?

      มีบางคนไม่ระมัดระวังเหยียบโดนมด ไม่ระวังตบโดนยุงเข้าก็รู้สึกผิด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้เข่นฆ่าทำลายชีวิต เจ้าอย่าได้คิดผิดว่าชีวิตเล็กๆ เจ้าฆ่ามันแล้วก็ไม่มีอะไร แท้ที่จริงแล้วมันก็มีเหมือนกับเจ้า อย่าได้คิดว่าการที่เจ้าไม่เหยียบมดและไม่ฆ่ายุงเพียงหนึ่งตัวนั้นเป็นมหากุศล ถ้าหากว่าทุกวันเจ้ากลืนกินจิตญาณชีวิตเหล่านั้นลงไป เจ้านั้นก็สร้างบาปมหันต์! เท่ากับเจ้าเข่นฆ่าพ่อแม่และพี่น้องของตนเองเช่นกัน เพียงแต่เขาเหล่านั้นลงมาเวียนว่ายไม่เหมือนกัน รูปลักษณะแตกต่างกันเพียงแต่พวกเจ้าไม่รู้จักกันนานแล้วเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะและเหี้ยมโหดมากใช่ไหม?"





วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปราณีผองเพื่อนมวลสัตว์ทั้งปวง - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิืทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา

"ปราณีผองเพื่อนมวลสัตว์ทั้งปวง การที่ศิษย์จะเรียกว่าปราณีต่อเขาได้นั้น ศิษย์ต้องไม่ฆ่า ไ่ม่กินเขา และมีเมตตาช่วยเหลือเขาด้วย และไม่ใช่เฉพาะสัตว์เท่านั้น คนก็เหมือนกันจะแกล้งเขา จะทำร้ายเขาให้เขาไม่สบายใจก็ไม่ได้"





วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

สรรพสัตว์ต่างก็มีพุทธจิตธรรมญาณ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนันจี๋เหล่าเซียนองค์(老仙翁)



พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนันจี๋เหล่าเซียนองค์(老仙翁) เมตตา

"ข้างกายเราผู้เฒ่ามีเซียนน้อยอยู่สององค์ องค์หนึ่งคือลู่ถง(เซียนกวางน้อย) อีกองค์หนึ่งคือเฮ่อถง(เซียนกระเรียนน้อย) พวกเขาต่างก็ไม่ได้เกิดเป็นคนแล้วจึงบำเพ็ญสำเร็จไป พวกเจ้าดูสิว่าแม้แต่สัตว์ก็ยังมีจิตธรรมญาณ ยังมีจิตใจใฝ่บำเพ็ญธรรม แล้วคนจะสู้ไม่ได้กับสัตว์เดรัจฉานเชียวหรือ?

พวกเจ้าดูสิว่าสัตว์ก็มีจิตธรรมญาณสามารถบำเพ็ญสำเร็จเป็นพุทธะได้ ดังนั้นพวกเจ้าจะกินสัตว์ได้ไหม? (ไม่ได้)

เมื่อสักครู่นี้ หัวข้อเหตุใดต้องรักษาศีลเจ ฟังกันชัดเจนไหม? (ชัดเจน) หากเจ้ากินเขาก็เท่ากับกินพุทธะในอนาคต บาปเวรกรรมนี้ใครจะแบกรับไหว?  ดังนั้นสรรพสัตว์ต่างก็มีพุทธจิตธรรมญาณ เข้าใจหรือไม่? (เข้าใจ)"





วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความเมตตาที่แท้จริง - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หันเซียงจื่อต้าเซียน เมตตา (韓湘子大仙)


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทาน หันเซียงจื่อต้าเซียน (韓湘子大仙) 

"ก่อนเราจะมาที่นี่มีเวไนยสัตว์มากมายที่ร่ำร้องวอนขอเรา เขาถามว่า...ท่านได้เหยียบย่ำทำร้ายสิ่งใดบ้าง เคยนึกไหม ? (ไม่เคย) 

ท่านคิดเพียงสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก สัตว์เล็กเป็นอาหารสัตว์ใหญ่ เช่นนี้ถ้าช้างไม่กินผักผลไม้ แต่หันมากินคนแทน ท่านจะใช้คำว่า สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กได้หรือไม่?

ความเมตตาอย่าคิดแค่ใจสงสารเมตตา แต่ต้องออกมาจากทุกส่วนของการกระทำส่วนลึกในใจ ไม่ใช่แค่พูด หรือแค่แผ่เมตตาปล่อยสัตว์ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถบังคับได้ ท่านก็อาจจะบอกว่าอย่าทานเนื้อสัตว์เลย แต่ทำไมท่านไม่กล้าที่จะออกกฎบังคับ นั่นเป็นเพราะว่าความเมตตาที่แท้จริง หรือเมตตาอันบริสุทธิ์ ต้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ จากมโนธรรมสำนึกที่เรามีอยู่ นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นเมตตาที่แท้ เป็นเมตตาที่สว่างไสว 

ฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่า...การเบียดเบียนสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดี มีแต่ทำร้ายเขา ทำให้เขาเจ็บปวด น้ำตาที่ไหล เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ใจส่วนลึกของสรรพสัตว์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการบังคับให้เลิกทานเนื้อสัตว์ แต่ต้องการเรียกร้องความเมตตา เรียกร้องมโนธรรมสำนึกที่อยู่ในจิตใจ ให้ย้อนมองดูว่าความเจ็บปวดที่เราโดนนั้นเป็นอย่างไร? แล้วที่สรรพสัตว์โดนนั้นแตกต่างกันอย่างไร? แค่เราโดนมีดบาดนิดหน่อย เราก็เป็นเดือดเป็นแค้น แต่ถ้าโดนพรากชีวิตทั้งชีวิต พรากจากพ่อแม่ ลูกหลาน เราจะรู้สึกอย่างไร? การสูญเสียนั้นมีแต่ความเสียใจ ความหดหู่ 

ฉะนั้นเราลองถามตนเองว่า ถ้าเราไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากพลัดพราก แล้วตัวเราได้เป็นต้นเหตุให้คนอื่น หรือสรรพสัตว์ต้องสูญเสียหรือพลัดพรากบ้างหรือเปล่า?"





วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุใด? ตรุษจีนปีนี้...พึงเซ่นไหว้บรรพชนด้วยอาหารเจ บรรยากาศมงคลเปี่ยมล้นความปีติ ปราศจากเลือดเนื้อความเจ็บปวด




ตรุษจีน เซ่นไหว้บรรพชนด้วย...อาหารเจ กตัญญู แสดงออกถึงจิตรำลึกคุณ สืบสานประเพณีอันดีงามแต่ครั้งบรรพกาล บรรยากาศมงคลเปี่ยมล้นความปีติ ปราศจากเลือดเนื้อความเจ็บปวดของสรรพสัตว์น้อยใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แซ่สร้องสรรเสริญอวยชัย

        มีคำกล่าว “หนึ่งวันพ่อแม่เลี้ยงดูเรา ร้อยปีอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่าน” ความหมายก็คือลูกที่กตัญญูต้องรู้จักสำนึกอยู่เสมอว่า  การได้มีชีวิตอยู่รับใช้พ่อแม่  ผู้บังเกิดเกล้าทุกค่ำเช้าเป็นเวลา 100 ปี นั่นเท่ากับว่าเราได้ตอบแทนพระคุณที่ท่านทั้งสองเลี้ยงดูชีวิตมาได้ 1 วัน

ตั้งแต่เรายังเล็กๆ ท่านป้อนข้าว ให้นม ให้เสื้อผ้าที่อยู่ที่กิน ให้ความรู้การศึกษา  ให้ความรักและความอบอุ่นยามเจ็บไข้พ่อแม่ไม่ยอมหลับยอมนอน ตื่นคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลากว่าเราจะโตจนช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี ลองคิดคำนวณดูเอาเถิดว่ากี่ร้อย  กี่พันกันล่ะที่ท่านต้องลำบาดเลี้ยงดูเรา

เพราะฉะนั้น  ต่อให้เรามีอายุยืนอยู่ได้ถึงหมื่นปี  คอยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ทุกวันมิได้ขาดก็ยังไม่อาจทดแทนพระคุณของท่านทั้งสองได้หมด

พระคุณบิดามารดานั้นมากมายล้นพ้น  สุดจะหาคำใดในโลกมาเอ่ยพรรณนา ขอให้เราทุกคนย้อนมองดูตัวเองแล้วพิจารณาดูซิว่าเราเคยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ด้วยความจริงใจสักหนึ่งวันเต็มๆมีบ้างไหม?
ยามที่พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้ายังมีชีวิตอยู่  ลูกควรกตัญญูรู้คุณด้วยการเคารพเชื่อฟัง  ไม่นำเรื่องราวใดๆ ทำให้ท่านต้องทุกข์ร้อนใจ ควรดูแลเอาใจใส่ให้ท่านทั้งสองมีแต่ความสุขกายสบายใจ  เมื่อท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ให้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณของท่านสืบต่อจนถึงรุ่นลูกหลาน

การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ  ก็เพื่อเป็นแบบอย่างของคุณธรรมอันดีแก่ลูกหลานของเราให้ได้รู้จักสำนึกในพระคุณบิดามารดาบุพการีมีความกตัญญูรู้คุณสืบต่อกันไป มิใช่เซ่นไหว้เพื่อขอโชคลาภ  เงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์แก่ตัวเองและลูกเมีย  เราไม่รู้สึกละอายแก่ใจบ้างเลยหรือที่ท่านเลี้ยงเรามาชั่วชีวิตของท่าน  ตลอดเวลาเราได้รับอาหาร เสื้อผ้า ข้างของ เงินทอง  ตลอดจนความรู้  ทั้งหมดที่ท่านให้มาแล้วยังไม่เพียงพอที่เราจะใช้ดำเนินชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวลูกหลานต่อไปอีกหรือ  ทำไมเราจะต้องเซ่นไหว้วิงวอนขอบันดาลสิ่งโน้นสิ่งนี้อย่างคนไม่รู้จักพอทั้งๆที่ท่านไม่มีสังขารร่างกายจะลุกขึ้นมาให้เราได้อีกแล้ว

การที่ลูกหลานกราบไหว้บรรพบุรุษ  เพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ  จึงมิใช่การแสดงความกตัญญูที่แท้จริง หากเราสั่งสอนให้ลูกหลานรู้จักแต่จะขอวิงวอนขอเอาจากผู้อื่นต่อไปเมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะได้นั่งวิงวอนรอคอยให้ผู้อื่นช่วยแทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่พ่อแม่มอบให้แล้วออกไปบากบั่นมุ่งหน้าประกอบกิจการงานอย่างผู้มีความรับผิดชอบเป็นตัวของตัวเอง  ถ้าหากลูกหลานของเรามัวแต่งอมืองอเท้าอย่างนี้ความผิดก็อยู่ที่ตัวเราเองที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน  ทำตนเป็นแบบอย่างที่ผิดๆ ในวันกราบไหว้บรรพบุรุษ  เพื่อแสดงความกตัญญูไม่ควรทำให้ชีวิตผู้อื่นล้มตาย  บรรพบุรุษของเราย่อมไม่ยินดีเป็นแน่ในเรื่องนี้  

ผู้รู้ทั้งหลายก็จะพากกันติเตียนในความโง่เขลาของเรา ชีวิตเลือดเนื้อที่ได้จากการปล้นฆ่า แย่งชิงเอามาจากสัตว์เป็นเสมือนของต้องห้ามที่ผิดกฎหมาย หากนำไปมอบให้ใครผู้รับมอบก็จะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย  เช่นนี้แล้วดวงวิญญาณของบรรพบุรุษกลับต้องได้รับหนี้สินบาปเวรจากการกระทำของลูกหลานโดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใใจด้วยเลย..ช่างหน้าสลดใจจริงๆ ผู้มีความกตัญญูที่แท้จริงพึงกระทำอย่างยิ่ง

ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เราเคารพรัก  ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปและต่างก็หวังว่าดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับจะเดินทางไปสู่สุคติภพไม่อยากให้ตกนรกหมกไหม้ไปอยู่ในที่ที่น่ากลัวได้รับแต่ความทรมานทุกข์ทรมานยากลำบาก

ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย  ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้นย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่ หากรู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย






วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น




เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น

        กาลครั้งหนึ่ง มีเณรน้อยรูปหนึ่งออกบวชติดตามพระเถระที่มีคุณธรรม พระเถระรูปนี้รู้ว่าเณรน้อยรูปนี้ต้องตายภายในเจ็ดวัน ท่านจึงรู้สึกเสียใจ เพราะเณรน้อยกตัญญูเชื่อฟังอาจารย์มาก ปรนนิบัติด้วยความซื่อสัตย์ที่สุด

        พระเถระบอกกับเณรน้อยว่า "เณรน้อย เจ้าไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมแม่นานแล้ว ถ้าวันนี้กลับบ้านไปเยี่ยมเยียนแม่ของเจ้า พยายามเป็นลูกกตัญญู หลังจากนี้แปดวันค่อยกลับมาที่วัด" เพราะว่าพระเถระรู้ว่า เณรน้อยจะต้องตายภายใน ๗ วัน ฉะนั้นจึงสั่งกำชับให้เขากลับบ้าน

        ใครจะรู้ว่าหลังจากแปดวันให้หลัง เณรน้อยกลับมาอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป พระเถระรู้สึกยินดีมาก แต่ก็รู้สึกแปลกใจจึงพูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ชั่วชีวิตของข้าคาดการณ์อะไรไม่มีผิด อาจารย์ทำนายว่าเจ้าต้องตายภายในเจ็ดวัน แต่เหตุใดเจ้าจึงสามารถเปลี่ยนจากเคราะห์ภัยเป็นบุญวาสนา อีกทั้งสีหน้าก็หมดเคราะห์ ในระหว่างนี้เจ้าได้สร้างคุณประโยชน์มหาศาลเพื่อเวไนยสัตว์ใช่ไหม" เณรน้อยถูกถามก็ไม่รู้จะตอบอาจารย์อย่างไร

       พระเถระรีบเข้าณานไม่นานนักก็เข้าใจสาเหตุ แล้วก็พูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ระหว่างทางที่เจ้ากลับบ้าน เจ้าได้ช่วยชีวิตมดมากมายใช่หรือไม่" ขณะนั้นเณรน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงตอบอาจารย์ว่า "ใช่แล้ว ระหว่างทางที่จะกลับบ้าน ศิษย์ได้เห็นมดถูกขังอยู่กลางน้ำ ศิษย์จึงใช้ท่อนไม้ช่วยชีวิตพวกมันให้พ้นภัย ก็ไม่ใช่บุญกุศลอะไรมากมาย" พระเถระบอกว่า "ยินดีกับเจ้าด้วย ผู้ที่มีจิตเมตตากรุณาจะมีอายุยืน"

        คนโบราณได้กล่าวไว้ว่า..."ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น" "เจ้าช่วยชีวิตมากมาย อนาคตเจ้าจะมีอายุยืนแน่นอน วาสนาก็มีไม่น้อยแต่ว่าเราก็จะต้องฉุดช่วยเวไนยสัตว์อีกต่อไป เพื่อเผยแผ่ธรรมะ และให้ประโยชน์แก่เวไนยฯ เอาแบบอย่างจิตเมตตาของพระพุทธองค์ที่เผยแผ่สร้างคุณประโยชน์ช่วยเหลือชาวโลก ส่งเสริมการปล่อยสัตว์ และละเว้นการฆ่าสัตว์ให้มากๆ" เณรน้อยเคารพนบนอบต่อคำสั่งสอนของอาจารย์ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระเถระรูปหนึ่งแห่งยุค

       ขอให้พวกเราหมั่นคิดที่จะสร้างความดี แล้วก็นำไปปฏิบัติถึงแม้ว่าจะีมีภัยก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นบุญวาสนา และมีอายุยืนยาวได้





บทความที่ได้รับความนิยม