เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หากจัดงานศพบรรพชน ทางที่ดีที่สุดคือ...ทำอาหารเจ(เลี้ยงแขกผู้มาร่วมงานรวมถึงตัวเราด้วย)


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์...อมตะพุทธจี้กง เมตตา

"อาจารย์ขอถือโอกาสนี้กล่าวย้ำกับพวกเจ้าอีกว่า หากบรรพชนของพวกเจ้าเสียชีวิต ในงานศพอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหากฆ่าสัตว์ หนี้กรรมเหล่านี้บรรพชนจะต้องรับติดตัวไปด้วยเพราะว่าเป็นงานศพของบรรพชนจึงทำให้เกิดการฆ่า หนี้กรรมเหล่านี้ก็ต้องตกเป็นของท่าน

หากจัดงานศพบรรพชน ทางที่ดีที่สุดคือทำอาหารเจ สมาชิกในครอบครัวหากยังมิได้ชิงโข่ว(ตั้งปณิธานกินเจบริสุทธิ์)ครบทุกคน ก็ควรจะให้กินเจ ๔๙ วัน สามีภรรยาจะต้องแยกนอน ๔๙ วัน อย่างนี้จะช่วยลดหนี้กรรมของบรรพชนให้เบาลงได้ จุดนี้อาจารย์จำเป็นต้องเน้นกับพวกเจ้า ต้องจดจำไว้"


วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

งดทำกรรมด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ ความเมตตาของเราต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด และ กระทำ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในแปดเซียนท่านหลันไฉ่เหอ



พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์

หนึ่งในแปดเซียน...ท่านหลันไฉ่เหอ พุทธสถานไท่อิน ดาวคะนอง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2542  

"งดทำกรรมด้วยการงดกินสัตว์ เมื่อสักครู่นี้ท่านได้ฟังหัวข้ออะไร ?...(ความหมายของการทานเจ) คือความหมายของการไม่ทานเนื้อสัตว์ใช่หรือไม่ ?...( ใช่ ) 

        หากเราถามทุกๆ ท่านว่า...ในที่นี้ คนทุกคนล้วนทนไม่ได้ที่เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก เมื่อเราเห็นเขามีชีวิต ท่านทนได้ไหมที่ต้องเห็นเขาตายไปต่อหน้า ?...(ทนไม่ได้) เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อน ท่านทนได้ไหมที่จะนิ่งเฉยไม่สนใจดูแล ?...(ไม่ได้) แปลว่าทุกคนล้วนมีจิตเมตตา มีจิตโอบอ้อมอารี เห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ไม่อยากให้เขาต้องตายไปต่อหน้าต่อตา

แต่ว่าความเมตตาของเรานั้นกลับเป็นเมตตาแค่เพียงคิด หรือ ต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด และกระทำ ตอนนี้เวลาเราเห็นสัตว์ร้อง ในใจเรารู้สึกเป็นอย่างไร ?...(สงสาร) เมื่อตอนเห็นสัตว์มีชีวิตแล้วต้องตายไปต่อหน้า ท่านรู้สึกอย่างไร ? นึกถึงหม้อแกงหรือกระทะร้อนๆ

         มนุษย์เรานั้นเวลาเห็นคนอยู่ด้วยกันเราก็อยากให้เขามีชีวิตอยู่ เวลาเราเห็นสัตว์ที่อยู่ร่วมกับเราตาย เราก็ยังอดสงสารไม่ได้ ใช่หรือไม่ ? หรือแม้สัตว์ตัวนั้นจะไม่ได้เป็นสัตว์ที่เราเลี้ยงก็ตาม แต่ทำไมกลายเป็นเรารู้สึกอยากกินเขา ทำไมเราไม่เกิดความสงสารให้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุด แสดงว่าความสงสารของเราเป็นแค่เพียงชั่วครู่ชั่วขณะหนึ่งไม่ใช่ของจริงแท้ หรือเป็นเพราะความอยากของเรา ถึงกับฆ่าเขาได้ลง ถึงกับกินเขาได้ลงคอ ความโลภของเราถึงกับประหัตประหารเขาได้ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ ? แปลว่าในใจของเราทุกคนก็ไม่อยากจะมีสิ่งนี้ แต่เพราะว่ากินมาจนติดแล้ว เบียดเบียนจนเคยชินแล้ว อำนาจของความชั่วย่อมเป็นอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์

....เมื่อใดที่มนุษย์กับมนุษย์ลงโทษกันไม่ได้ เมื่อนั้นฟ้าดินจะช่วยจัดการ ....เมื่อใดที่คนกับคนไม่สามารถตัดสินให้เที่ยงธรรมได้ เมื่อนั้นฟ้าดินจะเที่ยงธรรม 

       อย่าเห็นว่าการฆ่ากันเป็นเรื่องที่ไม่มีผลตอบแทน ย่อมมีผลตอบแทน ทำไมเราอยู่กับบางคน เรารักเขา แต่บางคนเราถึงเกลียดเขา นั่นเป็นอำนาจที่เรามองไม่เห็น ใช่หรือไม่ ? ทำไมคนปัจจุบัน จึงใช้การฆ่าสัตว์มาฆ่าคนได้ลงคอ นั่นเป็นเพราะว่าเกิดจากความชั่วที่ก่อตัวเล็กๆ ความชั่วที่ทนไว้เมื่อเห็นสัตว์ตัวเล็กๆ ตาย แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ตัวใหญ่ๆที่จะพอกพูนแล้วทำให้ฆ่าเขาลงมือได้ จริงหรือไม่ ?

       ฉะนั้นเวลาเราเกิดเคราะห์ร้าย เคราะห์กรรมที่เราไม่รู้สาเหตุเกิดขึ้นกับเรา เราต้องถามตัวเองว่าได้สร้างกรรมดีมากแค่ไหน เราได้เคยเบียดเบียนคนอื่นบ้างหรือเปล่า ? หากตลอดมาเราได้ทำดี จะไปกลัวอะไรกับกรรม เราย่อมสามารถหลีกหนีได้ แต่ถ้าตนทำชั่วทำอย่างไรก็หลีกหนีไม่ได้"









วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ตั้งปณิธานกินเจ(ชิงโข่ว)แล้ว...จิตใจสะอาดบริสุทธิ์หรือยัง - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขุนพลพิทักษ์ธรรมสถาน ท่านจางเฟยและท่ายเย่เฟย


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทานโดย...ขุนพลพิทักษ์ธรรมสถาน ท่านจางเฟยและท่านเย่เฟย

         เรามีคุณสมบัติเพียงพอแล้วหรือยัง ?...เข้าสู่ชั้นประชุมที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ สะเทือนถึงเบื้องฟ้า สนั่นทั่วเมืองพิภพมิใช่ง่าย ลองถามตัวเองดูว่า วันนี้เป็น "หยก" หรือจะเป็น "หิน" หากอยากจะเป็นหยกก็ต้องมุ่งมั่นและตั้งใจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ตั้งปณิธานกินเจ(ชิงโข่ว)แล้ว จิตใจสะอาดบริสุทธิ์หรือยัง กายใจสำรวมหรือไม่ ความคิดเที่ยงตรงหรือยัง ? ก้าวหน้าแค่ไหนทั้งกายและใจ ลองถามตัวเองว่าการกระทำกับจิตใจสอดคล้องกันอย่างไร สิ่งที่พูดนั้น...ระวัง สิ่งที่คิด...คิดตรงเพียงไรต่อธรรม หากไม่หนักแน่นมั่นคงก็อย่าหวังจะรอดพ้นอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ได้

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มิใช่ไม่เมตตา ขอเพียงเวไนย์รักษากฏ รักษาวินัย เคร่งครัดในตัวเอง ความผิดเล็กๆน้อยๆ ก็จะไม่บังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันกาล

ความประพฤติหากยังเลวทรามไม่แก้ไข ต้องแขวนไว้เพียงชื่อผู้บำเพ็ญเท่านั้น จะมองหน้าหรือต้องการใครใจก็จะละอายตลอดกาล จิตใจถึงแม้นหลอกลวงผู้อื่น แต่หลอกลวงฟ้าเบื้องบนไม่ได้ หนำซ้ำตัวเองยังจะต้องหลอกหลอนใจตัวเองไปตลอดกาล

มาถึงขั้นนี้ ทานเจตลอดชีพ แต่จิตใจทานแล้วหรือยัง ปากทาน ทานเข้าไป แต่สิ่งที่พูดออกมาเป็นเช่นไร ตัวเองย่อมรู้อยู่แก่ใจ บำเพ็ญธรรมจะต้องยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นสูง ปากว่าทานเจแต่สิ่งที่พูดออกมานั้นกล่าวร้ายต่อธรรมนี้

จงสำนึกแก้ไขแต่วันนี้ยังทัน เบื้องบนฟ้าให้อภัยต่อผู้สำนึกผิดแต่ไม่ให้อภัยแก่ผู้ที่ไม่สำนึกผิดเลย สำนึกแล้วก็ต้องยอมรับปรับปรุงแก้ไขตนให้ดี ไม่ใช่วันนี้สำนึก พรุ่งนี้ก็ทำซ้ำ เช่นนั้นคงจะมีแต่ประตูนรกเท่านั้นที่เปิดรอเราอยู่

อย่าถือว่านี่เป็นการตำหนิดุด่าของเราทั้งสอง มีแต่ความหวังดีต่อเวไนย์ทุกคน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ตักเตือนจิตใจของเรา หากไม่มีคำเตือนเราอาจจะพลั้งต่อไป ยิ่งทำก็ยิ่งถลำลึกแล้วตอนนั้นจะกลับมากู้มาแก้ไขก็คงสายเกิน

นำจิตใจแห่งฟ้ามานำจิตปุถุชน หากคิดว่ากินเจเพื่อสร้างบารมี หรือกินเพื่อหวังผล คิดผิดเสียแล้ว จงลบความเข้าใจใหม่ หกหมื่นกว่าปีหนี้เวรกรรม ไม่อาจประกันได้ว่าตัวเองจะอยู่รอดถึงวันนี้หรือวันพรุ่งนี้

หากไม่ชนะจิตใจปล่อยปละละเลย ปล่อยโอกาสไม่สำนึกแก้ไข จะกินเจตลอดไปหรือตลอดชีวิตก็ไร้ประโยชน์ ที่สำคัญ "ใจต้องบริสุทธิ์" เข้าใจหรือไ่ม่ ?




วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

บริสุทธิ์กายใจ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระุพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์



                                                          ใจเด็ดเดี่ยวยอมสละรสโอชา                เมื่อรู้ว่าชีวิตนี้มีหนี้กรรม
                                                  ผันชีวิตตัดความอยากสร้างบุญนำ                ตรวจตราย้ำซื่อสัตย์ตนจึงพ้นภัย

                                                                                  เราคือ...

                                                          อรหันต์จี้กงสงฆ์วิปลาส           รับบัญชาจาก
                                                 องค์อนุตตรธรรมมารดา                   ลงสู่ธรรมสถาน คารวะต่อหน้า
                                                 องค์มารดาผู้เมตตา                          ถามศิษย์ยา  บริสุทธิ์กายใจ เพียงใด

                                                                                         ฟ้าเมตตาฉุดส่องธรรมแสงรุ่งโรจน์
                                                                              สามภพโปรดสู่วิมุติพ้นทุกข์เข็ญ
                                                                              เหล่าพุทธาทั่วทิศาหวังโลการ่มเย็น
                                                                              ส่งธรรมแทนจิตวิสุทธิ์ขั้นเริ่มฝึก
                                                                                         เมื่อคิดแปรเปลี่ยนแดนแรกค้นใจ
                                                                              ปุถุชนปลุกเมตตาในฤทัยตัดใจยอม
                                                                              ผ่านเลวร้ายมนุษย์สร้างใจงามถนอม
                                                                              จิตหมองฝึกบริสุทธิ์พร้อมกายหนี้กรรมสยบ
                                                                                        ชนล้วนยังร้ายกิเลสลึกซ่อนอำพราง
                                                                              จี้กงนำทางธรรมแอบจุดสว่างบอก
                                                                              ต้องคอยยังยั้งแรงทุ่มเทแฝงลวงหลอก
                                                                              ภายในนอกทั้งแล้วสร้างทดสอบเต็ม
                                                                                       บำเพ็ญนอกในทุกชีวิตกุศลใดสร้าง
                                                                              โลกวางเมื่อหยุดพรากไว้ประคองอยู่
                                                                              ที่มาเสียงสยบลงมั่นเสมอกอบกู้
                                                                              ชีวิตเขาใจปลดปลงรู้สำนึกแห่งจิต
                                                                                       เพื่อนร้องโลกาสนั่นก้องธรรมฝึกเพียรหมั่น
                                                                              สัตว์ผองทั่วยินดีท่านจิตพิชิตเสถียร
                                                                              ธรรมเป็นเลิศชนชนะลุ่มหลงเลิกเบียดเบียน
ุ                                                                              สุดท้ายเพียรบำเพ็ญตนบริสุทธิ์กายใจ

                                                            พระโอวาทซ้อนพระโอวาท  "บริสุทธิ์กายใจ"

                                                   แสงธรรมส่องฉุดโปรดทั่วทิศา          หวังโลกาแปรเปลี่ยนแดนวิสุทธิ์
                                          ขั้นแรกเริ่มค้นเมตตาในมนุษย์                    ฝึกบริสุทธิ์พร้อมกายใจตัดหนี้กรรม
                                          มองจิตลึกกิเลสร้ายยังแอบแฝง                 ทุ่มเทแรงยับยั้งทั้งนอกใน
                                          เพื่อหยุดพรากชีวิตแล้วสร้างกุศลไว้           ทดสอบใจประคองอยู่้มั่นเสมอ
                                          กอบกู้จิตแห่งสำนึกหมั่นฝึกเพียร                ธรรมเสถียรพิชิตจิตลุ่มหลง
                                          เลิกเบียดเบียนชีวิตเขาใจปลดปลง             สยบเสียงร้องสัตว์ผองทั่วโลกา





วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

มหาเมตตาต่อปวงสรรพสัตว์ ครั้งสมัยยังทรงพระเยาว์พระสิทธัตถกุมาร




           วันหนึ่งในฤดูร้อน พญาหงส์สีขาวสะอาดตัวหนึ่ง บินนำฝูงผ่านพระอุทยานของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือสู่ถิ่นพำนัก ณ ยอดเขาหิมาลัยอันไกลโพ้น ความขาวของฝูงหงส์ซึ่งทาบอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ดูประหนึ่งทางช้างเผือก ยังความนิยมยินดีให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก แต่สำหรับพระเทวทัตกุมารมิได้เป็นเช่นนั้น น้ำพระทัยของเจ้าชายองค์น้อยนี้ เป็นพาลเหี้ยมโหดมุ่งแต่จะทำลายเป็นที่ตั้ง พอทอดพระเนตรเห็นฝูงหงส์ เธอก็ทรงยกลูกศรขึ้นพาดสาย น้าวคันธนูจนเต็มแรงยิงออกไปทันที ลูกศรนั้นวิ่งขึ้นไปถูกพญาหงส์สีขาว ซึ่งกำลังบินร่อนร่าเริงใจอยู่บนอากาศ ถลาตกลงสู่เบื้องล่างทันที

ขณะนั้นพระสิทธัตถกุมาร(องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี) พระโอรสแห่งพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กำลังทรงสำราญอยู่ในพระอุทยานนั้นด้วย ทรงทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์ ร่วงตกลงมาในเขตพระอุทยาน พระองค์จึงละเสียจากการเล่นโดยสิ้นเชิง แล้วรีบเสด็จออกไปค้นหา ในที่สุดก็พบนกที่น่าสงสารนั้นกำลังดิ้นรน กระเสือกกระสนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น โดยที่ปีกข้างหนึ่งของมัน มีลูกศรเสียบทะลุคาอยู่ เจ้าชายองค์น้อยบังเกิดความเวทนายิ่งนัก ทรงอุ้มหงส์นั้นขึ้นจากพื้น ประคองกอดแต่เบาๆ มิให้วิหคเคราะห์ร้ายตื่นตกใจ ทรงชักลูกศรที่เสียบอยู่บนปีกนั้นออกเสีย แล้วทรงนำใบไม้ที่มีรสเย็น มาปิดบาดแผลเพื่อให้โลหิตหยุดไหล

          เจ้าชายน้อยทรงรำพึงถึงความทุกข์ ของพญาหงส์ อันมีกายปรากฏเป็นบาดแผลใหญ่แล้ว ก็ทรงทอดถอนพระหฤทัย พระกุมารนั้นแม้จะมีพระชนมายุเพียง ๘ พระชันษา ยังทรงพระเยาว์นัก ชอบที่จะแสวงสุขอย่างเด็กอื่นๆ แต่พระองค์กลับคิดใคร่ครวญ ถึงความเจ็บปวดของพญาหงส์ อันความทุกข์สำแดงอยู่ในเวลานั้น... จึงทรงปลอบนกด้วยพระวาจาอ่อนหวาน และอุ้มกอดมันไว้กับทรวงอก ให้อบอุ่น ทั้งลูบขนปลอบโยนให้คลายความหวาดกลัว

เมื่อพระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้อง ของพระสิทธัตถกุมาร เสด็จมาพบเข้าก็ทวงคืน ทรงพยายามจะแย่งนกนั้นไปเสียให้ได้ โดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของนกตัวนั้น เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ พระสิทธัตถกุมารทรงปฏิเสธ ที่จะมอบนกให้โดยตรัสว่า

"ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ ควรจะเป็นของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือมัน เรามิเคยมีใจที่จะมอบนกตัวนี้ ให้กับใครทั้งสิ้นตราบใดที่มันยังคงบาดเจ็บอยู่"

ต่างฝ่ายก็ไม่ยินยอมต่อกัน ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะจึงเสนอขึ้นว่า "ข้อพิพาทนี้ ควรจักต้องนำไปให้ บรรดานักปราชญ์ของแผ่นดิน พิพากษาตัดสินชี้ขาดในที่ประชุม" เจ้าชายเทวทัตก็เห็นด้วย

          ณ ที่ประชุมนักปราชญ์แห่งนครกบิลพัสดุ์ ในวันนั้นได้ยกกรณีพิพาท เรื่องหงส์ตัวนี้ขึ้นมาพิจารณา มีการถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พระเทวทัตควรเป็นเจ้าของนก เพราะเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ อีกฝ่ายหนึ่ง มีความเห็นว่า นกควรเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะเป็นผู้พบมันก่อน และได้ช่วยชีวิตมันเอาไว้ เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นแตกแยกขัดแย้งกันดังนี้ การประชุมก็ไม่เป็นที่ยุติลงได้

จนในที่สุดมีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จักพบเห็นมาก่อน ได้ก้าวออกมาและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดัง ท่ามกลางที่ประชุมนั้นว่า...

"ในโลกนี้ชีวิตเป็นของล้ำค่ายิ่ง ไม่ว่าใครก็ต่างรัก และหวงแหนชีวิตตน ผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ชื่อว่า เป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ที่ทำลายชีวิตสัตว์ ให้ดับล่วงไป ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข่นฆ่า ผู้ใดกรุณาต่อสัตว์ เป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ บุคคลนั้นจึงสมควรเป็นเจ้าของ ดังนั้นขอให้นกตัวนี้ จงเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ที่ช่วยชีวิตมันไว้เถิด" 

ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นด้วย กับถ้อยคำอันมีเหตุผลเที่ยงธรรม ของนักปราชญ์ผู้นั้น จึงตัดสินให้เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นผู้รับเอาหงส์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยชีวิตนั้นไป

           หลังจากนั้น พระกุมารน้อยทรงเอาพระทัยใส่ ดูแลนกนั้นอย่างเอื้ออารีที่สุด จนกระทั่งบาดแผลของมันหายสนิท มีกำลังวังชาฟื้นคืนดีแล้ว พระองค์ก็ทรงปล่อยมัน ให้บินกลับไปอยู่รวมฝูง กับพวกพ้องของมัน ในสระกลางป่าลึกด้วยความผาสุกสืบไป พระสิทธัตถกุมารองค์น้อยนี้แหละ ในกาลต่อมาคือ พระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้า ผู้ประกาศศาสนาพุทธ ด้วยหลักธรรมแห่งเมตตา ให้บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทพยดา และยักษ์มารอสูร ได้ประจักษ์แจ้งในสัทธรรมอันสูงสุด พระปรีชาญาณ และดวงหทัยอันเปี่ยมไปด้วยมหาเมตตาคุณ ได้ฉายแสงปรากฏให้ชนทั้งหลายได้ชื่นชม ตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา

พระเมตตากรุณาต่อปวงสัตว์ เมื่อพระสิทธัตถกุมารเจริญเติบใหญ่ มีพระอนามัยดี มีพระรูปกาย และพระพักตร์งดงาม เป็นที่รักแก่บรรดาผู้ที่ได้ประสบพบเห็น ครั้นถึงวัยเข้าเรียน โดยอาศัยการแนะนำของครูอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการต่างๆ หลายท่าน เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ศึกษา วิชาความรู้ทุกสาขาได้อย่างรวดเร็ว และดีเยี่ยม จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ ของทุกคนที่ได้ใกล้ชิด เรื่องใดที่พระองค์จะต้องศึกษา เรื่องนั้นไม่มีความยากลำบาก แก่พระองค์เลย เมื่อทรงได้รับการชี้แนะในศิลปวิชาการใดๆ เพียงครั้งเดียว ก็ทรงจดจำได้ทันทีไม่มีลืม

            แม้เจ้าชายสิทธัตถะ จะทรงเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด ในการศึกษาถึงเพียงนี้ ทั้งทรงเป็นพระโอรส ซึ่งจะได้ครองราชสมบัติ สืบต่อจากพระราชบิดา ในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทรงละเลย ที่จะแสดงความเคารพนอบน้อม ในฐานะเป็นศิษย์ต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะทรงระลึกอยู่เสมอว่า โดยอาศัยบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งมวลนี่เอง คนเราจึงได้รับสิ่งมีค่าสูงสุด คือวิชาความรู้ เจ้าชายมีปกติสุภาพเรียบร้อยเป็นนิสัย ทรงประพฤติต่อทุกๆ คน และโดยเฉพาะ ครูบาอาจารย์เป็นพิเศษ ในการแสดงความสุภาพอ่อนโยน เคารพนบนอบ ในฐานะที่ได้รับการอบรม อย่างผู้มีกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในเชิงกีฬาอย่างยิ่ง ทรงเป็นนักขี่ม้าที่มีพระทัยเย็น และกล้าหาญ ทั้งเป็นนักขับรถเทียมม้าที่สามารถ และเชี่ยวชาญ ในการแข่งขัน พระองค์เคยชนะคู่แข่ง ที่เก่งฉกาจที่สุด ในแผ่นดินของพระองค์เอง

            แม้กระนั้น เมื่อคราวแข่งขัน เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง พระองค์ก็ยังมีพระเมตตากรุณา ต่อม้าที่เคยช่วยให้พระองค์ มีชัยชนะอยู่เสมอๆ โดยทรงยอมให้พระองค์ เป็นฝ่ายแพ้เสียเอง แทนที่จะขับเคี่ยวม้าให้มากเกินกำลังของมัน เพียงเพื่อเห็นแก่ความชนะถ่ายเดียว เจ้าชายสิทธัตถะมิได้ทรงปราณี แต่เฉพาะม้าของพระองค์เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่สัตว์อื่นๆ ทุกชนิด ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อ และทรงเมตตากรุณาอย่างเดียวกัน พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทรงประสบความทุกข์ ความลำบากอย่างใดเลยก็จริง แต่น้ำพระทัยของพระองค์ ก็ยังทรงหยั่งทราบ ถึงจิตใจของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยความเห็นใจว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน

................................................................................................................................................................................................

ข้อคิดพิจารณาเตือนใจ

     เมื่อเราได้ทราบถึงเรื่องราวในครั้งพุทธกาล ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี ครั้งยังทรงพระเยาว์เจ้าชายสิทธัตถกุมาร กอปรด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อเหล่าสรรพสัตว์ โพธิจิตอันประเสริฐล้ำยิ่งมิอาจทนเห็นสรรพสัตว์นั้นต้องเป็นทุกข์ทั้งทางกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นๆเราๆท่านๆผู้อ่านพึงพินิจพิจารณาถึงหลักแห่งเมตตาธรรม น้อมนำมาปฏิบัติอย่างถึงที่สุดคุณธรรมอันเปี่ยมล้นเหลือเต็มพร้อมในธรรมญาณเดิมของเรานั้นจักพรั่งพรูแลสามารถโอบอุ้มสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนโลกนี้ให้วิมุติสุขเป็นเอกภาพสมดั่งมหาปณิธานของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันจักกอบกู้จิตญาณของเหล่าเวไนย์ให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งปวง ให้พ้นจากความหลง อันเป็นเมล็ดพันธุ์เกิดภพชาติและตกอยู่ในสังสารวัฏแห่งความทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราเหล่าเวไนย์พึงน้อมเอาหลักสัจธรรมความดีงามของพระพุทธาพระโพธิสัตว์อันประมาณมิได้นั้นมาดำเนินเถิด ละเว้นการเบียดเบียนชีวิตแลเลือดเนื้อของสรรพชีวิตอันซึ่งแต่เดิมทีจิตญาณของเขาก็ล้วนเวียนเกิดเวียนตายมาจากมนุษย์แลรับกรรมอันได้เคยก่อมาตกสู่เดรัจฉานภูมิ หรือ อบายภูมิอื่นๆ เช่นนี้แล้วพึงเปล่งเมตตาจิต กรุณาอย่างถึงที่สุด งดการเบียดเบียนอันจะสร้างความทุกข์และเกี่ยวกรรมกับธรรมญาณสรรพสัตว์ไม่จบไม่สิ้น ละเว้นทั้งการฆ่าและการกินเลือดเนื้อเขา ซึ่งเป็นหนทางแห่งความเศร้าหมองทั้งต่อตัวเราแลผู้อื่นเทอญ

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานชาดก...มตกภัตตชาดก - การฆ่าสัตว์เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จักยังผลเช่นไร ?



 นิทานชาดก...มตกภัตตชาดก - การฆ่าสัตว์เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จักยังผลเช่นไร ?

                                                                                                 ถึงเป็นสัตว์ก็รู้จักรักชีวิต
                                                                                     สู้สุดฤทธิ์หากใครไล่เข่นฆ่า
                                                                                     นึกดังนี้ให้มีจิตคิดเมตตา
                                                                                     ไม่โกรธาทั้งเชือดคอเขาอีกทั้งซื้อเอามากิน

       จะขอยกตัวอย่างนำมาเป็นอุทาหรณ์ ในหลักของกฏแห่งกรรมให้เรารู้ว่า เราฆ่าเขา...เขาฆ่าเรา ผลแห่งกรรมสนองชัดเจนขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็ว ในเรื่องของกรรมไม่มีอะไรบังเอิญ มีแต่ดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยที่เคยสร้างสมมาอย่างพอดี

       ในอดีตกาล...สมัยที่พระพุทธเจ้าศากยมุนี พระองค์ยังเสวยพระชาติเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนั้น ทั้งสัตว์และมนุษย์สามารถสื่อภาษากันได้ดี ครั้งนั้นได้มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ต้องการจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงสั่งให้ลูกศิษย์ของตนนำแพะตัวหนึ่งไปฆ่า เพื่อนำไปประกอบอาหารทำบุญ ระหว่างที่ทำความสะอาดขนแพะอยู่นั้น แพะตัวที่ถึงฆาตได้หัวเราะเย้ยหยันอย่างบ้าคลั่ง และร้องไห้คร่ำครวญสลับไปมาเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้จนลูกศิษย์สงสัย จึงจับนำเอาแพะตัวนั้นเข้าไปพบอาจารย์ของตนจึงเป็นที่มาของ มตกภัตตชาดก ครั้งพุทธกาลซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาสอนสั่งให้เหล่าสาวกได้พึงตื่นแจ้งถึงเหตุต้นผลกรรมศีลข้อปาณาติปาตา

...........................................................................................................................................................................................

มตกภัตตชาดก

      พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึง "มตกภัต" คือ ข้าวที่อุทิศให้คนตาย มีความพิสดารว่า...

ในกาลนั้น คนทั้งหลายย่อมฆ่าแพะ เป็นอันมาก ทำให้เป็น "มตกภัต" (อาหารเพื่อผู้ตาย) เพื่อญาติทั้งปวงที่ตายไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายเห็นคนเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้นจึงได้กราบทูลพระศาสดาว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมกระทำสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตเป็นอันมากให้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วให้ชื่อว่า "มตกภัต" ความเจริญในการให้มตกภัตนี้ย่อมมีอยู่หรือ พระเจ้าข้า?"

พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ชื่อว่าความเจริญอะไรๆในการทำปาณาติบาตแม้ที่เขากระทำด้วยคิดว่า พวกเราจักให้มตกภัต ดังนี้ ย่อมไม่มี แม้ในการก่อน บัณฑิตทั้งหลายนั่งในอากาศ แสดงธรรมกล่าวโทษในการทำปาณาติบาตนี้ ให้ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นละเว้นกรรมนั้น แต่ในบัดนี้การกระทำนั้นกลับปรากฏขึ้นอีก เพราะสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ถูกภพชาติปกปิดไว้"

แล้วได้ทรงนำเรื่องในอดีตชาติมาทรงแสดงดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อสมัยพระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชในพระนครพาราณสี มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้สำเร็จวิชาคนหนึ่ง คิดว่าจะให้มตกภัต จึงให้จับแพะมาตัวหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะศิษย์ของตนว่า

"พ่อทั้งหลาย พวกเธอจงนำแพะตัวนี้ไปที่แม่น้ำ เอาระเบียบดอกไม้สวมคอ เจิม ประดับประดาแล้วจงนำมา"

พวกศิษย์เหล่านั้นรับคำแล้วได้พาแพะตัวนั้นไปยังแม่น้ำ ให้อาบน้ำ เจิม และประดับแล้ว พักรอไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ

ส่วนแพะตัวนั้นได้ระลึกถึงกรรมเก่าของตนได้ จึงเกิดความดีใจว่าเราจะได้พ้นจากความทุกข์ในวันนี้แล้วจึงได้หัวเราะลั่น ประดุจต่อยหม้อดิน แต่กลับคิดว่า พราหมณ์นี้ฆ่าเราแล้ว จักได้ความทุกข์ที่เราได้แล้ว จึงเกิดความกรุณาต่อพราหมณ์เหล่านั้นจึงได้ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ในขณะนั้น พวกศิษย์นั้นจึงได้ถามแพะนั้นว่า

"แพะผู้สหาย เจ้าหัวเราะแล้วก็ร้องไห้ด้วยเสียงดังลั่น เพราะเหตุไรหนอเจ้าจึงหัวเราะ? และเพราะเหตุไรหนอเจ้าจึงร้องไห้?

แพะกล่าวว่า พวกท่านจงถามเหตุผลนี้กะเราในสำนักอาจารย์ของท่านเถิด พวกศิษย์จึงนำแพะตัวนั้น ไปหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ พร้อมทั้งแจ้งเหตุให้อาจารย์ทราบแล้ว อาจารย์ได้ฟังคำรายงานของศิษย์แล้ว จึงได้ถามแพะว่า "แพะผู้สหาย เพราะเหตุไรเจ้าจึงหัวเราะแล้วก็ร้องไห้" ฝ่ายแพะได้หวลระลึกถึงกรรมเก่าที่ตนได้กระทำไว้ในอดีต จึงได้กล่าวกับพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์

"ท่านพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนเราก็เป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์เช่นเดียวกับท่านนี่แหละ มีความคิดว่าจะให้มตกภัต จึงได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งแล้วให้มตกภัต เพราะเหตุที่เราได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งนั้น เราจึงต้องถูกเขาตัดศรีษะมาแล้ว ๔๙๙ ชาติ ชาตินี้เป็นชาติที่ ๕๐๐ ของเรา ซึ่งเป็นการใช้กรรมชาติสุดท้าย เราจึงเกิดความดีใจว่า เราจะได้พ้นจากความทุกข์อันยาวนาน เห็นปานนี้แล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงหัวเราะ แต่ที่เราร้องไห้นั้น เพราะด้วยความกรุณาในตัวท่าน ด้วยคิดว่าเบื้องต้นเราฆ่าแพะตัวหนึ่ง ได้รับความทุกข์คือถูกตัดศรีษะถึง ๕๐๐ ชาติ แต่จะพ้นทุกข์นั้นในวันนี้ ส่วนท่านพราหมณ์ฆ่าเราแล้ว ท่านก็จะต้องได้รับความทุกข์ถูกตัดศรีษะถึง ๕๐๐ ชาติ เหมือนเรา"

พราหมณ์กล่าวว่า

"แพะผู้สหาย เธออย่ากลัวเลย เราจะไม่ฆ่าเจ้า"

แพะได้กล่าวกะพราหมณ์

"ท่านพราหมณ์ท่านพูดอะไร? เมื่อท่านจะฆ่าเราก็ตาม หรือไม่ฆ่าเราก็ตาม วันนี้เราก็ไม่อาจจะพ้นจากความตายไปได้"

พราหมณ์ได้กล่าวกะแพะว่า

"แพะผู้สหาย เจ้าอย่ากลัวเลย เราจะช่วยอารักขาคุ้มครองเจ้าประดุจเงาตามตัวเลย"

แพะได้กล่าวว่า

"ท่านพราหมณ์ การอารักขาคุ้มครองของท่านมีประมาณน้อย ส่วนบาปที่เราได้ทำแล้วมีกำลังมากกว่า"

พราหมณ์ได้ปล่อยแพะไปแล้วกล่าวว่า

"เราจะไม่ให้ใครได้ฆ่าแพะตัวนี้"

จึงได้พาพวกศิษย์ช่วยอารักขาคุ้มครองแพะตามแพะไป ฝ่ายแพะพอถูกปล่อยแล้ว ก็ได้ชะเง้อคอเริ่มจะกินใบไม้ ซึ่งอาศัยแผ่นหินแห่งหนึ่งที่เกิดอยู่ในบริเวณนั้น ในทันใดนั้นเอง ขณะที่แพะกำลังชะเง้อคอจะกินใบไม้นั่นเอง ฟ้าก็ได้ผ่าลงที่แผ่นหินนั้น เสก็ดหินชิ้นหนึ่งแตกกระเด็นมาตัดคอแพะ ซึ่งกำลังชะเง้ออยู่ให้ศรษะขาดตกไปต่อหน้ามหาชน

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในที่นั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแหละ นั่งขัดสมาธิในอากาศด้วยเทวานุภาพแล้วกล่าวว่า

"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า การเกิดในภพชาติต่างๆเป็นทุกข์ สัตว์จึงไม่ควรฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้มีปกติฆ่าสัตว์ย่อมเศร้าโศก"

"ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะต้องได้ทุกข์เวทนาในอบายภูมิ ๔ คือ
๑. ต้องตกนรก
๒. ต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน
๓. ต้องเกิดเป็นเปรต
๔. ต้องเกิดเป็นอสูรกาย
เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้วจึงไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล"

พระโพธิสัตว์ได้แสดงธรรม โดยเอาภัยในนรกมาแสดงให้เห็นอย่างนี้แล้ว มหาชนฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว เกิดความกลัวภัยในนรก พากันงดเว้นจากปาณาติบาต

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ครั้นแสดงธรรม และยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในเบญจศีลแล้วก็ไปเกิดตามยถากรรม

ฝ่ายมหาชนได้พากันดำเนินอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ มีการให้ทานและรักษาศีล เป็นต้น เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในเทพนคร

( *รุกขเทวดา บำเพ็ญเพียรในโพธิมรรคครั้งนั้น คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า นั่นแล )








วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง


เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญธรรม

        ถ้าหากว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้น ถ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดท้ายสบายไปตลอดทาง ฝั่งตรงข้ามคืออะไร ?... (ความลำบาก) อาจารย์บอกแล้วว่ายากแสนยากมากเท่าไร ยิ่งยากยิ่งเป็นครูของเรา ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของความยาก เดินไปตลอดทางก็คือความยาก สุดท้ายไปจบที่ไหน ?...(ความสบาย) ฉะนั้น ตอนนี้อยากสบายก่อนหรืออยากลำบากก่อน ?...(ลำบากก่อน) ความลำบากตอนนี้เป็นความลำบากเพื่อเคี่ยวกรำตัวเอง เป็นความขัดใจเราเพื่อให้ใจของเราได้รับการขัดเกลา เป็นความไม่สมหวังเพื่อให้ใจของเราได้สุข ได้มาแห่งความสมหวัง แต่หลายๆ คนไม่ชอบ ชอบหาความลำบากให้กับตัวเอง ด้วยการ...

...วิ่งเข้าไปหากิเลส 
...วิ่งเข้าไปชนตัณหา 
...วิ่งเข้าไปชนความโกรธ 
...วิ่งเข้าไปหาความรัก ความหลง 

       อันนี้เป็นการหาความลำบากที่นำไปสู่ความสบายหรือเปล่า ?... อันนี้เป็นข้อยกเว้นของความลำบาก ถ้าลำบากเพราะกิเลสตัณหา ศิษย์อยู่กับความลำบากนี้ตลอดชีวิตก็ไม่เจอความสบาย แต่ความลำบากที่จะทำให้เราสบายได้ คือลำบากที่จะขัดเกลาตัวเอง ฝืนใจตนเอง

       เวลาปลาว่ายน้ำก็ว่ายจากปลายน้ำใช่หรือไม่ ? ถ้าว่ายขึ้นไปสู่ต้นน้ำ ถามว่าน้ำนั้นพัดปลาลงหรือเปล่า บางทีน้ำวิ่งลงปลาจำเป็นต้องลงด้วย แต่ปลายอมถอยไหม ?...(ไม่ถอย) เขาก็วิ่งไปจนกว่าจะเจอต้นน้ำ จนกว่าจะเจอน้ำนิ่ง เขาถึงจะหยุดใช่หรือไม่ เราเกิดเป็นคนสู้ปลาได้หรือเปล่า ?...(ไม่ได้) จะยอมแพ้ปลาตัวเล็กๆ หรือ ?!

      อาจารย์เห็นศิษย์ไม่ยอมแพ้เหมือนกันนะ ! ด้วยการไปตลาด แล้วก็ชี้ๆ เอาตัวนี้มากินเลย เราต้องเอาการต่อสู้ของปลามาเป็นสติเตือนใจของเรา เราจะชนะเขาเพราะว่าเรามีความพยายามมากกว่าเขา แต่ไม่ใช่ไปตลาดแล้วก็จิ้มๆ ปลาตัวนี้แล้วก็กลับไปบ้าน..!!!  เวลาเขาจะฆ่าปลาทำอย่างไร ทุบหัวใช่หรือเปล่า ? เวลามีคนมาเขกหัวเราเจ็บไหม ?...(เจ็บ) เขกหัวไม่พอ เขาเอาไม้มาทุบหัวเราเหมือนปลาเจ็บไหม ?...(เจ็บ) ปลาเจ็บไหม แล้วเราจะกินเขาไหม ?... (ไม่กิน) 

       เอาใจเขามาใส่ใจเราวันนี้เราตีเขา แต่ไม่ตีเอง สั่งคนอื่นตี วันหน้าคนอื่นก็ตีเรา เขาไม่สนใจว่าเราจะเจ็บเท่าไรใช่หรือไม่ ?... ปลาตัวหนึ่งเป็นวิญญาณของคน คนหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่เป็นวิญญาณที่ไม่สามารถจะมารวมเป็นญาณใหญ่ ไม่ได้เหมือนศิษย์ที่มีจิตญาณดวงเดียว เพราะการที่ศิษย์มีจิตญาณเป็นมนุษย์ เป็นจิตญาณที่กลม เป็นจิตญาณ ที่สมบูรณ์ จึงสามารถที่จะใกล้เคียงกับพระอริยา จึงสามารถ บำเพ็ญไปเป็นพุทธะได้ ถ้าเป็นปลาก็บำเพ็ญไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเขาด้อยกว่า เราจึงตีเขาได้ ทรมานเขาได้ 

       วันนี้เราตีเขาเราส่งคนตี วันหน้า คนอื่นจะสั่งตีเราไหม มิหนำซ้ำเขาอาจไม่ตีตอนเราเป็นมนุษย์ อาจตีโดยการชดใช้กรรมของเราให้เราไปเกิดเป็นปลาแล้วคนอื่นสั่งคนมาตีเราถึงเวลาเจ็บไหม ? ร้องออกไหม ?...(ไม่ออก) ไม่มีเสียงร้อง เหมือนคนเป็นใบ้คนตีไปเหมือนไม่เจ็บ ร้องไม่ได้ เพราะว่ากรรมก็คือการกระทำ เราทำสิ่งใด เราก็จะเจอสิ่งนั้น เราตบหน้าคนไปผัวะหนึ่ง คนอื่นจะตบหน้าเราไหม ?...(ตบ) เราเตะเขาได้เขาก็เตะเราได้ เราเหยียดหยามเขาได้เขาก็เหยียดหยามเราได้ เนื้อเขาเรากินได้ เนื้อเราเขาก็กินได้

       เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าลิ้นในปากของเรามีแค่สามนิ้วเท่านั้นเอง รสชาตินั้นเกิดที่ลิ้นลิ้นอยู่ที่คอไม่ได้อยู่ที่ท้อง กลืนลงไปแล้วก็หมดรสใช่หรือเปล่า ? ติดในรสชาติของเขาว่าเขาอร่อย เขาบำรุงเรา ถ้าเราไปกินเขาตอนนี้แล้วบอกว่าเขาติดเราไว้ ถ้าหากศิษย์ไม่เป็นผู้ตัดกรรมแต่เนิ่นๆ ก็อย่าหวังให้คนอื่นเขาตัด ฟังมาถึงตอนนี้แล้ว เนื้อสัตว์กินได้ไหม ?...(ไม่ได้) กินน้อยๆ หน่อยดีไหม ใครเลิกได้ เลิกเสียดีไหม ?...(ดี) ไม่เช่นนั้นศิษย์ก็ต้องเจอชะตากรรมแบบเดียวกัน





วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ทำอย่างไรจึงสามารถตัดกรรม และไม่เกี่ยวกรรมกับเวไนย์ทั้งหลาย...? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระบรรพจารย์เจียงไท่กง


"สมัยที่เราตกปลาอยู่ริมน้ำ เบ็ดตกปลาที่เราใช้นั้นเป็นเส้นตรง เรามิได้มีเจตนาที่จะตกปลา แต่เราต้องการตกเจ้านครรัฐ เราต้องการจะตกพระเจ้าเหวินหวัง เพราะเหตุใดเล่า ? ก็เพราะว่าบัญชาสวรรค์ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น สายทองต้องสืบทอด หากว่าพระเจ้าเหวินหวังขาดจริยธรรมต่อชนเบื้องล่าง เป็นบุคคลที่ขาดคุณธรรมแล้ว พระองค์จะทรงสำเร็จพระกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร หากปราศจากพระทัยที่กว้างขวางแล้ว พระองค์จะทรงเป็นประมุขของแผ่นดินได้อย่างไร ใช่หรือไม่ ?…"

.................................................................................................................................................................................................

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
พระบรรจารย์รุ่นที่ ๑๒ เจียงไท่กง เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์

ทำอย่างไรจึงสามารถตัดกรรม และไม่เกี่ยวกรรมกับเวไนย์ทั้งหลาย...?

       "ในวันนี้เมธีทั้งหลายเดินเข้ามาในพุทธสถานแห่งนี้ก็เพื่อศึกษาเรียนรู้เรื่องของ หลักวิถีแห่งจิต อีกทั้งยังขออธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองทุกคนในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข แต่ขอถามหน่อยเถิดว่าหากซื้อของแล้วไม่จ่ายสตังค์ จะเอาของไปได้ไหม ?...

เธอไม่สร้างบุญสร้างกุศล สิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถช่วยเธอได้ไหม ?...

       อย่าได้ลังเลอยู่นอกประตูผีต่อไปอีกเลย แม้ว่าเธอจะรับธรรมแล้ว ขึ้นชื่อบนทะเบียนฟ้า คัดชื่อออกจากบัญชียมโลกแล้วก็ตาม ต่อให้เธอสามารถนั่งทางในถอดจิตระลึกชาติได้ แต่มลทินในตัวเธอ อีกทั้งเวรกรรมในอดีตยังไม่ได้ชำระสะสาง เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรดี ?...

หากเธอเคยยืมเงินเขาเป็นหนี้เขา เมื่อถึงเวลา เธอต้องชดใช้คืนหรือไม่ ? แต่นี่เธอยังไม่ใช้คืนกลับทวงจากเขาอีก แล้วนับอะไรกับหกหมื่นปีที่เวียนว่ายตายเกิด แ้ม้หญ้าเพียงต้นไม้เพียงท่อน ข้าวเพียงเม็ด ยังจะต้องคำนวณกันอย่างละเอียดถี่ยิบ อย่างนี้เข้าใจไหม ?...

"แรงปณิธานดั่งนาวา แรงกรรมดุจกาลเวลา" นาวาสามารถบรรทุกก้อนหินได้ไหม ? (ได้...) ขอเพียงอย่าให้น้ำหนักเกิน วันนี้เธอรับธรรมแล้วได้ตั้งมหาปณิธาน ๑๐ ข้อ สมมุติว่าเรือลำนี้สามารถบรรทุกได้หนึ่งตันเธอได้นำก้อนหินหนึ่งตันบรรทุกไว้ น้ำหนักจะพอดีใช่หรือไม่ ? ถ้าหากน้ำหนักเกิน เรือก็จมใช่หรือไม่ ?...

ดังนั้น เมธีทั้งหลายจะต้องระมัดระวัง วิบากกรรมในวันนี้อาจลบด้วยแรงปณิธาน เมื่อเธอตั้งปณิธานแล้วต้องบรรลุปณิธานด้วย

       ทำอย่างไรจึงสามารถตัดกรรมและไม่เกี่ียวกรรมกับเวไนย์ทั้งหลาย ?... จะต้องปลดปล่อยชีวิตสัตว์ด้วยการทานเจ อย่างนี้ฟังเข้าใจไหม ?

ทุกคนย่อมมีครอบครัวลูกเมียอันเป็นที่รัก ส่วนพวกหมู หมา กา ไก่ ก็มีญาติมิตรของเขาเช่นเดียวกัน ล้วนมีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเหมือนกัน ถ้าหากเธอไปทำลายครอบครัวของคนอื่นเขา ทำให้ชีวิตเขาอยู่ไม่เป็นสุข ชำแหละแยกเนื้อหั่นกระดูกเขา ว่าตามกฏแห่งกรรมแล้วก็จะต้องรับผลของกรรมเช่นเดียวกันกับที่ทำไว้

ก็เหมือนกับเธอได้เปิดบัญชีซื้อเชื่อกับร้านค้า วันหนึ่งเซ็นไว้ ๑๐ บาท ร้อยวันเป็นเงินเท่าไหร่ ?... ๑๐๐๐ บาท...

เมื่อถึงวันเจ้าหนี้ก็จะต้องมาทวงกับเธอใช่หรือไม่ ? จากทีละเล็กทีละน้อยจนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหยดน้ำยังสามารถกัดกร่อนแท่นหินให้สึกได้เลย...

         เมธีทั้งหลายจะต้องถนอมวาระบุญอยู่ทุกขณะ ชีวิตมนุษย์ก็คือทะเลทุกข์ ร่างกายที่ให้เราใช้ได้เพียงไม่กี่ปี อย่าคิดว่ายังมีพรุ่งนี้ความหวังเธออยู่ในวันพรุ่งนี้ แต่ว่าในมือของเธอวันนี้ยังว่างเปล่า เธอควรที่จะถนอมเวลาทุกขณะ ใช้ชีวิตด้วยเหตุและผล หนทางที่จะดำเนินต่อไปต้องกระจ่างชัด แล้วได้ลงมือปฏิบัติหรือยัง ?..."






บทความที่ได้รับความนิยม