วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อายาจิตภัตตชาดก

อายาจิตภัตตชาดก


( อ่านว่า อา-ยา-จิต-ตะ-พัด-ตะ-ชา-ดก )

อายาจนะภัตต หมายถึง อาหารที่นำไปวิงวอนแก้บน



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกนี้ที่เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

มูลเหตุที่พระองค์ตรัสชาดกนี้เป็นเพราะ ครั้งนั้นพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเห็นชาวบ้านชาวเมืองพากันฆ่าสัตว์แก้บน เนื่องจากเดินทางค้าขายกลับมาโดยปลอดภัยและได้กำไรดี พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นจึงพากันไปเข้าเฝ้า เพื่อกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า...การฆ่าสัตว์แก้บนจะได้บุญหรือ ?

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า...ไม่ได้บุญเลย พร้อมกับทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ
นำเอา "อายาจิตภัตตชาดก" มาตรัสเล่าให้ฟังดังนี้

ในอดีตกาลมีพ่อค้าคนหนึ่งจะเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง จึงพาบริวารมากราบไหว้ต้นไทรใหญ่หน้าบ้านของตน พร้อมกับอธิษฐานขอให้เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ช่วยปกป้องคุ้มครองตนเองและคณะให้เดินทางโดยปลอดภัยค้าขายได้กำไรงาม เมื่อกลับมาแล้วจะแก้บนให้ยิ่งใหญ่

ในการเดินทางพ่อค้าได้ตระเตรียมการอย่างรอบคอบ ระหว่างทางได้ใช้เสบียงอาหารอย่างประหยัด พ่อค้าท่านนี้เป็นผู้มีปัญญา ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางได้ศึกษาสภาพภูมิอากาศและการทำมาหากิน ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของคนในเมืองที่จะไปค้าขายอย่างถี่ถ้วน จึงได้นำสินค้าที่หายากแปลกใหม่และเหมาะสำหรับเมืองนั้น

เมื่อไปถึง...ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันมาอุดหนุนอย่างคับคั่ง พ่อค้าจึงขายสินค้าได้กำไรงามดังที่หวังไว้ ในขณะเดียวกันก่อนที่จะเดินทางกลับก็ได้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวเมืองของตน บรรทุกจนเต็มเกวียนกลับมาขายอีกด้วย

ตลอดทางกลับบ้านพ่อค้าสุขใจยิ่งนัก เขาระลึกงคุณเทวดาที่ได้ช่วยปกป้องคุ้มครองตนและบริวารให้ปลอดภัย อีกทั้งค้าขายได้กำไรงาม ไม่นานเมื่อข่าวการกลับมาของพ่อค้าแพร่กระจายไปสู่เพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกล พวกเขาจึงพากันมาต้อนรับและแสดงความยินดี

พ่อค้าได้สั่งให้บริวาร ฆ่าแพะ แกะ เป็ด ไก่ มาทำอาหารมากมาย แล้วนำมาถวายแก้บนที่ต้นไทรใหญ่หน้าบ้าน

ขณะนั้นเอง รุกขเทวดาก็พลับปรากฏกายขึ้นพร้อมกับถามว่า "ท่านวาณิช...ท่านฆ่าสัตว์มากมาย เพื่ออะไรกันรึ ?" 

พ่อค้าและบริวารตลอดจนฝูงชนในที่นั้น พากันก้มลงกราบอย่างนอบน้อม และพ่อค้าได้กล่าวขึ้นว่า

"พวกข้าพเจ้าค้าขายได้กำไรอย่างงาม ทั้งการเดินทางก็ปลอดภัยราบรื่น เป็นเพราะบารมีของท่านช่วยคุ้มครองพวกข้าพเจ้าจึงพากันมาถวายอาหารแก้บนเพื่อตอบแทนพระคุณ"

รุกขเทวดาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะและกล่าวว่า...

"พุทโ่ธ่เอ๋ย ! พวกท่านเข้าใจผิดเสียแล้ว ตลอดเวลาเราก็อยู่ที่ต้นไทรนี้ ไม่ได้ติดตามไปช่วยอะไรใครเลย ที่ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและค้าขายได้กำไรงาม นั่นเป็นเพราะความรอบคอบมีสติและความสามารถของท่านเองต่างหาก ไม่ใช่เพราะเราหรอก

เราขอเดือนว่า ถ้าท่านปรารถนาจะแก้บนก็จงแก้ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเถิด เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้วท่านก็จะพ้นทุกข์ในโลกหน้า คือ ไม่ต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิทั้ง 4

แต่ถ้าท่านแก้บนด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็เท่ากับถลำเข้าไปในความทุกข์อย่างสาหัส เพราะเป็นการก่อกรรมทำบาป ผู้มีปัญญาไม่ทำเช่นนี้ วิธีนี้เป็นวิธีของคนพาลโดยแท้"

รุกขเทวดาได้อธิบายแจกแจงโทษของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วก็อันตรธานหายไป พ่อค้าพร้อมทั้งบริวารและบรรดาเพื่อนบ้านได้ฟังแล้ว ต่างพากันกลับบาป เลิกการเบียดเบียนหยุดฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ต่างก็ได้ไปเกิดในสุคติภพตามกำลังแห่งกรรมดีของตนโดยถ้วนหน้า

ครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสจบ จึงทรงประชุมชาดกว่า รุกขเทวดาในครั้งนั้นได้มาเป็นเพระองค์เอง

...................................................................................................................................................................

ข้อคิดจากชาดก


๑. ผู้ที่ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมไม่ได้บุญเลย แต่กลับจะได้รับทุกข์ เพราะเป็นการก่อบาปก่อเวรให้ตนเองทั้งสิ้น

๒. การทำพลีกรรมด้วยดอกไม้ธูปเทียน หรือถวายทานแด่พระภิกษุสามเณร แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ เป็นการบวงสรวงเทวดาอย่างถูกวิธี เรียกว่า เทวตาพลี


๓. การบนบานศาลกล่าว เป็นเรื่องของคนงมงายไร้เหตุผล เพราะเมื่อบุคคลประกอบเหตุที่ดีไว้แล้ว คือ ตั้งใจทำงานด้วยความมีสติรอบคอบแล้ว ย่อมได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน




 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เหล่าสรรพสัตว์เวไนย์ต่างก็มีพ่อแม่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านพญายม กล่าวว่า "กายมนุษย์นั้นได้มายาก เป็นเพราะไม่รู้ถึงเหตุต้นผลกรรมเอาแต่โลภในลาภปากของตนเอง ทำให้เวไนยสัตว...

บทความที่ได้รับความนิยม