เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความเมตตาที่แท้จริง - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หันเซียงจื่อต้าเซียน เมตตา (韓湘子大仙)


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทาน หันเซียงจื่อต้าเซียน (韓湘子大仙) 

"ก่อนเราจะมาที่นี่มีเวไนยสัตว์มากมายที่ร่ำร้องวอนขอเรา เขาถามว่า...ท่านได้เหยียบย่ำทำร้ายสิ่งใดบ้าง เคยนึกไหม ? (ไม่เคย) 

ท่านคิดเพียงสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก สัตว์เล็กเป็นอาหารสัตว์ใหญ่ เช่นนี้ถ้าช้างไม่กินผักผลไม้ แต่หันมากินคนแทน ท่านจะใช้คำว่า สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กได้หรือไม่?

ความเมตตาอย่าคิดแค่ใจสงสารเมตตา แต่ต้องออกมาจากทุกส่วนของการกระทำส่วนลึกในใจ ไม่ใช่แค่พูด หรือแค่แผ่เมตตาปล่อยสัตว์ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถบังคับได้ ท่านก็อาจจะบอกว่าอย่าทานเนื้อสัตว์เลย แต่ทำไมท่านไม่กล้าที่จะออกกฎบังคับ นั่นเป็นเพราะว่าความเมตตาที่แท้จริง หรือเมตตาอันบริสุทธิ์ ต้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ จากมโนธรรมสำนึกที่เรามีอยู่ นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นเมตตาที่แท้ เป็นเมตตาที่สว่างไสว 

ฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่า...การเบียดเบียนสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดี มีแต่ทำร้ายเขา ทำให้เขาเจ็บปวด น้ำตาที่ไหล เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ใจส่วนลึกของสรรพสัตว์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการบังคับให้เลิกทานเนื้อสัตว์ แต่ต้องการเรียกร้องความเมตตา เรียกร้องมโนธรรมสำนึกที่อยู่ในจิตใจ ให้ย้อนมองดูว่าความเจ็บปวดที่เราโดนนั้นเป็นอย่างไร? แล้วที่สรรพสัตว์โดนนั้นแตกต่างกันอย่างไร? แค่เราโดนมีดบาดนิดหน่อย เราก็เป็นเดือดเป็นแค้น แต่ถ้าโดนพรากชีวิตทั้งชีวิต พรากจากพ่อแม่ ลูกหลาน เราจะรู้สึกอย่างไร? การสูญเสียนั้นมีแต่ความเสียใจ ความหดหู่ 

ฉะนั้นเราลองถามตนเองว่า ถ้าเราไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากพลัดพราก แล้วตัวเราได้เป็นต้นเหตุให้คนอื่น หรือสรรพสัตว์ต้องสูญเสียหรือพลัดพรากบ้างหรือเปล่า?"





วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุใด? ตรุษจีนปีนี้...พึงเซ่นไหว้บรรพชนด้วยอาหารเจ บรรยากาศมงคลเปี่ยมล้นความปีติ ปราศจากเลือดเนื้อความเจ็บปวด




ตรุษจีน เซ่นไหว้บรรพชนด้วย...อาหารเจ กตัญญู แสดงออกถึงจิตรำลึกคุณ สืบสานประเพณีอันดีงามแต่ครั้งบรรพกาล บรรยากาศมงคลเปี่ยมล้นความปีติ ปราศจากเลือดเนื้อความเจ็บปวดของสรรพสัตว์น้อยใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แซ่สร้องสรรเสริญอวยชัย

        มีคำกล่าว “หนึ่งวันพ่อแม่เลี้ยงดูเรา ร้อยปีอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่าน” ความหมายก็คือลูกที่กตัญญูต้องรู้จักสำนึกอยู่เสมอว่า  การได้มีชีวิตอยู่รับใช้พ่อแม่  ผู้บังเกิดเกล้าทุกค่ำเช้าเป็นเวลา 100 ปี นั่นเท่ากับว่าเราได้ตอบแทนพระคุณที่ท่านทั้งสองเลี้ยงดูชีวิตมาได้ 1 วัน

ตั้งแต่เรายังเล็กๆ ท่านป้อนข้าว ให้นม ให้เสื้อผ้าที่อยู่ที่กิน ให้ความรู้การศึกษา  ให้ความรักและความอบอุ่นยามเจ็บไข้พ่อแม่ไม่ยอมหลับยอมนอน ตื่นคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลากว่าเราจะโตจนช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี ลองคิดคำนวณดูเอาเถิดว่ากี่ร้อย  กี่พันกันล่ะที่ท่านต้องลำบาดเลี้ยงดูเรา

เพราะฉะนั้น  ต่อให้เรามีอายุยืนอยู่ได้ถึงหมื่นปี  คอยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ทุกวันมิได้ขาดก็ยังไม่อาจทดแทนพระคุณของท่านทั้งสองได้หมด

พระคุณบิดามารดานั้นมากมายล้นพ้น  สุดจะหาคำใดในโลกมาเอ่ยพรรณนา ขอให้เราทุกคนย้อนมองดูตัวเองแล้วพิจารณาดูซิว่าเราเคยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ด้วยความจริงใจสักหนึ่งวันเต็มๆมีบ้างไหม?
ยามที่พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้ายังมีชีวิตอยู่  ลูกควรกตัญญูรู้คุณด้วยการเคารพเชื่อฟัง  ไม่นำเรื่องราวใดๆ ทำให้ท่านต้องทุกข์ร้อนใจ ควรดูแลเอาใจใส่ให้ท่านทั้งสองมีแต่ความสุขกายสบายใจ  เมื่อท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ให้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณของท่านสืบต่อจนถึงรุ่นลูกหลาน

การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ  ก็เพื่อเป็นแบบอย่างของคุณธรรมอันดีแก่ลูกหลานของเราให้ได้รู้จักสำนึกในพระคุณบิดามารดาบุพการีมีความกตัญญูรู้คุณสืบต่อกันไป มิใช่เซ่นไหว้เพื่อขอโชคลาภ  เงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์แก่ตัวเองและลูกเมีย  เราไม่รู้สึกละอายแก่ใจบ้างเลยหรือที่ท่านเลี้ยงเรามาชั่วชีวิตของท่าน  ตลอดเวลาเราได้รับอาหาร เสื้อผ้า ข้างของ เงินทอง  ตลอดจนความรู้  ทั้งหมดที่ท่านให้มาแล้วยังไม่เพียงพอที่เราจะใช้ดำเนินชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวลูกหลานต่อไปอีกหรือ  ทำไมเราจะต้องเซ่นไหว้วิงวอนขอบันดาลสิ่งโน้นสิ่งนี้อย่างคนไม่รู้จักพอทั้งๆที่ท่านไม่มีสังขารร่างกายจะลุกขึ้นมาให้เราได้อีกแล้ว

การที่ลูกหลานกราบไหว้บรรพบุรุษ  เพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ  จึงมิใช่การแสดงความกตัญญูที่แท้จริง หากเราสั่งสอนให้ลูกหลานรู้จักแต่จะขอวิงวอนขอเอาจากผู้อื่นต่อไปเมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะได้นั่งวิงวอนรอคอยให้ผู้อื่นช่วยแทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่พ่อแม่มอบให้แล้วออกไปบากบั่นมุ่งหน้าประกอบกิจการงานอย่างผู้มีความรับผิดชอบเป็นตัวของตัวเอง  ถ้าหากลูกหลานของเรามัวแต่งอมืองอเท้าอย่างนี้ความผิดก็อยู่ที่ตัวเราเองที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน  ทำตนเป็นแบบอย่างที่ผิดๆ ในวันกราบไหว้บรรพบุรุษ  เพื่อแสดงความกตัญญูไม่ควรทำให้ชีวิตผู้อื่นล้มตาย  บรรพบุรุษของเราย่อมไม่ยินดีเป็นแน่ในเรื่องนี้  

ผู้รู้ทั้งหลายก็จะพากกันติเตียนในความโง่เขลาของเรา ชีวิตเลือดเนื้อที่ได้จากการปล้นฆ่า แย่งชิงเอามาจากสัตว์เป็นเสมือนของต้องห้ามที่ผิดกฎหมาย หากนำไปมอบให้ใครผู้รับมอบก็จะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย  เช่นนี้แล้วดวงวิญญาณของบรรพบุรุษกลับต้องได้รับหนี้สินบาปเวรจากการกระทำของลูกหลานโดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใใจด้วยเลย..ช่างหน้าสลดใจจริงๆ ผู้มีความกตัญญูที่แท้จริงพึงกระทำอย่างยิ่ง

ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เราเคารพรัก  ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปและต่างก็หวังว่าดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับจะเดินทางไปสู่สุคติภพไม่อยากให้ตกนรกหมกไหม้ไปอยู่ในที่ที่น่ากลัวได้รับแต่ความทรมานทุกข์ทรมานยากลำบาก

ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย  ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้นย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่ หากรู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย






วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น




เณรน้อยโปรดสัตว์ได้ต่ออายุ - ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น

        กาลครั้งหนึ่ง มีเณรน้อยรูปหนึ่งออกบวชติดตามพระเถระที่มีคุณธรรม พระเถระรูปนี้รู้ว่าเณรน้อยรูปนี้ต้องตายภายในเจ็ดวัน ท่านจึงรู้สึกเสียใจ เพราะเณรน้อยกตัญญูเชื่อฟังอาจารย์มาก ปรนนิบัติด้วยความซื่อสัตย์ที่สุด

        พระเถระบอกกับเณรน้อยว่า "เณรน้อย เจ้าไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมแม่นานแล้ว ถ้าวันนี้กลับบ้านไปเยี่ยมเยียนแม่ของเจ้า พยายามเป็นลูกกตัญญู หลังจากนี้แปดวันค่อยกลับมาที่วัด" เพราะว่าพระเถระรู้ว่า เณรน้อยจะต้องตายภายใน ๗ วัน ฉะนั้นจึงสั่งกำชับให้เขากลับบ้าน

        ใครจะรู้ว่าหลังจากแปดวันให้หลัง เณรน้อยกลับมาอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป พระเถระรู้สึกยินดีมาก แต่ก็รู้สึกแปลกใจจึงพูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ชั่วชีวิตของข้าคาดการณ์อะไรไม่มีผิด อาจารย์ทำนายว่าเจ้าต้องตายภายในเจ็ดวัน แต่เหตุใดเจ้าจึงสามารถเปลี่ยนจากเคราะห์ภัยเป็นบุญวาสนา อีกทั้งสีหน้าก็หมดเคราะห์ ในระหว่างนี้เจ้าได้สร้างคุณประโยชน์มหาศาลเพื่อเวไนยสัตว์ใช่ไหม" เณรน้อยถูกถามก็ไม่รู้จะตอบอาจารย์อย่างไร

       พระเถระรีบเข้าณานไม่นานนักก็เข้าใจสาเหตุ แล้วก็พูดกับเณรน้อยว่า "ศิษย์เอ๋ย ระหว่างทางที่เจ้ากลับบ้าน เจ้าได้ช่วยชีวิตมดมากมายใช่หรือไม่" ขณะนั้นเณรน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงตอบอาจารย์ว่า "ใช่แล้ว ระหว่างทางที่จะกลับบ้าน ศิษย์ได้เห็นมดถูกขังอยู่กลางน้ำ ศิษย์จึงใช้ท่อนไม้ช่วยชีวิตพวกมันให้พ้นภัย ก็ไม่ใช่บุญกุศลอะไรมากมาย" พระเถระบอกว่า "ยินดีกับเจ้าด้วย ผู้ที่มีจิตเมตตากรุณาจะมีอายุยืน"

        คนโบราณได้กล่าวไว้ว่า..."ช่วยหนึ่งชีวิตดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น" "เจ้าช่วยชีวิตมากมาย อนาคตเจ้าจะมีอายุยืนแน่นอน วาสนาก็มีไม่น้อยแต่ว่าเราก็จะต้องฉุดช่วยเวไนยสัตว์อีกต่อไป เพื่อเผยแผ่ธรรมะ และให้ประโยชน์แก่เวไนยฯ เอาแบบอย่างจิตเมตตาของพระพุทธองค์ที่เผยแผ่สร้างคุณประโยชน์ช่วยเหลือชาวโลก ส่งเสริมการปล่อยสัตว์ และละเว้นการฆ่าสัตว์ให้มากๆ" เณรน้อยเคารพนบนอบต่อคำสั่งสอนของอาจารย์ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระเถระรูปหนึ่งแห่งยุค

       ขอให้พวกเราหมั่นคิดที่จะสร้างความดี แล้วก็นำไปปฏิบัติถึงแม้ว่าจะีมีภัยก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นบุญวาสนา และมีอายุยืนยาวได้





วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"เมื่อเห็นเขาเป็นก็มิอาจทนเห็นเขาตาย เมื่อยินเสียงเขาร่ำไห้ก็มิอาจทนกินเขาลง" - ปราชญ์เมิ่งจื่อ


ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อกล่าว "เมื่อเห็นเขาเป็นก็มิอาจทนเห็นเขาตาย เมื่อยินเสียงเขาร่ำไห้ก็มิอาจทนกินเขาลง"

        เมื่อเราเห็นสัตว์ยังเป็นๆ ก็ไม่สามารถจะทนเห็นเขาถูกฆ่าได้ ได้ยินเสียงร้องอันโหยหวนจากการถูกฆ่าแล้ว จะไปกินเขาลงได้อย่างไร นี่เป็นการเตือนสติให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจ และรันทดใจ มิใช่้ให้ตามใจปาก พลอยให้สัตว์โลกต้องถูกประหัตถ์ประหารไปด้วย

        ณ มณฑลเจ้อเจียง อำเภอผิงหู ตำบลจ้าผู่ มีเศรษฐีคนหนึ่ง ทำธุรกิจค้าไม้ อาหารที่เขาโปรดปรานคือ เอานกกระจอกหลายๆตัวมาเรียงกันไว้ในท้องเป็ดแล้วนำไปต้ม เขาให้ชื่ออาหารรสเลิศนี้ว่า"ดาวล้อมเดือน"

ด้วยเหตุนี้สัตว์มากมายจึงต้องมาสังเวยชีวิตเพราะเศรษฐีผู้เอาแต่กินคนนี้

       วันหนึ่งกรรมก็ตามสนอง มีตุ่มใหญ่ขึ้นที่กลางแผ่นหลังของเขา รอบๆตุ่มนี้ก็มีตุ่มเล็กตุ่มน้อยขึ้นรายล้อมมากมาย เจ็บปวดทรมานแทบจะขาดใจ เมื่อหมอตรวจอาการก็บอกว่าโรคชนิดนี้คือ "ฝีดาวล้อมเดือน" ซึ่งแทบจะไม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้เลย

       เศรษฐีผู้นี้มีเงินมากมาย เที่ยวหาหมอวิเศษมารักษาอย่างไรก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเขาก็ต้องจบชีวิตอย่างทรมาน โรคที่เขาเป็นก็ชื่อเดียวกับอาหารที่เขาชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ ตัวเขาเองคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของเขาเองแท้ๆ

        คน คือสมบัติล้ำค่าแห่งสรรพสิ่ง และเป็นสิ่งมีชีิวิตที่เป็นเลิศที่สุดในหมู่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง แต่คนกลับไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลก คิดว่าตนเองมีวิทยาการสูงกว่า มีความฉลาดกว่า ประเสริฐกว่า จึงเอาเปรียบผู้อื่น นี่จึงถือว่าเป็นความน่าอายของอารยธรรมแห่งมวลมนุษยชาติก็ว่าได้ เพราะสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีจิตญาณ มีความรู้สึก มีชีวิตเฉกเช่นเดียวกัน เราทุกคนตระหนักดีว่าเืมื่อโดนมีดบาดโดยไ่ม่ได้ตั้งใจ ก็เจ็บแสนเจ็บ แล้วสัตว์โลกชีวิตอื่นเล่า โดนทั้งตีรันฟันแทง จะไม่เจ็บเหมือนกันบ้างหรือ เมื่อเราขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศแห่งชีวิตทั้งมวลแล้ว ใยจึงไม่รู้จักมีเมตตาการุณย์ต่อสัตว์ผู้ด้อยกว่าบ้าง




วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

การทานเจ คือการบ่มเพาะจิตเมตตา - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โส่วหลูถงจื่อและเลี่ยนตันถงจื่อ เมตตา

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โส่วหลูถงจื่อและเลี่ยนตันถงจื่อเมตตา

          "ทุกท่านมาทานอาหารเจที่นี่ อาหารเจอร่อยไหม? (อร่อย) กินแต่ผักสดและเต้าหู้ อร่อยไหม? (อร่อย) โกหกเรา มากินที่นี่ถึงบอกว่าอร่อย แล้วทำไมตอนอยู่ที่บ้านไม่ทานผักและเต้าหู้ ท่านอยู่ที่บ้านกินผัก กินเต้าหู้ และกินถั่วกันไหม? (กิน) กินทุกวันและกินทุกมื้อไหม?
          ทุกท่านชอบกินไก่เคเอฟซีไม่ใช่หรือ? (ไม่ใช่) แอบไปกินบ้างไหม? (ไม่มี) ทำไมทุกคนในชั้นนี้เก่งมากเลย ทุกคนไม่ได้แอบไปกินเนื้อ หรือเพราะว่าซื้อไม่ไหว? เป็นเพราะเนื้อสัตว์แพงกว่าผักใช่ไหม? (ไม่ใช่)
         นับว่าเมธีทุกท่านมีปัญญาสูงส่ง ทุกท่านรู้จักทานอาหารเจ การทานเจคือการบ่มเพาะจิตเมตตา ต้องทานอาหารเจ สุขภาพจึงจะแข็งแรงและมีความสุข ใช่ไหม?(ใช่)
         แม้ในระหว่างที่กำลังฝึกทาน ท่านอาจจะรู้สึกว่าการกินเจทำให้หิวง่าย แต่ค่อยๆฝึกไป ท่านก็จะเคยชิน การทานเจนั้นมีประโยชน์ต่อทุกท่าน อีกทั้งคนที่ทานเจบ่อยๆ การหมุนเวียนของโลหิตก็จะดี เลือดจะสะอาด ยิ่งนานวันใบหน้าผ่องใสมีราศี เพราะกายสะอาด ปากสะอาด จิตใจก็ใสสะอาด
        เมื่อทานไปได้ระยะหนึ่ง ท่านก็จะพบว่า นิสัยอารมณ์ความเคยชินที่ไม่ดีต่างๆ นับวันจะเบาบางลง ไม่โมโหง่าย และสำคัญที่สุดคือ ท่านลองดมร่างกายตัวเองดู ไม่มีกลิ่นเหม็นแล้ว ใช่หรือไม่? (ใช่) ท่านไม่อาบน้ำหนึ่งหรือสองวันก็ไม่มีกลิ่นเหม็น
        แต่ทุกวันหากท่านกินเนื้อสัตว์ กินเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา แม้เราถงจื่อยืนอยู่ตรงนี้ก็ได้กลิ่นสาบของพวกเขาแล้ว ทุกท่านรู้สึกเช่นนั้นไหม? เพราะลมหายใจของพวกเขามีกลิ่นเหม็น ดังนั้นคนทานอาหารเจ คือผู้ที่มีปัญญาที่สุด
        การฝึกทานเจ คือการบ่มเพาะจิตแห่งโพธิสัตว์ ทุกท่านอย่าได้ทำลายชีวิตผู้อื่น เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า แพะ แกะ วัว ปลา หมู เหล่านั้น ในอดีตชาติไม่ใช่เพื่อนหรือพี่น้องของพวกเรา หรืออาจจะเป็นบรรพชนของพวกเราก็ได้"


















วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กินเจตลอดชีวิตไม่ใช่แค่ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเท่านั้น - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทานโดย เป้าซื่อหลิงถง

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา พระโอวาทเป้าซื่อหลิงถงเมตตา

        "เราอยู่ข้างกายของพวกเจ้าเสมอ พวกเจ้ามีกุศลเราก็จด มีความผิดเราก็จด นั่งสัปหงกกันก็ถูกจดหนึ่งความผิด พูดนินทาก็ถูกจดสิบความผิด ในใจของเจ้าบังเกิดความคิดที่ไม่ดีก็ถูกจดสิบความผิด ถ้าความคิดที่ดีบังเิกิดขึ้นก็ถูกจดสิบบุญกุศล แต่ความผิดของพวกเจ้ายังมากกว่ากุศลเสียอีก พวกเราเป้าซื่อหลิงถงอยู่ข้างกายพวกเจ้าตลอดเวลา

เมื่ออยู่ตามลำพัง จงอย่าได้ทำเรื่องที่น่าละอายแก่ใจ เคารพเทพเทวาดั่งพระองค์ท่านสถิตอยู่ เหนือศรีษะขึ้นไปสามฟุต มีเทพเทวาอยู่

        ต้องศึกษา "เหวิน จื๋อ ปิน ปิน" เหวิน ก็คือ ความสามารถ, จื๋อ ก็คือการอบรมบ่มเพาะคุณธรรมภายใน เมื่อพวกเจ้าได้ตั้งปณิธานกินเจตลอดชีวิตกันแล้ว แต่ยังสร้างวจีกรรมอยู่

        กินเจตลอดชีวิตไม่ใช่แค่ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเท่านั้น แต่คุณธรรมทางปากไม่บำเพ็ญ วจีกรรมไม่บริสุทธิ์สะอาด "ใต้ลิ้นซ่อนคมมีด ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องเห็นเืลือด" นั่นยังน่ากลัวยิ่งกว่ากินเนื้อสัตว์เสียอีก ต้องระมัดระวังวาจาและทุกอากัปกิริยาของตนเอง

        ไม่ "เคารพบูชาเซียนพุทธะ" เจ้าอยู่ในสถานธรรมทุกวัน ในสถานธรรมก็มีเซียนพุทธาประทับอยู่ แต่การกระทำของพวกเจ้าเหลวไหล มักง่าย สนุกสนานเฮฮา ไม่มีความสำรวมเคร่งครัดเที่ยงตรง เวลากราบพระไม่มีจิตที่ศรัทธาเคารพ การกราบพระทำพอเป็นพิธีเท่านั้น บางคนกราบพระไปก็คิดโน่นคิดนี่ไปด้วย ล้วนถูกจดความผิดตั้งมากมาย ข้อแรกในกฏพุทธระเบียบ 15 ข้อ ก็คือ "เคารพบูชาเซียนพุทธะ" สอนให้พวกเจ้าสำรวมระมัดระวังตนยามอยู่ลำพัง นี่ก็เป็นความสามารถก้าวแรกของการบำเพ็ญตน ในที่ลับตาไม่ทำเรื่องน่าละอายแก่ใจ ทุกขณะเวลาระมัดระวังความคิดของตน เช่นนี้การบำเพ็ญธรรมก็เริ่มก้าวหน้าขึ้นแล้ว"





วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทุกคนรู้หรือไม่ว่า...เวลาที่สัตว์ถูกฆ่าเป็นอาหารนั้นน่าสงสารเพียงใด ? - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เซียนน้อยจินเหลียนถงจื่อ ผู้ติดตามพระพุทธจี้กง

     
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทาน 
เซียนน้อยจินเหลียนถงจื่อ ผู้ติดตามพระพุทธจี้กง  

        "พวกเธอมาสถานธรรม ทานเจอร่อยไหม ? (อร่อย) แต่ว่าบางคนนั้นในใจก็ยังคิดถึงเนื้อสัตว์อยู่เลย อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ...

ทุกคนรู้หรือไม่ว่าเวลาที่สัตว์ถูกฆ่าเป็นอาหารนั้นน่าสงสารเพียงใด ลองคิดถึงตอนที่เธอไม่ทันระวังโดนมีดบาดก็เจ็บจนร้องลั่นบ้านแล้ว แต่เวลาที่พวกเธอถือมีดไปฆ่าสัตว์ทำเป็นอาหาร ก็ไม่ได้ฉีดยาชาให้เขา เขาจะเจ็บปวดขนาดไหน เวลาที่พวกเธอรับการผ่าตัดยังต้องฉีดยาชาให้จึงจะไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่พวกเธอไม่ได้ฉีดยาชาให้สัตว์แล้วฆ่าสัตว์เหล่านั้น พวกเขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

ดังนั้นพวกเธออย่าได้เข่นฆ่าชีวิต เพราะว่าการเข่นฆ่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เธอฆ่าสัตว์ใด ผลกรรมจะตามสนอง ต่อไปภายภาคหน้าสัตว์เหล่านั้นก็จะมาฆ่าเธอคืน

พวกเธอลองมองดูภัยพิบัติในตอนนี้ นับวันก็ยิ่งมากขึ้นใช่ไหม ? (ใช่) ล้วนเป็นเหตุมาจากแรงกรรมแห่งการฆ่าก่อให้เกิดขึ้น เพราะว่าเธอเอาแต่ฆ่าสัตว์กันไม่หยุดหย่อน พวกเขาก็จะโกรธแค้นอาฆาตเคียดแค้นชิงชังมาก กระทั่งถึงเวลาที่สัตว์เหล่านั้นกลับชาติมาเกิดกายเป็นคน ก็ถึงคราวที่เขาจะกลับมาฆ่าพวกเธอ เช่นนี้ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน

การเข่นฆ่าชีวิตนั้นเป็นบาปกรรมที่หนักมาก เพราะว่าเธอเข่นฆ่าชีวิต เธอก็จะเหมือนกับยักษ์มาร พวกเธอเห็นว่าคนฆ่าคนนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวใช่ไหม ? (ใช่) เธอก็จะบอกว่าคนคนนั้นเป็นยักษ์มาร หากเธอจับมีดไปฆ่าสัตว์ สัตว์ก็จะบอกว่าเธอเป็นยักษ์มารใช่ไหม ? (ใช่)

        ฉะนั้นพี่ๆ ทั้งหลายจะต้องรู้จักหยุดการเข่นฆ่า รู้จักปล่อยชีวิตสัตว์ เพราะว่าหากพวกเธอฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แรงเคียดแค้นอาฆาตของสัตว์เหล่านั้น ก็จะยิ่งทำให้โลกนี้นับวันยิ่งไม่สงบสุข เพราะว่าแรงอาฆาตเคียดแค้นก็จะก่อเกิดเป็นภัยพิบัติสนองกลับมา ทว่าแรงแห่งความเคียดแค้นของคนก็จะก่อเกิดเป็นภัยพิบัติเช่นกัน

ฉะนั้นพวกเธอควรมาพุทธสถานศึกษาหลักธรรม ก็คือมาฝึกฝนเรียนรู้การปล่อยวางความเคียดแค้นอาฆาตในจิตตน นี่ก็คือการบ้านที่สำคัญที่สุดของชีวิตคน 


หากภายในใจของพวกเธอมีความเคียดแค้นอาฆาต ก็จะเกิดความไม่พอใจต่อเรื่องราวทุก ๆ อย่าง และจะรู้สึกไม่พอใจต่อคนทั้งหลาย คนๆ หนึ่งหากมีความไม่พอใจมากเกินไป ก็จะทำเรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรม เพราะว่าในใจมีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง สิ่งที่มองเห็นล้วนไม่ดีไปเสียหมด ทั้งที่จริงแล้วเป็นหลักธรรมที่ดี แต่ก็กลับรู้สึกว่าเป็นมิจฉาธรรม เพราะไม่รู้จักสงบใจนิ่งลงฟังดู"





วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ขอแรงสัตว์ใหญ่ช่วยสัตว์เล็ก นิทานปล่อยสัตว์

นิทานปล่อยสัตว์ ขอแรงสัตว์ใหญ่ช่วยสัตว์เล็ก



        ในสมัยพุทธกาล ครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้ทรงเทศนาสั่งสอนถึงเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง นำพาให้ทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ใหญ่น้อยหยุดเข่นฆ่า เลิกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน พุทธบริษัททั้งหลายต่างหันมาอนุเคราะห์เกื่อกูลต่อเวไนยสัตว์ด้วยความมีเมตตา ดังมีเรื่องราวปรากฏจารึกไว้ในพระสูตรบทหนึ่งว่า...

ในกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนีได้อุบัติแล้ว ณ ชมพูทวีป คราวนั้นบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินทางไปพบเห็นแอ่งน้ำซึ่งกำลังจะเหือดแห้งเนื่องจากถูกแสงตะวันอันร้อนแรงแผดเผา ปู ปลา กุ้ง หอย นับหมื่นชีวิตดิ้นรนกระเสือกกระสนรอคอยความตายอย่างสิ้นหวัง

บัณฑิตหนุ่มผู้มีใจเปี่ยมด้วยเมตตารู้สึกเวทนายิ่งนักจึงรีบกลับไปขอยืมถุงบรรจุน้ำจากพ่อค้าในเมืองแล้วเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อกราบทูลขอยืมช้างจากพระองค์ ครั้นพระราชาผู้เป็นใหญ่ทรงทราบถึงกุศลเจตนานั้นแล้ว ก็มีพระทัยปลาบปลื้มปิติยินดียิ่งนัก พร้อมทั้งพระราชทานช้างจำนวน 20 เชือก แก่บัณฑิตหนุ่มนั้น ชาวเมืองที่เห็นขบวนช้างบรรทุกถุงน้ำผ่านมา พอทราบเรื่องก็มีใจออกติดตามไปด้วย ครั้นถึงยังจุดหมายจึงช่วยกันขนถุงน้ำเทลงในแอ่งจนเต็มเปี่ยม สรรพสัตว์นับพันนับหมื่นจึงได้ฟื้นคืนชีวิต บรรดาฝูงมัจฉา ปู กุ้ง หอย ฯลฯ ต่างแหวกว่ายในสายน้ำกันอย่างร่าเริง

ครั้นใกล้ตะวันเย็น ณ ริมแอ่งน้ำ ขณะนั้นเองเป็นเวลาที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึง บัณฑิตหนุ่มและสาธุชนพุทธบริษัทจึงพร้อมใจกันกราบอาราธนาทูลขอพระองค์ ให้แสดงพระธรรมเทศนาเพื่อยังศรัทธาปสาทาให้เกิดแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย

        สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงมีพระเมตตาแสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาถึงอานิสงส์แห่งเมตตาจิตโดยลึกซึ้งแยบยลยิ่ง เมื่อถึงที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาแล้ว มหาชนทั้งหลายต่างก็บังเกิดความปิติอิ่มเอิบขึ้นในดวงใจไม่ได้ผิดแผกจากฝูงปลาซึ่งเข้ามาร่วมชุมนุมสดับฟังอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด “ ด้วยพลานุภาพแห่งสัจธรรมซึ่งองค์พระบรมศาสดาแสดงแล้วเป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรดาวิญญูชนผู้มีจิตอันประณีตอ่อนโยนทั้งหลาย ก็บังเกิดความรู้แจ้งในหลักสัจจธรรม แม้เหล่าฝูงสัตว์ทั้งหลายที่ได้ยินพระธรรมอันแช่มชื่นนั้นแล้ว เมื่อหมดสิ้นอายุขัยก็ได้ไปเกิดอยู่ในสุคติภพโดยถ้วนหน้า”

บทความที่ได้รับความนิยม