เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีทำให้อายุยืน - ท่านหนันจี๋เหล่าเซียนองค์เมตตา (เทพเจ้าแห่งอายุวัฒนะ)



วิธีทำให้อายุยืน - พุทธโอวาทท่านหนันจี๋เหล่าเซียนองค์ เมตตา


      มนุษย์ทุกคนต่างก็อยากมีอายุยืน แต่ไม่รู้วิธีดำรงตน อายุขัยจึงไม่อาจยืนยาว มนุษย์ถือว่าเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ การกินอยู่เหมาะสมหรือไม่เป็นข้อชี้ขาดการมีอายุยืนหรือสั้น ภาษิตว่า "โรคเข้าทางปาก ภัยออกจากปาก" คนที่ร่างกายและจิตใจไร้โรค ก็ย่อมจะอายุยืนแน่นอน วิธีทำให้อายุยืนมีดังนี้


  1. กินอาหารเจ ดีที่สุด จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าในร่างกายของสัตว์เป็นที่อาศัยของเชื้อโรคมากมายหลายชนิด คนที่ชอบกินเนื้อสัตว์จึงมีโอกาสมากในการติดโรค ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์โดยตรง มนุษย์ทุกวันนี้จึงป่วยเป็นโรคแปลกๆ ที่ไม่มีทางรักษากันมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอาหารการกิน นอกจากนี้เหล้าบุหรี่ก็ควรงด เพราะเหล้ามีสารพิษของเหล้า ส่วนบุหรี่ก็มีสารนิโคตินซึ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะร่างกายของมนุษย์ หากสามารถงดได้ไม่เพียงแต่จะประหยัดเงินทองเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
  2. ลดตัณหาทะยานอยาก การขัดเกลาตนก็มีความสำคัญต่อการทำให้อายุยืน คนที่ร่างกายแข็งแรง แต่ถ้ามีตัณหาทะยานอยากมากเกินไป จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมเร็ว ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมไปด้วย โดยเฉพาะตัณหาความอยากที่ไม่ถูกต้อง จะยิ่งนำไปสู่ภยันตรายต่อชีวิต ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้อายุสั้นได้
  3. เล่นกีฬาที่เหมาะสม การเล่นกีฬาออกกำลังกายทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหว สามารถหลีกเลี่ยงการตีบแข็งและช่วยการไหลเวียนของโลหิตทำให้กายและใจเบิกบานแจ่มใส ซึ่งมีความสำคัญต่อความมีอายุยืน
  4. ทำความดีสร้างกุศล การทำความดีสามารถเป็นสื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเพิ่มพลังจิต ซึ่งเป็นเคล็ดลับการมีอายุยืนอย่างหนึ่ง
  5. ขับขี่รถด้วยความไม่ประมาท โดยปฏิบัติตามกฏจราจร ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถจนกลายเป็นผีข้างถนนได้ 
หัวข้อข้างตนนี้ หากสามารถปฏิบัติได้ รับรองว่าจะทำให้อายุยืนอย่างแน่นอน





วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กินเนื้อสัตว์ทำให้เป็นโรคต่างๆ

กินเนื้อสัตว์ทำให้เป็นโรคต่างๆ - โอวาทคำสอนจากเทวดาอู๋

        ระยะนี้ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งได้เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเรา(เทวดาอู๋)ได้ตรวจดูแล้ว ผลปรากฏว่าสาเหตุเกิดจากอาหารการกิน เนื่องจากปัจจุบันนี้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเจริญก้าวหน้า มาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น อาหารสามมื้อ หมู เห็ด เป็ด ไก่ สุรานารี ดื่ม เสพ อย่างไม่มีประมาณเป็นโทษต่อร่างกายไม่น้อย ร่างกายของคนก่อกำเนิดจากธาตุทั้งห้าแห่งฟ้าดิน ธรรมชาติประทานธัญญาหารและพืชผักอย่างวิจิตรประณีต ถ้ามนุษย์เลือกกินอย่างถูกวิธี โรคมะเร็งก็จะลดน้อยไปเอง

การกินเนื้อสัตว์มากเกินไป ระบายออกไม่หมดจะเกิดการสะสมสารพิษของสัตว์ นานวันเข้าจะทำให้เกิดเป็นโรคต่างๆ ดังนั้นถ้าชาวโลกอยากจะมีอายุยืนยาว ก็ควรจะทานอาหารที่ทำจากพืชผักต่างๆ (อาหารเจ ปราศจากเลือดเนื้อชีวิตสรรพสัตว์) มิเช่นนั้น หากเสพเนื้อสัตว์มากเกินไปย่อมจะทำให้อายุสั้นได้

      โบราณว่า "กินเขา 5 ขีด ต้องชดใช้ครึ่งกิโล" ชาวโลกอย่าคิดว่าเป็นการพูดอย่างงมงาย เดี๋ยวนี้สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย นั่นก็คือการชดใช้หนี้สินเวรกรรมจากการกินเนื้อสัตว์ ถ้าไม่เชื่อ ไฉนพอแก่ตัวหน่อยจึงต้องกินยาแก้โรคต่างๆ ทุกวันเล่า? กินหนึ่งต้องชดใช้หนึ่ง กฏแห่งกรรมไม่มียกเว้นหรือตกหล่นแม้แต่น้อย ขอให้ชาวโลกพึงสังวร





วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อานิสงส์การปล่อยสัตว์ - พระอรหันต์ไคซินเมตตา

อานิสงส์การปล่อยสัตว์  พระโอวาทพระอรหันต์ไคซินเมตตา


                                                     หวังลุธรรม           ต้องบำเพ็ญ              จิตเดิมแท้
                                           ขอเพียงแต่                    ศรัทธาจริง               ไยแสวงไกล
                                           มานะสร้าง                     มรรคผล                    ให้เกริกไกร
                                           เป็นบันได                      สู่เมืองฟ้า                  สุขสำราญ
                                           จิตเมตตา                      นี้คือ                           จิตพุทธะ
                                           ทางธรรมะ                     สามารถ                     พ้นสงสาร
                                           เกิดเป็นคน                    ต้องแสวง                  โพธิญาณ
                                           ละสามานย์                   อย่าผิด                       ศีลกาเม

        คนที่ชาตินี้ขี้โรคอายุสั้น  ส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองที่ชาติก่อนได้สร้างกรรมฆ่าสัตว์ไว้มาก หากชาตินี้สามารถกลับตัวกลับใจใหม่ มีจิตใจเมตตาอารี งดฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ปลดปล่อยสัตว์และทำบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่จะสามารถยืดอายุขัยให้ยืนยาว และสลายบาปเวรแล้ว ยังทำให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย คนที่มีอายุสั้นก็จะได้เพิ่มอายุขัย คนขี้โรคก็จะแข็งแรง เพราะว่าอายุขัยสั้นหรือยาวของมนุษย์ แม้จะถูกกำหนดไว้แล้ว ทว่าอานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ตามกฏสวรรค์ถือว่าแรงมาก จึงสามารถเพิ่มอายุขัยได้

        ตั้งแต่อดีตมาผู้ที่มีอายุยืนเพราะการปล่อยสัตว์มีมากมาย ทางสถานธรรมควรจะจัดงานปล่อยสัตว์เป็นประจำ ก็จะเป็นการสร้างกุศลผลบุญไม่น้อย และยามปกติให้สามารถปฏิบัติถึงขั้นสัตว์ที่เลี้ยงเองไม่กิน เห็นสัตว์ถูกฆ่าไม่กิน ได้ยินเสียงสัตว์ถูกฆ่าไม่กิน ฆ่าเจาะจงเพื่อตนเองไม่กิน หากสามารถปฏิบัติตาม "4 ไม่กิน" นี้ได้ และมีความรักต่อสัตว์โลก ก็จะหลุดพ้นกรรมสนองจากปาณาติบาติ จะเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม





วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประโยชน์การกินเจ - พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์เมตตา

พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ เมตตาประทานพระโอวาท

ประโยชน์ของการกินเจ

                                                            จิตใจ           อธรรม                  ตกอเว
                                                      อย่าลังเล          ขึ้นเรือธรรม           สู่สวรรค์
                                                      เทพอาศัย         ความดี                  เป็นสำคัญ
                                                      มิเคยหวั่น          อุปสรรค               โปรดปวงชน

     การบำเพ็ญธรรมแม้จะมีหลายวิธี แต่ก็อยู่ในหลักการเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะปฏิบัติหรือไม่เท่านั้น ผู้บำเพ็ญธรรมต้องมีใจเมตตาอารี หากไร้จิตเมตตา การบำเพ็ญธรรมก็ไม่ต้องไปกล่าวถึง ทฤษฏีทุกอย่างล้วนไม่หนีไปจากศีลและการกินเจ(งดเว้นชีวิตเลือดเนื้อสรรพสัตว์)

ดังนั้น ชาวโลกในวันแรกที่รับวิถีธรรมแม้จะได้เข้าสู่ประตูธรรมแล้ว แท้จริงยังไม่ได้เข้าถึงขั้นการบำเพ็ญธรรม จนกว่าจะได้กินเจถึงจะเรียกได้ว่าบำเพ็ญธรรม

คุณประโยชน์ของการกินอาหารเจ คือ

  1. การถือศีลกินเจ  สามารถหลุดพ้นจากกรรมสนอง
  2. การกินเจ   มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
  3. การกินเจ   ทำให้จิตเดิมแท้สงบ สว่าง ผ่องใส
  4. การกินเจ   สามารถหล่อเลี้ยงจิตเมตตา
  5. ทำให้จิตวิญญาณใสสว่าง ปรากฏพุทธภาวะในจิตเดิมแท้
การบำเพ็ญธรรมจะต้องขัดเกลาตน การขัดเกลาตนจำต้องตั้งใจจริง ถ้าท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ย่อมจะบรรลุมรรคผลแน่นอน







วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฆ่าหมูเกิดเป็นหมู

ฆ่าหมูเกิดเป็นหมู (อุทาหรณ์...คำสารภาพจากวิญญาณบาป)


     ชายนามว่า "เจียงจี้หลิง" เป็นคนอำเภอจิ่วเจียง สมัยรัชกาลเสียนฟง(พ.ศ.2395-2405) บิดามีอาชีพฆ่าหมูขาย เมื่อเขาโตขึ้นก็ได้สืบทอดอาชีพตามบิดา ทุกวันจะฆ่าหมูชำแหละเนื้อขาย เมื่อค้าขายเสร็จก็จะมักชักชวนเพื่อนพ่อค้ามาร่วมดื่มสุราเฮฮา หรือไม่ก็เล่นการพนันหรือไปเที่ยวโสเภณี ความประพฤติของตัวเองไม่เคยสำรวจ ไม่สนใจครอบครัว ปล่อยให้เมียต้องพึ่งตัวเอง โดยหารายได้ด้วยการรับจ้างซักผ้า เนื่องจากนายเจียงจี้หลิงไม่ชอบเรื่องการทำบุญ และประพฤติตนไม่อยู่ในศีลธรรม จึงถูกเบื้องบนลงโทษ ทำให้ไม่มีบุตรสืบสกุล ในบ้านว่างเปล่า พ่อแม่ก็เสียไปนานแล้ว มีแต่เขากับภรรยาสองคนเท่านั้น

        ภรรยาของเขาศรัทธาในพระธรรม ถือศีลกินเจและสวดภาวนา "อามีถัวฝอ" แต่นายเจียงจี้หลิงชอบด่าเธอว่างมงาย และมักเอาน้ำแกงหมูใส่ลงในอาหารของเธอเสมอ เพื่อทำลายการบำเพ็ญของเธอ ตอนหน้าหนาวทุกปี เขาชอบกินอาหารบำรุง โดยอาศัยที่ตัวเองร่างกายกำยำแข็งแรงจับหมาป่ามา 2-3 ตัว แล้วเรียกเพื่อน 4-5 คน มาช่วยกันฆ่าหมาป่ากินบำรุงร่างกาย ได้สร้างบาปกรรมไว้ไม่น้อย ภรรยามักจะเตือนเขาว่าอย่าฆ่าสัตว์ ควรจะมีเมตตาจิตบ้าง แต่เขาไม่ใส่ใจเลย มีแต่ด่าว่าเธอว่าเธอเป็นผู้หญิงจะรู้อะไร บางครั้งยังกลับไปตบตีเธออีก

        เนื่องจากเขาชอบเล่นการพนัน จึงเป็นหนี้ผู้อื่นจำนวนมาก ไม่มีปัญญาใช้หนี้ จึงขายภรรยาให้บาร์เหล้า โดยที่ภรรยาไม่รู้ เมื่อเธอถูกจับไปที่บาร์เหล้าเนื่องจากไม่ยอมรับแขกขายตัว และเพื่อรักษาชื่อเสียงความบริสุทธิ์ฺเธอเลยฆ่าตัวตาย นายเจียงจี้หลิงไร้มโนธรรมสำนึก ลืมความเป็นสามีภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียสิ้น ตอนอายุ 37 ปี เขาถูกฟ้าเบื้องบนลงอาญาตายด้วยพิษสุรา หลังจากตายแล้วพวกเพื่อนๆที่เคยร่วมวงสุรานั่นเองมาช่วยฝังศพของเขาอย่างง่ายๆ

        เมื่อไปถึงยมโลก ท่านยมบาลพิจารณาตัดสินให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน โดยสองชาติก่อนได้เกิดเป็นหมูป่า แต่ไม่สำนึกยังไปกินสัตว์เล็กอีก จึงถูกนายพรานจับไปฆ่าถูกลูกธนูบินเสียบร่าง และถูกหมาไล่เนื้อขย้ำกัด กัดจนเป็นบาดแผลทั่วตัว เลือดไหลไม่หยุด ตายแล้วได้เกิดเป็นหมูบ้านตามกรรมที่สร้างไว้ ทุกอย่างไม่มีความอิสระ น้ำลายก็ไหลออกมาเองไม่รู้ตัว อาหารที่กินล้วนแต่เป็นของบูดเน่าเสีย ขมแสนขม ทุกครั้งที่โมโห เพลิงโมหะก็จะแผดเผาทั่วตัว เกิดเป็นหมูมีทุกข์ก็ไร้ที่ร้องเรียน ปัจจุบันวิญญาณของนายเจียงจี้หลิงยังอยู่ที่นรกแดนเจ็ด ได้เกิดเป็นหมูห้าชาติแล้วยังต้องไปเกิดอีกสองชาติ ชาติก่อนเขาฆ่าหมูฆ่าหมา ปัจจุบันจึงต้องเกิดเป็นหมูให้คนฆ่าชำแหละ ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ขอให้ทุกท่านจำเป็นบทเรียน อย่าได้เดินรอยตามชายนามว่า "เจียงจี้หลิง" อย่าเหมือนเขาที่ไม่เชื่อเรื่องบาปกรรมก่อเหตุใดไว้ย่อมได้ได้รับผลนั้น ทำลายการบำเพ็ญธรรมของผู้อื่น จนถูกตัดทอนอายุขัย ต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้คนบนโลกกลับตัวหันมาประกอบกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ถือศีลทานเจกันเทอญ

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จากวัวไปสู่ผู้ตรวจการ - เรื่องเล่าขานกฏแห่งกรรม ใครกำหนด ชุดที่ 4


จากวัวไปสู่ผู้ตรวจการ


ในรัชสมัยเจียจิ้ง ราชวงศ์หมิง ที่อำเภอคุนหมิง มณฑลยูนนาน ชายผู้หนึ่งชื่อเจ้าอู่ มีอาชีพฆ่าวัว ทั้งนิสัยก็ดุร้ายเกเรจนพ่อแม่ต้องตรอมใจตาย ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมแต่งงานกับเขาจนบัดนี้เขาอายุสามสิบกว่าแล้ว

วันหนึ่ง เจ้าอู่ซื้อวัวแม่ลูกมาได้คู่หนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็เตรียมฆ่าแม่วัวไปขาย เขาผูกมัดแม่วัวจนแน่นหนา แต่เห็นว่ามีดไม่คมพอจึงเอาไปลับ ขณะที่ลับมีดอยู่ก็แว่วเสียงคนเรียกที่หน้าประตูบ้าน จึงวางมีดไว้เดินไปดู พอกลับเข้ามาปรากฏว่ามีดที่วางไว้หายไป ถามคนในบ้านก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่มีใครเดินไปตรงนั้นเลย นอกจากลูกวัวตัวเดียว"

เจ้าอู่เที่ยวหาทั่วบริเวณนั้น จึงพบว่ามีดถูกนำมาซ่อนไว้ในซอกหิน เขาคิดว่า จะเป็นไปได้หรือที่ลูกวัวแอบเอามาซ่อนจึงอยากจะทดลองดูอีกที เขาเอามีดวางไว้แล้วแอบไปดูอยู่หลังพุ่มไม้ เงียบเสียงคน เจ้าอู่เห็นลูกวัวเดินมาคาบมีดไปซ่อนไว้ที่ซอกหินจริง ๆ

เจ้าอู่สะท้อนใจ เขาสัมผัสได้ถึงความความกตัญญูที่ลูกวัวมีต่อแม่ของมันทันที เดรัจฉานแท้ ๆ แต่มีจิตใจเหนือกว่าเขาเสียอีก

เจ้าอู่สะท้อนอยู่ในอก เขาออกจากพุ่มไม้ จูงวัวสองแม่ลูก ตัดสินใจมุ่งสู่ภูเขาหัวซันทันที

บนพุทธบรรพตหัวซัน เป็นสถานบำเพ็ญของพระอาจารย์ซิ่งคง อายุเจ็ดสิบกว่าพรรษา ท่านทราบด้วยญาณว่า อะไรทำให้เจ้าอู่เดินทางมาถึงที่นี่ ท่านยินดีรับเขาไว้ให้บวชเรียน

เจ้าอู่สำนึกในบาปกรรมที่ทำมา ฉะนั้นเวลาสวดมนต์กราบพระ เขาจึงโขกศีรษะลงกับพื้นแรง ๆ เพื่อขอขมากรรม จนไม่นานต่อมาหน้าผากของเขาเป็นเนื้อนูนกลมใหญ่ เมื่อมีเวลาว่าง เจ้าอู่จะพาวัวแม่ลูกไปเลี้ยงให้กินหญ้าด้วยตัวเอง คราใดที่พระอาจารย์เทศนาหรือสวดมนต์ภาวนาวัวแม่ลูกจะมาหมอบนั่งฟังอยู่เหมือนรู้ความ

สามปีต่อมาแม่วัวตาย พระอาจารย์สั่งให้นำศพไปฝังไว้เชิงเขาฝั่งซ้าย ทุกวันวัวจะเดินไปหาแม่ที่หลุมฝังศพ ส่งเสียงร้องวังเวงวันละหลายครั้ง พร้อมกับใช้เขาขวิดดินบริเวณนั้นจนหลุมฝังศพของแม่วัวพูนขึ้นเป็นเนินสูง เวลาผ่านไปจนถึงปีที่เจ็ด

วันหนึ่ง พระอาจารย์ก็เรียกเจ้าอู่เข้ามาพบแล้วบอกให้ลงไปที่เชิงเขา ว่ามีใครคนหนึ่งจะมาสู่หนทางบุญ เจ้าอู่เหลียวดูจนทั่วบริเวณเชิงเขา ไม่เห็นมีใครเลยนอกจากขอทานตัวน้อย ๆ คนเดียว จึงพาขึ้นมากราบพระอาจารย์

พระอาจารย์จัดการบวชให้เด็กขอทานคนนั้น ให้เจ้าอู่เป็นอาจารย์อุปัชฌาย์ เจ้าอู่แอบถามความนี้จากอาจารย์ก็ได้ทราบว่า...

เณรผู้นี้ชาติก่อนโน้นเป็นคนร้อยเล่ห์ หลอกลวงเงินทองเขามากมาย ตายแล้วจึงเกิดเป็นวัวในบ้านเจ้าหนี้ใช้แรงกายคราดไถอยู่หลายปีในที่สุดก็ถูกนำไปขาย เท่ากับได้ใช้หนี้จนครบต้นครบดอก และชะตากรรมกำหนดไว้ว่าจะต้องตายด้วยคมมีด แต่เคราะห์ดีที่เจ้าอู่กลับไว้ชีวิต อีกทั้งได้เข้าวัดฟังธรรม เมื่อจบชีวิตความเป็นวัวไป พญายมตรวจสอบบาปบุญแล้วจึงกำหนดให้เกิดเป็นคนใหม่ และให้เข้าวัดตั้งแต่น้อย หากชาตินี้บำเพ็ญดีก็จะพ้นหนี้กรรมที่เคยทำไว้ในอดีตชาติ

ในชาตินี้เขาเกิดเป็นลูกบ้านตระกูลเหมา ตอนที่เขาเกิดพ่อแม่อายุเกือบสี่สิบแล้ว ฐานะครอบครัวก็ยากจนพออายุได้สามขวบพ่อก็ตาย อายุห้าขวบแม่ตาย จึงได้เร่ร่อนขอทานมาถึงเชิงเขา แล้วพระอาจารย์ก็ใช้ให้เจ้าอู่ลงไปนำตัวขึ้นมาบวชเณร

ฝ่ายลูกวัวอยู่ที่วัดพอเห็นเณรน้อยเข้าก็ดีใจ เหมือนรู้จักกันมานาน เดินตามติดอย่างสนิทสนม
เมื่อเณรน้อยลงไปหาบน้ำที่เชิงเขาวัวก็ตามไปด้วยพอเณรจะเอาไม้คานใส่บ่า วัวก็เข้ามาช่วยหาบเสียเองเป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนไม่ช้า หลังวัวที่เคยราบเรียบ ก็กลายเป็นโหนกรองรับไม้คานได้พอดี หน้าที่หาบน้ำซึ่งเป็นของเณร วัวก็รับไปทำเสียเอง ชาวบ้านที่เชิงเขาต่างอนุโมทนา ช่วยกันตักน้ำใส่ถังให้วัวหาบขึ้นมา

หลายปีต่อมาวันหนึ่งพระอาจารย์ก็ขึ้นธรรมาสน์เรียกลูกวัวเข้ามาฟังพระโศลกว่า...

เจ้าสร้างกรรมทำบาปชาติก่อนกาล
ต้องเป็นเดรัจฉานใช้หนี้ในชาตินี้
บำเพ็ญพ้นเบื้องบนเหนือโลกีย์
คนรู้ดีเหนือเบื้องบนมีหนทาง
จะชั่วดีอยู่ที่ตนจะทำตน
กรรมวกวนแน่นักจักสนอง
ใครรู้แจ้งกฏแห่งกรรมเป็นทำนอง
จะเปลี่ยนสองดินฟ้า ณ บัดนี้

สิ้นคำ พระอาจารย์ก็ยกแส้ขึ้นโบกแล้วบอกลูกวัวว่า "ไม่ไปเมื่อนี้แล้วจะไปเมื่อไร"

พอได้ฟัง ลูกวัวก็ยืนขึ้นโค้งคำนับพระอาจารย์ คำนับเณรและเจ้าอู่แล้ว ก็หงายท้องร้องเสียงดังอำลาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วขาดใจตายตรงนั้น

พระลูกวัดเห็นเป็นที่อัศจรรย์ จึงพากันเรียนถามพระอาจารย์ ท่านตอบว่าความลับของสวรรค์มิอาจเปิดเผยได้ อีกยี่สิบปีภายหน้าจะได้รู้กัน

วิญญาณของลูกวัวเดินทางไปสู่ยมโลก เมื่อพญายมเปิดสมุดบาปบุญของลูกวัวออกดูก็ปรากฏอักษรคำว่า "กตัญญู" ตัวใหญ่เด่นชัดขึ้นมา พญายมรีบลุกขึ้นจากบัลลัง-อาสน์ ตรงเข้ามาคารวะลูกวัวพร้อมกับกล่าวสดุดีว่า "อนุโมทนา" พลางหันไปสั่งเทพบุตรซิงอีถงจื่อ ให้ส่งวิญญาณของลูกวัวไปเกิดที่บ้านนักบุญหวัง เมืองหย่งคัง มณฑลยูนนานทันที

ฝ่ายภรรยาของนักบุญหวัง ในคืนนั้นก็ได้ฝันไปว่าถูกลูกวัวตัวหนึ่งวิ่งชน เช้าวันรุ่งขึ้นก็คลอดบุตรออกมาเป็นชายมีตำหนิตรงกลางหลังเป็นโหนกเนื้อเหมือนรูปพระจันทร์เสี้ยว

นักบุญหวังตั้งชื่อลูกชายว่า หวังฝู

หวังฝูมีลักษณะหน้าตาดี ปัญญาปราดเปรื่อง อายุสิบหกก็สอบได้เตรียมบัณฑิต ต่อมารับราชการได้เป็นถึงข้าหลวง ผู้ตรวจการ มณฑลเสฉวน ซึ่งจะต้องเดินทางผ่านพุทธบรรพตหัวซัน

สามวันก่อนหน้าที่ขบวนของหวังฝูผู้ตรวจการจะผ่านมาทางหัวซัน พระอาจารย์ ได้สั่งให้ทำความสะอาดวัดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อขบวนของผู้ตรวจการเดินทางมาถึงเชิงเขา ท่านก็สั่งการทหารผู้ติดตามให้พักขบวนไว้ ท่านเองจะขึ้นไปชมหัวซัน พระอาจารย์ ได้นำคณะศิษย์พร้อมกันออกมาต้อนรับผู้ตรวจการ และนำชมสถานที่ต่าง ๆ ในวัด

ผู้ตรวจการรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นสถานที่อย่างบอกไม่ถูกจึงเรียนถามพระอาจารย์ว่า "ท่านบวชอยู่บนนี้กี่ปีแล้ว" พระอาจารย์ตอบว่า "อาตมาอายุ 122 ปี ออกบวชเมื่ออายุได้สิบสองอยู่บนภูเขานี้มาหนึ่งร้อยสิบปี อาตมาคอยผู้ตรวจการมายี่สิบปีแล้ว"

ผู้ตรวจการรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาพระอาจารย์ยิ่งนัก จึงกราบขอให้ท่านได้เปิดเผยข้อมูลถึงเหตุที่ท่านต้องรอคอย

พระอาจารย์ขอให้คนอื่น ๆ ออกไปจากที่นั่น กล่าวขออภัยหากจะมีคำพูดใดล่วงเกินต่อผู้ตรวจการ (พระอาจารย์เห็นอดีตชาติ แต่ผู้ตรวจการเห็นแต่อัตตาตัวตนที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่อยู่ขณะนี้ จึงอาจเกิดความไม่พอใจได้)

ชาติแรกที่จะกล่าวถึง ท่านมีฐานะเป็นบัณฑิตแต่ไม่คิดใฝ่ก้าวหน้า ชอบใช้เล่ห์มายา ฆ่าคนด้วยพู่กัน เข้านอกออกในราชฐาน รังควานกดขี่คนยากไร้ เป็นที่สาปแช่งของคนทั้งหลาย เมื่อตายตกนรกไปพญายมก็ลงทัณฑ์ให้เกิดเป็นเดรัจฉาน คือวัว

แล้วพระอาจารย์ก็เล่าถึงว่า ลูกวัวตัวนั้นกตัญญูรู้จักคาบมีดไปซ่อนเพื่อช่วยชีวิตแม่ไว้ การกระทำของลูกวัวมีผลให้คนบาปกลับตัว พาวัวแม่ลูกมาบำเพ็ญที่หัวซันนี้อย่างไร

ผู้ตรวจการถึงกับยืนขึ้นอย่างตื่นเต้นเมื่อพระอาจารย์เล่ามาถึงตรงนี้ ท่านละล่ำละลักว่า "มิน่าเล่า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราฝันเกือบทุกคืนว่าได้ขึ้นมาเขาหัวซัน บัดนี้แม่วัวของเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่"

พระอาจารย์จึงเล่าต่อไป ถึงแม่วัวที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ยากจนกำพร้ามาเป็นขอทานท่านให้บวชเป็นสามเณร และด้วยจิตสำนึกในความกตัญญู ลูกวัวก็เหมือนจะรู้อีกว่าเณรน้อยคือแม่วัวของตัวมาเกิดใหม่ จึงรับใช้หาบน้ำแทน

พูดถึงตรงนี้ ผู้ตรวจการก็แย้งว่า "วัวมีสันหลังเรียบจะหาบน้ำได้อย่างไร"

พระอาจารย์จึงได้อรรถาธิบายต่อไปว่า "เมื่อกุศลจิตแรงกล้าเหตุปัจจัยแห่งกุศลกรรมจะสนองรับ ด้วยความกตัญญูอันแรงกล้าของลูกวัวสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในไม่ช้า และคิดว่าโหนกเนื้อนั้นอาจจะติดตัวมาเมื่อเกิดเป็นคนด้วย"

ผู้ตรวจการอุทานด้วยความตกใจว่า "คนบาปที่ต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน ถ้าไม่กตัญญูไม่รู้ว่าจะต้องรับกรรมไปอีกนานเท่าไหร่"

พระอาจารย์พยักหน้า แล้วเล่าต่อไปว่า

"ชาตินี้ลูกวัวเกิดเป็นคน ก็คือท่านนั่นเอง ไม่ทราบว่าท่านมีโหนกเนื้ออยู่กลางหลังหรือเปล่า" ผู้ตรวจการมือสั่นเทาถอดเสื้อเปิดหลังให้พระอาจารย์ดู ปรากฏว่าโหนดเนื้อเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเหมือนที่เกิดขึ้นบนกลางหลังลูกวัวไม่มีผิด กฏแห่งกรรมที่ปฏิเสธไม่ได้นี้ ไม่เฉพาะที่พระอาจารย์เล่าให้ฟังแต่ผู้ตรวจการเองก็สัมผัสความเป็นจริงทั้งหมดได้ ท่านก้มลงกราบแทบเท้าพระอาจารย์

พระอาจารย์ได้โปรดให้โอวาท ขอให้เป็นขุนนางใจซื่อมือสะอาดให้เว้นจากกรรมทั้งปวง

ผู้ตรวจการขอพบแม่วัวซึ่งบัดนี้คือพระเหล่าเหมา ขอพบเจ้าอู่คนฆ่าวัวซึ่งเปลี่ยนชะตาชีวิตทั้งของตนและวัวแม่ลูก แต่พระอาจารย์กำชับมิให้แพร่งพรายความลับสวรรค์นี้ให้คนทั้งสองรู้

ผู้ตรวจการถวายเงินจำนวนหนึ่งบำรุงวัด แล้วมนัสการลา ต่อมาท่านได้ลาออกจากราชการ กลับไปอยู่บ้านปรนนิบัติบิดามารดา เมื่อสิ้นผู้มีพระคุณทั้งสองแล้ว ก็เดินทางมาขอบวชเรียนอยู่กับพระอาจารย์

สำหรับเจ้าอู่ ครั้งหนึ่งของชีวิตตอนต้น เคยเป็นคนฆ่าวัวใจบาปหยาบช้า ต่อมาได้ถือบวชบำเพ็ญบุญ เขาจะต้องเวียนว่ายเกิดกายเป็นเดรัจฉานชดใช้กรรมชาติหนึ่งก่อน แล้วจึงไปเกิดกายเป็นลูกชายนักบุญจาง

วันที่เขาเกิด นักบุญจางเห็นพระรูปหนึ่งเข้ามาในบ้าน เมื่อเกิดมาบนหน้าผากมีเนื้อนูนกลมใหญ่ เขาได้ชื่อว่าจางซู่ มีความรุ่งเรืองในชีวิต เป็นถึงเตรียมบัณฑิตหลวง

ไม่นานต่อมา พระอาจารย์ก็ได้บัญชาให้ พระหวังฝู (อดีตผู้ตรวจการ) ไปนำพาจางซู่มาบวชบำเพ็ญ เป็นอันได้ตอบแทนคุณแก่กันไปในครั้งหนึ่ง

...................................................................................................................................................

ที่มาของบทความ จากหนังสือใครกำหนด ชุดที่ 4  โดย อาจารย์ศุภนิมิต ผู้แปลและเรียบเรียง




วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อายาจิตภัตตชาดก

อายาจิตภัตตชาดก


( อ่านว่า อา-ยา-จิต-ตะ-พัด-ตะ-ชา-ดก )

อายาจนะภัตต หมายถึง อาหารที่นำไปวิงวอนแก้บน



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกนี้ที่เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

มูลเหตุที่พระองค์ตรัสชาดกนี้เป็นเพราะ ครั้งนั้นพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเห็นชาวบ้านชาวเมืองพากันฆ่าสัตว์แก้บน เนื่องจากเดินทางค้าขายกลับมาโดยปลอดภัยและได้กำไรดี พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นจึงพากันไปเข้าเฝ้า เพื่อกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า...การฆ่าสัตว์แก้บนจะได้บุญหรือ ?

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า...ไม่ได้บุญเลย พร้อมกับทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ
นำเอา "อายาจิตภัตตชาดก" มาตรัสเล่าให้ฟังดังนี้

ในอดีตกาลมีพ่อค้าคนหนึ่งจะเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง จึงพาบริวารมากราบไหว้ต้นไทรใหญ่หน้าบ้านของตน พร้อมกับอธิษฐานขอให้เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ช่วยปกป้องคุ้มครองตนเองและคณะให้เดินทางโดยปลอดภัยค้าขายได้กำไรงาม เมื่อกลับมาแล้วจะแก้บนให้ยิ่งใหญ่

ในการเดินทางพ่อค้าได้ตระเตรียมการอย่างรอบคอบ ระหว่างทางได้ใช้เสบียงอาหารอย่างประหยัด พ่อค้าท่านนี้เป็นผู้มีปัญญา ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางได้ศึกษาสภาพภูมิอากาศและการทำมาหากิน ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของคนในเมืองที่จะไปค้าขายอย่างถี่ถ้วน จึงได้นำสินค้าที่หายากแปลกใหม่และเหมาะสำหรับเมืองนั้น

เมื่อไปถึง...ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันมาอุดหนุนอย่างคับคั่ง พ่อค้าจึงขายสินค้าได้กำไรงามดังที่หวังไว้ ในขณะเดียวกันก่อนที่จะเดินทางกลับก็ได้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวเมืองของตน บรรทุกจนเต็มเกวียนกลับมาขายอีกด้วย

ตลอดทางกลับบ้านพ่อค้าสุขใจยิ่งนัก เขาระลึกงคุณเทวดาที่ได้ช่วยปกป้องคุ้มครองตนและบริวารให้ปลอดภัย อีกทั้งค้าขายได้กำไรงาม ไม่นานเมื่อข่าวการกลับมาของพ่อค้าแพร่กระจายไปสู่เพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกล พวกเขาจึงพากันมาต้อนรับและแสดงความยินดี

พ่อค้าได้สั่งให้บริวาร ฆ่าแพะ แกะ เป็ด ไก่ มาทำอาหารมากมาย แล้วนำมาถวายแก้บนที่ต้นไทรใหญ่หน้าบ้าน

ขณะนั้นเอง รุกขเทวดาก็พลับปรากฏกายขึ้นพร้อมกับถามว่า "ท่านวาณิช...ท่านฆ่าสัตว์มากมาย เพื่ออะไรกันรึ ?" 

พ่อค้าและบริวารตลอดจนฝูงชนในที่นั้น พากันก้มลงกราบอย่างนอบน้อม และพ่อค้าได้กล่าวขึ้นว่า

"พวกข้าพเจ้าค้าขายได้กำไรอย่างงาม ทั้งการเดินทางก็ปลอดภัยราบรื่น เป็นเพราะบารมีของท่านช่วยคุ้มครองพวกข้าพเจ้าจึงพากันมาถวายอาหารแก้บนเพื่อตอบแทนพระคุณ"

รุกขเทวดาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะและกล่าวว่า...

"พุทโ่ธ่เอ๋ย ! พวกท่านเข้าใจผิดเสียแล้ว ตลอดเวลาเราก็อยู่ที่ต้นไทรนี้ ไม่ได้ติดตามไปช่วยอะไรใครเลย ที่ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและค้าขายได้กำไรงาม นั่นเป็นเพราะความรอบคอบมีสติและความสามารถของท่านเองต่างหาก ไม่ใช่เพราะเราหรอก

เราขอเดือนว่า ถ้าท่านปรารถนาจะแก้บนก็จงแก้ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเถิด เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้วท่านก็จะพ้นทุกข์ในโลกหน้า คือ ไม่ต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิทั้ง 4

แต่ถ้าท่านแก้บนด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็เท่ากับถลำเข้าไปในความทุกข์อย่างสาหัส เพราะเป็นการก่อกรรมทำบาป ผู้มีปัญญาไม่ทำเช่นนี้ วิธีนี้เป็นวิธีของคนพาลโดยแท้"

รุกขเทวดาได้อธิบายแจกแจงโทษของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วก็อันตรธานหายไป พ่อค้าพร้อมทั้งบริวารและบรรดาเพื่อนบ้านได้ฟังแล้ว ต่างพากันกลับบาป เลิกการเบียดเบียนหยุดฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ต่างก็ได้ไปเกิดในสุคติภพตามกำลังแห่งกรรมดีของตนโดยถ้วนหน้า

ครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสจบ จึงทรงประชุมชาดกว่า รุกขเทวดาในครั้งนั้นได้มาเป็นเพระองค์เอง

...................................................................................................................................................................

ข้อคิดจากชาดก


๑. ผู้ที่ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมไม่ได้บุญเลย แต่กลับจะได้รับทุกข์ เพราะเป็นการก่อบาปก่อเวรให้ตนเองทั้งสิ้น

๒. การทำพลีกรรมด้วยดอกไม้ธูปเทียน หรือถวายทานแด่พระภิกษุสามเณร แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ เป็นการบวงสรวงเทวดาอย่างถูกวิธี เรียกว่า เทวตาพลี


๓. การบนบานศาลกล่าว เป็นเรื่องของคนงมงายไร้เหตุผล เพราะเมื่อบุคคลประกอบเหตุที่ดีไว้แล้ว คือ ตั้งใจทำงานด้วยความมีสติรอบคอบแล้ว ย่อมได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน




 


บทความที่ได้รับความนิยม