เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กินเจ เว้นกรรม

เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กินเจ เว้นกรรม
เมตตาประทานโดย : พระสงฆ์จี้กงวิปลาส
ทำนอง : เก็บรักไว้ที่ปลายรุ้ง

ประทานไว้เนื่องในโอกาสประชุมธรรม ๒ วัน ณ ไท่จง จ.กรุงเทพฯ
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ๒๕๕๔ 


เข้าประชุมธรรมถึงรู้ความหมาย ชีวิตแท้ว่ามีค่าเพียงใด ความโง่เขลาอันผิดบาปหยาบร้าย จึงได้ทำลายชีวิตใครใคร เมื่อมีดกรีดลงเจ็บร้าวถึงใจ เจ้าไม่เข็ดเช็ดเลือดคาวกระเซ็น น่าเวทนามัจจุราชแลเห็น เมื่อถูกฆ่าว่าจงเป็นสุกเอ๋ย

* เมตตารักด้วยแสงธรรม ค้ำจุนโลกด้วยเมตตา บำเพ็ญถือศีลภาวนา บังเกิดแท้จิตกุศล งดกรรมปากของตน ชาตินี้หลุดพ้นเวรกรรม ทานเจชีวิตสุขล้ำ อภัยทานเมตตาแท้นั่น ตราบใดที่ยังเบียดเบียนชีวิตฉันใด ความแค้นเพลิงไฟ เผาใจเจ็บปวดเช่นกัน จุดประทีปแห่งมหาเมตตาธรรมนั้น แจ้งปัญญาญาณ ทุกดวงญาณดวงเดียวกัน (ซ้ำ *)





ความหมายของตัวอักษรเนื้อ ในภาษาจีน

ความหมายของตัวอักษรเนื้อในภาษาจีน - กินเจ เว้นกรรม



ตัวหนังสือ “เนื้อ” ในภาษาจีน แท้จริงมีอักษรคำว่า “คน” อยู่สองคน อยู่ในประตุหนึ่งคนอีกคนอยู่นอกประตูที่เปิดกว้าง ในทางธรรม “ปาก” ก็คือประตูหนึ่งของร่างกายเป็นอวัยวะรับ-จ่าย ที่ใช้กินอาหารเข้าไปและพูดออกมา ฉะนั้นคำว่า “เนื้อ”จึงมีความหมายว่า เป็นของที่คนหลงไม่รู้อ้าปากกินเข้าไปหารู้ไม่ว่าที่แท้คือ “คนกินคน” “ชาตินี้กินเนื้อเขา ชาติหน้าก็ต้องถูกเขากิน” พระพุทธวจนะ ในมหายานสูตรกล่าวว่า “บุคคลใดงดเว้นจากการกินเลือดกินเนื้อสัตว์ทั้งปวง ย่อมกระทำมหาเมตตาบารมีให้เต็มบริบูรณ์ หากบุคคลใดยังหลง กลืนกินเนื้อสัตว์ทั้งหลายอยู่เขาได้ชื่อว่าทำลาย “เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ”ที่มีอยู่ในตน ย่อมต้องได้รับบาปอย่างมหันต์” ผู้ที่บำเพ็ญธรรมหากยังไม่หยุดกินเนื้อก็ไม่สามารถบำเพ็ญไปได้ตลอดรอดฝั่ง



คำว่า “เนื้อ” คือ คนกินคน หมายถึง คนทีกลืนกินชีวิตตัวเองเพราะยิ่งกินก็ยิ่งสะสมโรคภัย ทำให้อายุสั้นตายเร็ว พระพุทธเจ้าตรัสเทศนา ถึงการเวียนว่ายตายเกิดในอบายภูมิทั้ง 6 ทรงย้ำเตือนให้คนตระหนักถึง “กฎแห่งกรรม” อันเป็นหลักของธรรมชาติที่ว่า “ทำดีต้องได้รับผลดี” “ทำชั่วก็ต้องได้รับผลชั่ว” แต่ทุกวันนี้ จะมีสักกี่คนที่ยอมเชื่อและทำตามคนเดี๋ยวนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน! ไหว้พระทุกวันแต่สิ่งที่พระพุทธองค์สอนไม่เชื่อถือ พูดเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ยอมรู้เรื่องเลยพระองค์ตรัสถึงความยากลำบาก ที่เราจะได้เกิดเป็นคนว่าล้วนต้องบำเพ็ญธรรมติดต่อกันมาอย่างน้อย 3 ชาติ กว่าจะได้รูปร่างที่เป็นมนุษย์ แต่คนทั้งหลาย เมื่อได้เกิดมาแล้วหลับไม่พยายามถนอมรักษาร่างกายนี้ไว้ให้ดีคิดแต่อยากจะกินก็เอาปากไปกิน แล้วฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสร้างกรรมกันไม่รู้จักจบ คนกับสัตว์รูปร่างต่างกันแต่จิตวิญญาณภายในเหมือนกัน ตลอดชีวิตของคนเราทุกวันนี้คนไหนเก่งก็กลืนกินผู้อื่นโกหกพกกลม ใช้เงินทอง ใช้อำนาจข่มเหงคนที่ไม่มีทางสู้แก่งแย่งชิงดีเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความไม่ดีทั้งหลายทำได้ทุกอย่างคนอย่างนี้ชาติหน้าต้องเกิดเป็นสัตว์อย่างแน่นอน ชาตินี้ฆ่าฟันทำลายผู้อื่นชาติหน้าต้องไปถูกเขาฆ่า สับเป็นชิ้น ๆ กินเข้าปาก ถึงเวลานั้นมีปากก็พูดไม่ได้มันช่างสุดแสนลำบากยากแคนเสียเหลือเกิน!

สัตว์ประเภทกินเนื้อฟันแหลมคมเขี้ยวยื่นออกมา มองดูดุร้ายน่ากลัว สัตว์ประเภทกินแต่ผักไม่มีเขี้ยวยาวดูสงบเสงี่ยมไม่ดุร้าย ฟันของคนเรียบเสมอไม่แหลมคมฟ้าดินสร้างให้ไว้สำหรับกินพืชผักผลไม้ “พุทธจิตธรรมญาณ” ในตัวของคนมาจากเบื้องบนธรรมชาติของคนต้องกินเจแต่คนทั้งหลายไม่รู้จักเหตุผลที่แท้จริง ไม่มีจิตที่เมตตา ถือว่าใครเก่งกว่าก็กินผู้ที่อ่อนแอกว่าใครไม่เก่งก็ต้องถูกกิน นาน ๆเข้า ใจก็ฝังติดว่ากินเนื้อเป็นเรื่องธรรมดาไปเสีย ไม่เคยมีใครคิดว่า “กินเนื้อนั้นผิดธรรมชาติ” คนกินเนื้อเป็นเรื่องน่ากลัวผิดปกติ

คนมักพูดว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาให้เรากินอยู่เสมอขอเพียงได้กินให้อร่อยลิ้นก็พอใจ ไม่คิดเรื่องบาปกรรมอย่างนี้เรียกว่าไม่มีจิตเมตตาจิตเมตตาสักเสี้ยวหนึ่งก็ไม่มี นับตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลกไม่เคยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองศ์ไหนสามารถบรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์โดยที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่

พระอรหันต์จี้กงได้ตรัสว่า “พวกเธอคิดว่ามีพระที่ไหนกินเนื้อ แล้วยังสำเร็จธรรมได้อีก คนที่กินเนื้อใครบ้างสามารถกลับสู่นิพพาน มีหรือ?” เพระฉะนั้นผู้บำเพ็ญธรรมจะต้องกินให้สะอาดที่สุดเอาสิ่งสกปรกโสโครกออกไปจากกายจากใจ สุดท้ายจึงจะสามารถล่องลอยขึ้นไปสู่แดนนิพพานได้

คืนใจฟ้าให้กับตัวเราเองเริ่มต้นง่ายๆเพียงเปล่งจิตเมตตาให้ถึงที่สุดงดการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายในการเริ่มต้นการบำเพ็ญธรรม บำเพ็ญจิต เรียกร้องจากตัวเราเองเพื่อมอบชีวิตให้กับสรรพสิ่ง หากทำได้เช่นนี้แล้วจิตเดิมแท้พุทธภาวะที่มีอยู่ในตัวเราจักเปล่งประกายนำพาให้เราก้าวเดินในวิถีธรรมต่อไป


เสียงอหิงสาธรรม - กินเจ เว้นกรรม


เสียงอหิงสาธรรม - กินเจเว้นกรรม

            ข้าพเจ้าได้มาเห็นหนังสือ "เสียงอหิสาธรรม" เล่มนี้เข้าซึ่งพิมพ์มาจากฮ่องกง รู้สึกว่าผู้วาดภาพ วาดและบรรายาภาพได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นเห็นซึ้งถึงแห่งความทุกข์ทรมานของสัตว์โลกได้ อันจะเป็นปัจจัยเหตุบังเกิดจิตเมตตาสงสารขึ้น ฉะนั้นจึงเห็นว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเครื่องตาเตือนใจ และบางทีอาจจะระงับการเข่นฆ่าสัตว์ได้ไม่มากก็น้อย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติต่อศีลข้อปาณาได้อย่างบริสุทธิ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ศีลธรรมในข้อนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้แปลออกเป็นภาษาไทยสำเร็จเป็นรูปเล่มนี้ขึ้นมา 

มีนักปราชญ์ นักการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้ที่ทรงคุณวุฒิมากท่านด้วยกัน ต่างก็ลงความเห็นเป็นสักขีพะยานว่า พืชผักนั้นเป็นอาหารที่บริบูรณ์ด้วยธาตุบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกาย สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เป็นภัยต่อร่างกาย มีประโยชน์อย่างเอนกประการ จึงเป็นอาหารที่บำรุงหล่อเลี้ยงชีพมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ผู้ที่บริโรคแต่อาหารผักนั้น ก็จะเป็นผู้ที่มีร่างกายและจิตใจสุขสบาย มีอายุมั่นขวัญยืน เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่สกปรกแปดเปื้อนน่าพรั่นพรึงหวาดกลัว มิใช่เป็นอาหารที่จำเป็นแก่มนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะนำเอาโรคร้ายที่น่ากลัวเข้ามาสู่ผู้บริโภคได้ และทั้งนี้มิได้ทำให้ร่างกายและจิตใจเป็นสุขสบายได้อย่างแท้จริงด้วย ฉะนั้นบรรดาท่านนักปราชญ์จึงได้พากันสนับสนุนแนะนำให้ชาวโลกเราเสพย์พืชผักผลไม้เป็นอาหาร

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระมหาเมตตาการุณธิคุณต่อเวไนยสัตว์ทั่วไป พระองค์ทรงถือว่าสัตว์โลกทั้งผองเป็นประดุจดั่งเอกภาพ แต่ละชีวิตมีค่ายิ่งนักซึ่งยากที่จะนำเอาสิ่งอื่นใดขึ้นมาพรรณาเปรียบเปรยเทียบเท่าได้ สัตว์โลกทั้งหลายมีความรักตัวกลัวตาย เกลียดความทุกข์รักความสุข ไม่ยอมให้ผู้อื่นใดมารักแกข่มเหง ถ้าแม้นว่าผู้อื่นใดมารักแกข่มเหง มันก็จะต่อสู้อย่างสุดความสามารถทีเดียว อันความสำนึกเช่นนี้นั้นมีอยู่ในสำนึกของสามัญสัตว์ทั่วไป ดังนั้น พระพุทธองค์จึงได้ทรงบัญญัติสิกขาข้อปาณาไว้พื่อคุ้มครองความสวัสดิภาพแห่งชีวิตทั้งมวล จะด้วยตนเองฆ่าก็ดี จะด้วยเสี้ยมสอนให้ผู้อื่นฆ่าก็ดี จะด้วยเห็นดีเห็นชอบในการฆ่าก็ดี ทั้งสามข้อนี้เป็นการกระทำที่ละเมิดผิดต่อพุทธสิกขาบัญญัติ ฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลายควรละเว้นพฤติกรรมเหล่านี้เสีย 

สำหรับภิกขุสามเณร จะบริโภคได้ก็แต่ติโกฎิปริสุทธิมังสะ ๑. ไม่ได้เห็น ๒. ไม่ได้ยิน ๓. ไม่ได้รังเกียจหรือสงสัย ด้วยเงื่อนไขสามประการนี้ ทางฝ่ายมหายานนิกายเห็นว่า การฉันเนื้อสัตว์ ยากต่อการระมัดระวัง ต่อพุทธบัญญัติทั้งสามข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสามยิ่งเป็นการยากต่อการระมัดระวังเพื่อเป็นการตัดต้นเหตุอันจะเป็นปัจจัยเกิดอาบัติบาป แก่ภิกขุสามเณรและทั้งไม่เป็นเวรแก่ผู้ที่มีศรัทธา คือ บุญก็ทำ กรรมก็สร้างฉะนั้น จึงได้นำเอาศีลพระโพธิสัตว์มาปฏิบัติ (ศีลพระโพธิสัตว์นี้ มีปรากฎในมหาสีหนาทสูตร เรียกว่า ตบศิลวัตต์) โดยไม่มีการเสพย์เนื้อเลยมาตรว่าภิกขุสามเณรไม่ฉันเนื้อ อาหารเนื้อที่วางขายในตลาดก็คงจะลดน้อยลงตามส่วน การฆ่าสัตว์ก็จะลดน้อยลงเป็นธรรมดา ทั้งนี้เป็นการยังชีวิตสัตว์ให้ยืนยาวนานตามกาลอายุของมันโดยทางอ้อมได้อย่างดีเลิศพร้อมทั้งเป็นการปลูกฝังเมตตาจิต และการเสริมสร้างบุญบารมีไปในตัวด้วย 

มนุษย์เราเสพย์เนื้อสัตว์จนเคยชินเป็นนิสัย การที่ปุบปับจะมา งดเว้นไม่เสพย์เนื้อเสียเลยนั้น ก็ย่อมจะเป็นการยากอยู่ แต่ก็ไม่เป็นการยากสำหรับผู้ที่มีความเพียรตั้งใจปฏิบัติ ข้าพเจ้าใคร่ขอแนะนำแต่ท่านพุทธมามกชนทั้งหลายว่า วันพระอุโบสถ วันสำคัญต่างๆ แห่งพระพุทธศาสนา หรือวันที่ท่านจะประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาก็ตาม ควรจะปฏิบัติมังสวิรัติ เพราะว่าวันเหล่านี้เป็นวันที่ชาวพุทธบริษัทเราทั้งหลายจะต้องสมาทานศีล ตั้งจิตตั้งใจประกอบบุญประกอบกุศลเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขความเจริญรุ่งเรืองแก่อนาคต ฉะนั้นขอวิงวอนชาวพุทธบริษัทเราทั้งหลาควรใช้สติปัญญาใคร่ครวญพิจารณามหาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน การที่ได้สมาทานศีลจากพระสงฆ์องค์เจ้าแล้ว ก็ควรจะปฏิบัติต่อศีลให้เคร่งครัดบริสุทธิ์ โปรดอย่ามองข้าม การละเมิดผิดศีลข้อนี้นั้น จะเป็นการสูญเสียซึ่งเมตตาจิต เมื่อท่านปฏิบัตินานๆ เข้า ความเคยชินก็จะย่างเข้ามาแทน เมื่อความเคยชินย่างเข้ามาแทน ความมีใจเมตตากรุณา และความรู้สึกผิดชอบก็จะบังเกิดขึ้น การเสพย์เนื้อสัตว์ก็จะเกิดการเบื่อหน่าย เกิดการหวาดกลัวเวรภัยที่จะอุบัติขึ้นอันเนื่องมาจากการเสพย์เนื้อสัตว์ ในที่สุดท่านก็จะงดเว้นการเสพย์เนื้อสัตว์ได้เอง 

ที่สุดนี้ ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอานิสงส์แห่ง การจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นธรรมบรรณาการจงเป็นพลาปัจจัย อำนวยให้ผู้ที่มีศรัทธาร่าวมอนุโมทนาในการจัดพิมพ์ ตลอดจนทุกๆ ท่าน จงปราศจากทุกข์ โศกโรคภัย อันตรายใดๆ ทั้งปวง อนึ่ง ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงบริบูรณ์เพียบพร้อมด้วยสามัคคีธรรม ยึดมั่นในพระบวรพุทธศาสนา บำเพ็ญสำเร็จธรรมประโยชน์ตลอดจนบรรลุถึงพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เทอญฯ

 เย็นเท้ง ภิกขุ

...................................................................................................................................................................

เสียงอหิงสาธรรม 
ผู้แปล เย็นเท้ง ภิกขุ 
บทกลอนโดย ประภาพรรณ เสน่ห์มิตร 

๑. เวไนย์คือเรา เราคือเวไนย์ 

         สุกรและ มนุษย์นี้ มีชีวิต
ถูกลิขิต จากกรรม ที่ทำไว้
มีเจ็บปวด มีกลัวตาย มีจิตใจ
เหตุไฉน จึงประหาร ทุกวารวัน
เป็นอาหาร ของมนุษย์ สุดอร่อย
เพื่อบำรุง น้ำย่อย ชางหฤหรรษ์
เป็นร้อยพัน สรรมาฆ่า พารวยกัน
แต่กรรมนั้น ใครได้รับ ไว้กับตน
ยามสิ้นชีพ ทรมา หน้าอดสู
ต้องมาร้อง เสียงเหมือนหมู ดูสับสน
มีสภาพ คล้ายสัตว์ ไม่เหมือนคน
กรรมให้ผล ในชาตินี้ นี่ของจริง


๒. รักสัตว์ ไยจึงกินเนื้อสัตว์

         สุกรไก่ แพะโค กุ้งเป็ดปลา
ต่างต้องมา เป็นอาหาร รับทานสิ้น
สัตว์ทั้งหลาย ถูกฆ่าตาย กายถมดิน
ช่างชาชิน กินเลือดเนื้อ ไม่เบื่อกัน
คนกับสัตว์ มีชีวิต รักชีวี
ต่างก็มี ความรู้สึก มีโศกศัลย์
เปลี่ยนพฤติกรรม การกิน เสียใหม่พลัน
รับทาน มังสวิรัติกัน ไม่ก่อเวร

๓. ค่ำคืนอันเงียบเหงา

        ทุกราตรี มีไก่ขัน กันเซ็งแซ่
ช่างเงียบแท้ ตีห้า พาเปล่าเปลี่ยว
เจ้าคงเลือดนอง เปื้อนมีด พันเล่มเที่ยว
เขาคงเคี้ยว แกล้มสุรา พาเพลิดเพลิน
เป็นเพราะว่า คืนนี้ ส่งปีเก่า
สังหารเจ้า ทุกครัวเรือน ไม่ขัดเขิน
ชีวิตสัตว์ น่าสงสาร เสียเหลือเกิน
เพราะบังเอิญ คนเห็น เป็นธรรมดา
ถ้ามนุษย์ หยุดฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต
เปลี่ยนความคิด ที่ผิด กันทั่วหน้า
รับทาน มังสวิรัติ ชั่วชีวา
มีศีลห้า บริสุทธิ์ หยุดสร้างกรรม

๔. ขนของแม่

       แม่เพิ่งคลอด ลูกนี้ สี่ชีวิต
คนอำมหิต ปลิดชีวี แม่ดับสิ้น
เหลือแต่กอง ขนไก่ บนพื้นดิน
ลูกจำกลิ่น แม่ได้ ไม่คลายจาง
ต่อนี้ไป จะมีใคร กางปีกปก
ลูกมีอก แม่อุ่น ไม่เคยห่าง
โอ๋แม่จ๋า ลูกมีแม่ เคยนำทาง
ลูกอ้างว้าง เพราะใครหนอ เขาก่อเวร

๕. โอ้ลูกจ๋า

โอ้ลูกแม่ อยู่ไหน ใครรู้บ้าง
แม่อ้างว้าง ว้าเหว่ ถวิลหา
เคยกกไข่ ด้วยยินดี เสมอมา
อนิจจาเขา เอาไปกิน กันอิ่มใจ
เห็นเปลือกไข่ จำได้ ใช่ลูกฉัน
ทุกคืนวัน เคยกอดกก และชิดใกล้
มีมือมาร ประหารลูก จากแม่ไป
มนุษยธรรม อยู่ที่ไหน ช่วยบอกที

๖. ทุกข์ทรมานจนตาย เหตุแห่งภัยพิบัิติ

ความเจ็บปวด รวดร้าว ถูกเชือดคอ
จะร้องขอ ความปราณี ได้ที่ไหน
ต้องด่าวดิ้น หลายนาที จึงสิ้นใจ
โอ้เป็ดไก่ ยามถูกเชือด เลือดไหลนอง
ช่างเป็นภาพ ที่เวทนา น่าเศร้านัก
โปรดตระหนัก ภาพพจน์ สยดสยอง
เมื่อรับประทาน สัตว์ทุกครั้ง ควรตรึกตรอง
เขาทั้งหลาย  คือพี่น้อง ร่วมโลกเรา

๗. ได้โปรด! ไว้ชีวิตฉันเถิด เสียงร้องขอชีวิต

เสียงทอดถอน โทมนัส พ่อโคเฒ่า
นั่งคุกเข่า วอนเพชรฆาต ขอชีวิต
มีดขาววับ ระดับคอ รอชีพปลิด
ใจดวงจิต ปวดร้าว น้ำตาริน
เคยรับใช้ ไถนา มานาปี
ไม่เคยมี ความชอบ ช่างลืมสิ้น
ต้องถูกฆ่า เป็นอาหาร ให้เขากิน
ชั่วชีวิน วัวควาย อาหารคน

๘. รู้คุณไม่เบียดเบียน

คนในภาพ เป็นชาวนา กัลยาณจิต
ชั่วชีวิต มีสัจจะ จิตใจสูง
มีเมตตา กรุณา คอยชักจูง
ใจนั้นมุ่ง แทนพระคุณ การุนธรรม
เมื่อเยาว์วัย ได้อาศัย ดื่มนมโค
ยามเติบโต เลี้ยงไว้ ให้อิ่มหนำ
อันโคนี้ เคยใช้งาน อย่างตรากตรำ
ถึงแก่เฒ่า ก็ไม่นำ ไปฆ่ากิน
เขาเข้าใจ ในหลัก กฎแห่งกรรม
ไม่กระทำ ชั่วซ้ำ ให้ผิดศีล
เขารับทาน มังสวิรัติ เป็นอาจิณ
ชั่วชีวิน กตัญญู รู้พระคุณ

๙. ลูกรักจ๋า! แม่ลาก่อน

ภาพแม่แพะ ถูกจูง ไปเข่นฆ่า
เหมือนรู้ว่า ต้องพราก จากลูกขวัญ
แม่กับลูก ต่างมองหน้า กันและกัน
ต่างโศกศัลย์ เศร้านัก ความรักเรา
แม่จ๋าอย่าไป อย่าไป ให้เขาฆ่า
จงกลับมา อยู่กับลูก ให้คลายเหงา
ในที่สุด แม่ต้องไป จากพวกเรา
เป็นเรื่องเศร้า พลัดพราก ตายจากกัน
ถ้ามนุษย์ หยุดฆ่า หยุดรับทาน
คงไม่ต้อง ถูกประหาร อย่างหฤหรรษ์
คงไม่ต้อง เห็นภาพ บาดชีวัน
ด้วยยึดมั่น ศีลข้อหนึ่ง พึงจงจำ

๑๐. อาลัยเจ้าเพื่อนยาก

โอ้เพื่อนเอ๋ย เคยเห็น ทุกเย็นค่ำ
ฉันเคยนำ เอาหญ้า มาเลี้ยงเจ้า
เจ้าแพะน้อย ตัวนิด เพื่อนชิดเรา
เคยคลอเคล้า เคลียขา พากันเดิน
เราคือเพื่อน รู้ใจ กันนานปี
คงไม่มี ใครมาพราก ให้ห่างเหิน
เคยวิ่งเล่น ทุกเย็นเช้า อย่างเพลิดเพลิน
ช่างบังเอิญ มีเหตุการณ์ ประหารใจ
อนิจา เจ้าโดนฆ่า คอถูกเชือด
เห็นกองเลือด และศพเจ้า เศร้าไฉน
เจ้าต้องกลาย เป็นอาหาร ทำทานไป
ตั้งสัจจะไว้ ไม่กินเจ้า เราเพื่อนกัน

๑๑. น้ำมือคน

เกล็ดของปลา เปรียบเสมือน เล็บมนุษย์
ถ้าเล็บหลุด สุดเจ็บปวด อย่างมหันต์
ต้องหาหมอ ทำแผล ดูแลกัน
แต่สัตว์นั้น ไม่มีปัญญา รักษาตน
เราขอดเกล็ด ปลาเป็น เห็นธรรมดา
แต่อนิจา หารู้ไม่ เขาเจ็บล้น
ต้องเกลือกกลิ้ง ดิ้นหนี น้ำมือคน
สุดจะทน ภาพเช่นนี้ มีทุกวัน
ถ้ามนุษย์ หยุดทำร้าย ทำลายสัตว์
โลกคงจัด อยู่ในทาง ที่สร้างสรรค์
ยึดมั่น อยู่ในศีล   ชั่วชีวัน
รับทาน มังสวิรัติกัน ทั้งครอบครัว

๑๒. ลานประหาร

สัตว์น้ำ ทุกชีวิต ถูกปลิดชีพ
ต่างก็รีบ เอาตัวรอด ดิ้นรนหนี
มีดฟันขาด สองท่อน ยังอยู่ดี
แหวกว่ายหนี มือมาร กลัวการตาย
บางชีวิต นำไปทอด ในกระทะ
ก็ยังจะ ดิ้นได้ น่าใจหาย
เขารักชีวี หวงชีวิต ห่วงร่างกาย
โปรดละอาย อย่าฆ่าสัตว์ วิรัติกรรม

๑๓. เสียงแห่งความพลัดพราก จากกันชั่วนิรันดร์

ยามสายัณห์ ตะวันรอน จวนกลับมา
เจ้าปักษา ผัวเมีย บินเริงร่า
ช่างไม่รู้ อันตราย ติดตามมา
ต่างปรารถนา ในรัก สลักใจ
ธนูพิษ มือเพชฌฆาต บังอาจนัก
มาพรากรัก พวกเรา เศร้าไฉน
เสียงบอกเจ้า บาดเจ็บ จนขาดใจ
เสียงร่ำไห้ พี่จ๋า น้องลาที


๑๔. แม่ใกล้จะกลับแล้ว

สิ้นเสียงปืน ดังลั่น สนั่นป่า
ถูกแม่นก ตกลงมา ชีวาสิ้น
เหตุมัวมอง หาเหยื่อ เพื่อลูกกิน
กายพังภินท์ เพราะมนุษย์ สุดบรรยาย
แสนสงสาร ลูกนกน้อย เฝ้าคอยแม่
ต่างชะแง้ ชูคอร่อน รอรอหาย
พี่ปลอบน้อง อย่าร้องไห้ ใจวุ่นวาย
ตอนสายสาย แม่คงกลับ รับขวัญเรา
โปรดยุติ การสร้างกรรม และทำร้าย
สัตว์ทั้งหลาย คงเป็นสุข ไม่โศกเศร้า
ช่วยพิทักษ์ รักสัตว์ด้วย สองมือเรา
คนรุ่นเยาว์ คงเอาอย่าง ในทางดี

๑๕. เพชฌฆาตเลือดเย็น นักฆ่ามืออาชีพ

ผ้าต่วนแพร ต่างถักทอ ด้วยใยไหม
เราสวมใส่ ด้วยนิยม สมศักดิ์ศรี
ถ้าจะคิด ให้ลึกซึ้ง คงทราบดี
ผ้าสวยนี้ กรรมวิธี มีเช่นไร
เขาใช่ไหม มีชีวิต ใส่หม้อต้ม
สัตว์ตายล้ม เพราะแพรพรรณ อันสดใส
ต้องพลีชีพ เพื่อความนิยม ให้สมใจ
โปรดคิดใหม่ ใช้ใยรัก ถักทอแทน

๑๖. มนุษยธรรม ชีวิตใคร ใครก็รัก 

กิเลน สัตว์โบราณ จิตเมตตา
มักกรุณา สัตว์ตัวน้อย อยู่เสมอ
ยามเดินไป ในถนน ได้เจอะเจอ
เขาไม่เผลอ เหยียบตาย ให้วายปราณ
มนุษย์เรา ยกตน เป็นคนฉลาด
เหตุไฉน จึงพิฆาต อย่างอาจหาญ
มนุษยธรรม นั้นอยู่ไหน ใครต้องการ
โปรดไขขาน คำตอบ จะขอบคุณ

๑๗. เห็นผิดเป็นชอบ ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่ง "การฆ่า"

พวกเด็ก ไร้เดียงสา ทรมานสัตว์
ชอบใช้พัด ตบตี พวกผีเสื้อ
แม้หิ่งห้อย ตัวเล็ก ตายเป็นเบือ
เขาไม่เชื่อ บาปเวร เพราะเยาว์วัย
่พ่อแม่ ควรสอนลูก ปลูกความคิด
ให้มีจิต เมตตา อย่าสงสัย
สัตว์ทั้งหลาย รักชีวี ล้วนหนีภัย
สร้างปัจจัย คือความดี มีคุณธรรม

๑๘. ฉุดช่วยเขา เราพ้นเคราะห์

ไม่สมควร จับแมลง มาฆ่าเล่น
เป็นบาปเวร ก่อกรรม อันยิ่งใหญ่
เมื่อเห็นสัตว์ จะจมน้ำ รีบช่วยไว
ด้วยจิตใจ เมตตา พ้นภัยพาล
สัตว์หรือคน รักชีวิต เช่นเดียวกัน
ต่างหนีพลัน ความตาย กลัวประหาร
โปรดพิทักษ์ อนุรักษ์ไว้ ให้อยู่นาน
พวกลูกหลาน ตามแบบอย่าง ทางที่ดี

๑๙. เพรียกพร้องร้องร่ำ

เห็นนกน้อย ถูกขัง คงโศกเศร้า
ด้วยตัวเจ้า นั้นยังมี ซึ่งพี่น้อง
มีพ่อแม่ เมียลูก เคยคุ้มครอง
แต่เจ้าต้อง มาพราก จากมือคน
เขาฟังเสียง นกร้อง รื่นรมย์หู
เขาไม่รู้ ว่าเจ้านี้ ช่างสับสน
คิดถึงลูก คิดถึงแม่ แสนมืดมน
ต้องทุกข์ทน เหมือนนักโทษ โปรดเห็นใจ
ถ้ามนุษย์ ถูกพราก จากของรัก
คงต้องจัก เจ็บจน ทนไม่ไหว
กรุณาให้ อภัยทาน สราญใจ
ปล่อยเขาไป จากกรง คงหมดกรรม

๒๐. สำนึกขอขมาความผิดบาป

มีเมตตา ไม่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต
ด้วยดวงจิต แน่วแน่ ไม่แปรผัน
จะรับทาน มังสวิรัติ ชั่วชีวัน
เปิดศักราช อันแจ่มจรัส เพื่อตัดกรรม
มีหิริ โอตตัปปะ สละชั่ว
ไม่เกลือกกลั้ว กลัวบาปเก่า มากลายกล้ำ
ตั้งแต่นี้ ต่อไป จะใฝ่ธรรม
อโหสิกรรม ชาตินี้ อย่ามีเวร







วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[ไขข้อข้องใจ]...มนุษย์จัดอยู่ในตระกูลสัตว์กินพืช หรือ กินเนื้อ

มนุษย์จัดอยู่ในตระกูลสัตว์กินพืช หรือ กินเนื้อ



จากผลการศึกษาและวิจัย ของวงการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละประเทศทั่วโลก ว่าด้วยเรื่องโครงสร้างด้านกายภาพของมนุษย์พบว่า อวัยวะหลายส่วน เช่น ตา หู จมูก ลิ้น เล็บมือ เล็บเท้า ฟัน กระดูกส่วนคางและฟันกราม มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับสัตว์กินพืชมากที่สุด


ฟันของมนุษย์ทำหน้าที่ บดและเคี้ยว อาหารซึ่งมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจาพฟันของสัตว์กินเนื้ออย่างเห็นได้ชัด สัตว์กินเนื้อจะมีฟันที่แหลมคม ใช้ทำหน้าที่ฉีกกัดเนื้อ แต่ไม่สามารถบดชิ้นเนื้อให้ละเอียดได้ มันจะกลืนอาหารลงคอทันที

ฟันของมนุษย์ จะมีลักษณะเรียบและเรียงติดกันซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับสัตว์กินพืช น้ำลายของมนุษย์มีสภาพเป็นด่างไม่สามาถย่อยเนื้อสัตว์ที่อยู่ในปากได้อย่างรวดเร็วเหมือนสัตว์กินเนื้อที่น้ำลายมีสภาพเป็นกรด

ดังนั้นฟันของมนุษย์จึงเหมาะสำหรับใช้บดเคี้ยวอาหารประเภทพืชผักผลไม้ให้ละเอียด ฟันหน้าและเขี้ยวของสัตว์กินเนื้อ จะแหลมคม เพื่อใช้ในการล่าเหยื่อดังนั้นฟันและเขี้ยวที่แหลมคมจึงสามารถกัดทะลุ ชำแหละเนื้อและกระดูกของเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ พบว่าสัตว์ที่กินเนื้อเหล่านั้นไม่มีฟันกรามใช้สำหรับบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเหมือนมนุษย์

บันทึกโรคแทรกซ้อน นายแพทย์ บรรจบ ชุณกสวัสดิกุล 

สัตว์กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต สัตว์เหล่านี้ธรรมชาติได้สร้างทางเดินอาหารสั้นมาก เนื่องจากเนื้อสัตว์เน่าเปื่อยเร็วมาก แล้วสารจากการเน่าเปื่อยของเนื้อจะกลายเป็นสารพิษ ดังนั้นทางเดินอาหารสัตว์กินเนื้อจึงวิวัฒนาการมาให้สั้น ดูดซึมเฉพาะธาตุอาหาร แล้วถ่ายกากทิ้งโดยเร็วไม่ทันดูดซึมสารเสียจากการเน่าเปื่อย สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสัตว์กินเนื้อมีเขี้ยวที่คม มีขากรรไกรที่ทรงพลัง พร้อมกรงเล็บอันคมกริบ ทั้งหมดนี้ออกแบบมาสำหรับล่าเหยื่อโดยแท้ สัตว์กินพืช ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย มันต้องกินวันละมากๆ ร่างกายจะเก็บทุกอณูอาหารเอาไปใช้ มันจึงมีทางเดินอาหารยาวถึง 10 เท่าของลำตัว นายแพทย์วิลเลี่ยมคอลลินส์ แห่งศูนย์การแพทย์นิวยอร์กไมมอนเดส ทดลองให้เห็นอันตรายของอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีต่อสัตว์กินพืชโดยเอาไขมันวันละครึ่งปอนด์ไปให้กระต่ายกินทุกวัน เป็นเวลา 2 เดือน ปรากฎว่าหลอดเลือดของกระต่ายจับก้อนไขมันไปทั่ว เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว


ภาพเปรียบเทียบโครงสร้างทางเดินอาหารระหว่าง สัตว์กินพืช(ซ้าย-ยาวกว่า) และ สัตว์กินเนื้อ(ขวา-สั้นกว่า)

ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ของมนุษย์และสัตว์กินพืชนั้นยาว 10-12 เท่าของลำตัวเหมือนกัน จำเป็นต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารนานกว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวหากมีของเสีย (เนื้อสัตว์ฉ ตกค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไปจะทำให้เลือดเป็นพิษ และยังเพิ่มภาระให้แก่ตับอีกด้วย

ลำไส้ของมนุษย์ ไม่เหมาะที่จะย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์เพราะไม่มีเส้นใยที่เป็นประโยชน์เลย เมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายแล้ว จะยังคงเหลือกากที่เน่าเสียหากตกค้างอยู่ในลำไส้นานเกินไป ตับก็จะต้องทำงานหนัก ฉะนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนที่กินเนื้อสัตว์จึงต้องป่วยเป็นโรคตับเรื้อรังและมะเร็งตับกันมาก

ลำไส้เล็กของสัตว์กินเนื้อสั้น เพียง 3 เท่าของลำตัว ลำไส้ใหญ่ตรง ผนังลำไส้เรียบและลื่น ดังนั้นระบบทางเดินอาหารของสัตว์ที่กินเนื้อจึงมีลำไส้ที่สั้น ไม่สลับซับซ้อน ซึ่งสามารถขับถ่ายอาหารที่กินเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว กรดในกระเพาะอาหารของสัตว์กินเนื้อ มีฤทธิ์แรงกว่า 20 เท่าของมนุษย์และสัตว์กินพืช ทั้งนี้ก็เพื่อย่อยสลาย เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก และส่วนอื่น ๆ ที่ย่อยยากของเหยื่อที่กลืนลงไป สีหน้าและบุคคลิก ของคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ไม่ต้องสังเกตก็เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ผู้ที่ทานเนื้อสัตว์นั้นเมื่ออายุมากขึ้นสภาพร่างกายจะอ่อนแอ เนื่องจากเซลล์ร่างกายไม่แข็งแรง และอวัยวะภายในเสื่อมสมรรถภาพ ส่วยผู้ที่ละเว้นเนื้อสัตว์ผิวพรรณจะสดใสไม่หมองคล้ำ และสุขภาพแข็งแรง 

บันทึกโรคแทรกซ้อน แพทย์หญิง เพชรา หล่อวิทยา “

สารพิษ” เป็นคำรวมที่ใช้เรียกสารเคมีทุกชนิดเมื่อสะสมในร่างกายแล้วจะก่อให้เกิดผลเสีย เช่น ของเสียที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย เกิดการหมักหมาม และบูดเน่าในสำไส้ แล้วถูกดูดซึมผ่านผนังสำไส้เข้าไป รวมทั้งสารเคมีที่ติดมากับเนื้อสัตว์ การขจัดสารพิษเป็นหน้าที่ปกติของอวัยวะทุกส่วนภายในอยู่แล้ว ในรูปของอุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อไคล ลมหายใจ แต่เมื่อเกิดกรณีใดๆ ก็ตามที่อวัยวะเหล่านี้ไม่สามารถขับสารพิษออกไปได้เร็วพอๆ กับที่ถูกสร้างขึ้น ก็จะเกิดมีการสะสมขึ้นในร่างกาย เมื่อถึงระดับหนึ่งร่างกายจะต้องหาทางขับออกโดยต้องผ่านทางเนื้อเยื่ออื่น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อเหล่านี้ก็คือ อาการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งถูกเรียกชื่อไปตามลักษณะของสารพิษที่ถูกขับถ่าย และสภาพที่เกิดขึ้น

จึงสรุปได้ว่า “ต้นเหตุของการเจ็บไข้ได้ป่วยมีอยู่อย่างเดียว คือการสะสมสารพิษไว้ในร่างกายมากเกินไป”





วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อานิสงส์ 10 ข้อ ของการไม่กินเนื้อสัตว์




อานิสงส์ 10 ข้อ ของการไม่กินเนื้อสัตว์




อ้างอิงแหล่งที่มา

7 วันสำคัญที่ควรละเว้นเนื้อสัตว์




7 วันสำคัญที่ควรละเว้นเนื้อสัตว์ ผู้มีปัญญาจะไม่กระทำการเหล่านี้

7 วันสำคัญที่ควรละเว้นงดกินเนื้อสัตว์ทั้งปวง  เพื่อเป็นมงคลชีวิตสู่ความสำเร็จของตนเองและครอบครัว  ถือเป็นมหากุศล และเมตตาธรรมสูงสุด
 
แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมาก  ที่ยังคงเข่นฆ่ากินเลือดกินเนื้อสัตว์อยู่ทุกวัน  แต่อย่างน้อยที่สุดควรหยุดคิดสักนิดให้เห็นถึงความสำคัญของวันทั้ง 7 ที่ควรงดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิดโดยให้หันมารับประทานอาหารเจแทน ได้แก่

1.   วันเกิดของตนเอง
2.   วันเกิดของลูกหลาน
3.   วันแต่งงาน
4.   วันจัดเลี้ยงสังสรรค์
5.   วันเซ่นไหว้บรรพชน
6.   วันทำบุญสร้างกุศล (วันพระ) เปิดกิจการ
7.   วันขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อันเนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ :

1.   ในวันเกิดของตนเอง

ในวันเกิดของตนเอง  ทุกคนพึงใคร่ครวญย้อนระลึกไปถึงวันที่เราจะถือกำเนิดมาในโลกนี้  ในช่วงเวลานั้นทั้งตัวเราและแม่ผู้ให้กำเนิด ชีวิตทั้งคู่ต่างแขวนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย  ไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองได้หากปราศจากบุญกุศลและผู้คนรอบข้างค้ำจุน ไฉนเลยเราจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อวันคล้ายวันเกิดเวียนมาถึง  ควรพิจารณาให้เห็นถึงความโชคดีที่เกิดมาได้ร่างกายเป็นมนุษย์  ทำให้มีโอกาสจะบำเพ็ญบารมีสร้างกุศลต่อไปภายหน้า  ทุกคนควรระลึกถึงพระคุณบิดามารดาที่ได้โอบอุ้มเลี้ยงดูตัวเราให้เติบใหญ่มาจนทุกวันนี้

ฉะนั้น “วันที่เราได้เกิดมามีชีวิตใหม่  จึงไม่ควรทำลายผู้อื่น”  สัตว์ทั้งหลายเมื่อถือกำเนิดบนโลกต่างก็อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปฆ่าผู้อื่นแล้วกินเลือดกินเนื้อเขาเพื่อฉลองวันที่เราเกิดมา  มนุษย์พากันฉลองวันเกิดของตนด้วยชีวิตเลือดเนื้อของสัตว์เป็นการตัดทอนอายุขัยของผู้อื่นให้สั้นลง  แล้วจะหวังให้ตนเองมีอายุยืนยาวได้อย่างไร

สัตว์ทุกตัวที่มีพ่อแม่ดูแล  หากฆ่าพ่อแม่เขาเสียแล้ว  ลูกของเขาใครเล่าจะเลี้ยง  ทุกวันนี้เด็กมากมายที่เกิดมายังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ตายเสียแล้ว  บ้างพ่อแม่ตายไปไม่ได้เลี้ยงดู  บางคนเติบโตขึ้นมาก็อายุสั้น  ผู้ที่ได้เห็นแจ้งในกฎแห่งกรรมต่างสลดหดหู่ใจยิ่งนัก

2.   วันเกิดของลูกหลาน

วันเกิดของลูกหลานวันที่ชีวิตใหม่ถือกำเนิด  ผู้เป็นพ่อแม่ต่างชื่นชมยินดีเป็นที่สุด  ลูกของเราเรารักดังแก้วตาดวงใจ  คนเรารักทะนุถนอมดวงตาของตน  กลัวตาจะมืดบอดอย่างไร  ก็รักใคร่ทะนุถนอมลูกของตนอย่างนั้น  ยามลูกนอนก็คอยปัดเป่าพัดวี  แม้แต่ยุง เหลือบริ้นไร  มิยอมให้ขบกัด  ยามใดที่ได้ข่าวว่าลูกประสบอุบัติเหตุจะบาดเจ็บหนักหนาแค่ไหนก็ไม่รู้  ยังร่ำไห้ฟูมฟายด้วยความเป็นห่วงเป็นใยราวกับจะขาดใจ  อยากพบหน้าลูกรักให้จงได้  ต่อให้มีเงินทองทรัพย์มสมบัติมากล้นสูงท่วมภูเขาก็จะสละแลกเอาชีวิตลูกของตนไว้

สัตว์ทุกตัวก็รักลูกของเขาเช่นเดียวกับมนุษย์  เวลาที่มีลูกอ่อนจะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้  มันเฝ้าแต่คอยระแวดระวังภัยไม่ยอมหลับนอน เกรงว่าลูกน้อยจะได้รับอันตราย  ดวงใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ไม่มีแบ่งแยกว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์  ลูกของใครใครก็รัก

เพราะฉะนั้น วันที่เราได้ลูกจึงไม่ควรฆ่าลูกผู้อื่น  วันที่เราได้ลูกต่างสุดแสนดีใจ  ก็แล้วทำไมจึงไปทำให้ผู้อื่นเสียใจที่ลูกต้องตายจากไป พ่อแม่ทั้งหลายเมื่อถึงวันเกิดของลูก  กับเลี้ยงฉลองให้ด้วยชีวิตเลือดเนื้อของสัตว์  เช่นนี้แล้วจะหวังให้ลูกของตนมีอายุยืนได้อย่างไร

หากเอาเลือดเอาเนื้อลูกของเขามาบำรุงเลี้ยงดูลูกของเรา ก็จะมีแต่โรคภัยคุกคามเบียดเบียน  วงเวียนกรรมหมุนสืบต่อไปไม่มีสิ้นสุด พ่อแม่บางคนลูกเกิดมาได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องตายจาก  บางคนลูกเกิดมาพิกลพิการไม่สมประกอบ  บางคนก็ขี้โรคอ่อนแอ  สุขภาพไม่ดี เป็นเพราะเหตุใด  กี่คนที่รู้จักพิจารณาใคร่ครวญ

“สัตว์โลกทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของตน  มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตามให้ผล…ไม่มีข้อยกเว้น”

3.   วันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส

วันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส  เป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต  ในชั่วชีวิตหนึ่งของแต่ละคนจะมีงานมงคลนี้เพียงครั้งเดียว  หากมีหลายๆครั้งก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะไปอวยพรให้อีก

วันแต่งงานคือ วันเริ่มต้นแห่งการมีชีวิตคู่  การได้อยู่ร่วมกันกับคนที่เรารัก ถือว่าเป็นโชคดีครั้งใหญ่ในชีวิต ทุกกคนเมื่อแต่งงานแล้วก็อยากมีชีวิตรักกันไปจนแก่จนเฒ่า คู่รักของใครต่างก็ย่อมรักใคร่หวงแหน ไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำอันตราย สัตว์ก็มีคู่ชีวิต รู้จักรักและหวงแหนคู่ชีวิตของเขาเช่นกัน หากวันที่เราได้คู่ชีวิตมาครองแต่กลับไปฆ่าคู่ชีวิตผู้อื่น  เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องโดดเดี่ยว อ้างว้างไปจนตลอดชีวิต…มันช่างไม่ยุติธรรมเลย

ดังนั้นวันที่เราแต่งงานได้คู่ครองจึงไม่ควรพรากชีวิตสัตว์อื่นคนทั้งหลายมองไม่เห็นกฏแห่งกรรม  พากันเลี้ยงฉลองการแต่งงานด้วยเลือดเนื้อชีวิตสัตว์ ทำให้คู่ชีวิตแต่งงานมากมายที่หย่าร้างกัน บางคู่ไม่สามีหรือภรรยาต้องมีอันล้มหายตายจากกันไปต้องมีอันเป็นหม้ายอยู่อย่างโดดเดี่ยว ความจริงข้อนี้ควรไตร่ตรองให้ดี

พิธีมงคลสมรสของชาวจีนเป็นประเพณีที่ยึดถือกันมายาวนาน เราจะพบเห็นเครื่องใช้ต่างๆในงาน ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอน  ผ้าคลุมเตียง ชุดแต่งงาน และแม้แต่ขนมเซ่นไหว้ฟ้าดิน  จะมีรูป “ นกหยวนหยาง ” บินเคียงคู่อยู่ด้วยกันพร้อมทั้งเขียนอักษรที่เป็นศิริมงคลอำนวยอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวเพื่อจะได้ครองชีวิตคู่ยั่งยืนสุขสมหวังตลอดไป

นกหยวนหยางนี้เป็นนกที่มีความรักที่มั่นคงในคู่ของตนไม่ว่าไปไหนๆมันก็จะบินเคียงคู่กันไปตลอดเวลาชั่วชีวิตจะไม่ยอมแยกจากกันเลย หากวันใดที่คู่ของมันตายลงนกอีกตัวหนึ่งก็จะกลั้นใจตายไปด้วย
ชนชาวจีนยกย่องสรรเสริญความเด็ดเดี่ยวมั่นคงในการครองคู่ของนกชนิดนี้  จึงได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ในพิธีมงคลสมรสเพื่อเตือนสติให้อนุชนรุ่นหลังระลึกไว้เสมอว่าคู่ชีวิตของใครไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ก็ล้วนแต่รักใคร่หวงแหนคู่ของตนทั้งสิ้น

ฉะนั้น ในวันมงคลสมรส เราจึงไม่ควรทำสิ่งอัปมงคลให้แก่ตนโดยแยกคู่ครองของผู้อื่น เป็นเรื่องน่าอดสูใจอย่างยิ่งที่คนเราแต่งงานกันเพียงคู่เดียว ในวันนั้นคู่ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายต้องถูกฆ่าตายไปมากมาย  ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องโดดเดี่ยวไปจนชั่วชีวิต…เช่นนี้เป็นการสมควรแล้วหรือ?

4.   งานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร

งานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร  ในโอกาสจัดงานเลี้ยงสังสรรค์รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตร ทุกคนที่มาร่วมชุมนุมกันต่างปลื้มปิติ ดีอกดีใจที่ได้กลับมาพบหน้ากันอีก บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงสนุกสนาน
โอกาสที่น่ายินดีนี้จึงไม่ควรใช้ชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่นมาเลี้ยงฉลองความดีใจที่ได้พบหน้ากัน แต่สัตว์ทั้งหลายต้องโศกเศร้าเสียใจที่ต้องตายจากกัน

สัตว์ทุกตัวต่างก็มีพี่น้องเพื่อนฝูงห่วงใยเฝ้ารอคอยการกลับแม้แต่สุนัขของเรายังแสดงความยินดีอกดีใจทันทีที่เห็นเจ้าของกลับถึงบ้าน หากวันใดกลับมาล่าช้าก็จะเฝ้าชะเง้อคอมองหาคอยท่าอย่างใจจดใจจ่อ  สัตว์บางชนิดที่อยู่รวมกันเป็นฝูงเมื่อมีตัวใดตัวหนึ่งขาดหายไปตัวอื่นๆ ก็จะรอคอยไม่ยอมไปไหน  ไม่ต่างอะไรกับคนเลย  ถ้างานเลี้ยงขาดคนที่เรารอคอยพบหน้าไปแม้เพียงคนเดียวงานนั้นดูช่างเงียบเหงาเสียนี่กระไร

มีปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอว่าปลาวาฬมักจะหลงทางว่ายน้ำเข้ามาเกยตื้นอยู่บนชายฝั่ง  ตัวที่มีขนาดใหญ่โตมากโอกาสที่คนจะช่วยให้กลับสู่ทะเลลึกเเป็นไปได้ยากเหลือเกินมันจึงต้องตายอยู่ริมชายหาด ส่วนตัวที่มีขนาดเล็กเมื่อช่วยให้ออกไปได้แล้วก็ว่ายกลับมาที่เดิมอีก  หลายฝ่ายต่างไม่เข้าใจในการกระทำของมัน สุดท้าย  จึงทราบเหตุผลว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะปลาวาฬไม่ต้องการจากฝูงของมันไปตราบใดที่ปลาตัวอื่นๆ  ยังไม่สามารถรอดออกไปได้

ความรักใคร่สมัครสมานกลมเกลียวห่วงใยซึ่งกันและกันไม่ใช่จะมีแต่ในหมู่มนุษย์เท่านั้น การที่คนเราทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องพลัดพรากแตกแยกกัน  จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำเลย

งานที่ต้องการเลี้ยงอาหารเพื่อนฝูงญาติมิตรเช่นนี้  เราจัดขึ้นเป็นประจำ  หากเจ้าภาพต้อนรับเลี้ยงดูแขกหรือด้วยเนื้อสัตว์ยิ่งเลี้ยงคนมากสัตวืก็ต้องล้มตายมาก  ตรงกันข้ามหากผู้ที่เป็นเจ้าภาพมีความสว่างในใจ งดเว้นเนื้อสัตว์จัดเลี้ยงเพื่อนฝูงด้วยอาหารพืชและผักผลไม้บุญกุศลยิ่งใหญ่ก็จะบังเกิดขึ้นแก่เพื่อนฝูง ผู้มาร่วมงาน ย่อมจะนำมาซึ่งความปิติยินดีให้แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง.

5.   ในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ

มีคำกล่าว “หนึ่งวันพ่อแม่เลี้ยงดูเรา ร้อยปีอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่าน”ความหมายก็คือลูกที่กตัญญูต้องรู้จักสำนึกอยู่เสมอว่า  การได้มีชีวิตอยู่รับใช้พ่อแม่  ผู้บังเกิดเกล้าทุกค่ำเช้าเป็นเวลา 100 ปี นั่นเท่ากับว่าเราได้ตอบแทนพระคุณที่ท่านทั้งสองเลี้ยงดูชีวิตมาได้ 1 วัน

ตั้งแต่เรายังเล็กๆ ท่านป้อนข้าว ให้นม ให้เสื้อผ้าที่อยู่ที่กิน ให้ความรู้การศึกษา  ให้ความรักและความอบอุ่นยามเจ็บไข้พ่อแม่ไม่ยอมหลับยอมนอน ตื่นคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลากว่าเราจะโตจนช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี ลองคิดคำนวณดูเอาเถิดว่ากี่ร้อย  กี่พันกันล่ะที่ท่านต้องลำบาดเลี้ยงดูเรา

เพราะฉะนั้น  ต่อให้เรามีอายุยืนอยู่ได้ถึงหมื่นปี  คอยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ทุกวันมิได้ขาดก็ยังไม่อาจทดแทนพระคุณของท่านทั้งสองได้หมด

พระคุณบิดามารดานั้นมากมายล้นพ้น  สุดจะหาคำใดในโลกมาเอ่ยพรรณนา ขอให้เราทุกคนย้อนมองดูตัวเองแล้วพิจารณาดูซิว่าเราเคยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ด้วยความจริงใจสักหนึ่งวันเต็มๆมีบ้างไหม?
ยามที่พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้ายังมีชีวิตอยู่  ลูกควรกตัญญูรู้คุณด้วยการเคารพเชื่อฟัง  ไม่นำเรื่องราวใดๆ ทำให้ท่านต้องทุกข์ร้อนใจ ควรดูแลเอาใจใส่ให้ท่านทั้งสองมีแต่ความสุขกายสบายใจ  เมื่อท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ให้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณของท่านสืบต่อจนถึงรุ่นลูกหลาน

การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ  ก็เพื่อเป็นแบบอย่างของคุณธรรมอันดีแก่ลูกหลานของเราให้ได้รู้จักสำนึกในพระคุณบิดามารดาบุพการีมีความกตัญญูรู้คุณสืบต่อกันไป มิใช่เซ่นไหว้เพื่อขอโชคลาภ  เงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์แก่ตัวเองและลูกเมีย  เราไม่รู้สึกละอายแก่ใจบ้างเลยหรือที่ท่านเลี้ยงเรามาชั่วชีวิตของท่าน  ตลอดเวลาเราได้รับอาหาร เสื้อผ้า ข้างของ เงินทอง  ตลอดจนความรู้  ทั้งหมดที่ท่านให้มาแล้วยังไม่เพียงพอที่เราจะใช้ดำเนินชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวลูกหลานต่อไปอีกหรือ  ทำไมเราจะต้องเซ่นไหว้วิงวอนขอบันดาลสิ่งโน้นสิ่งนี้อย่างคนไม่รู้จักพอทั้งๆที่ท่านไม่มีสังขารร่างกายจะลุกขึ้นมาให้เราได้อีกแล้ว

การที่ลูกหลานกราบไหว้บรรพบุรุษ  เพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ  จึงมิใช่การแสดงความกตัญญูที่แท้จริง หากเราสั่งสอนให้ลูกหลานรู้จักแต่จะขอวิงวอนขอเอาจากผู้อื่นต่อไปเมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะได้นั่งวิงวอนรอคอยให้ผู้อื่นช่วยแทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่พ่อแม่มอบให้แล้วออกไปบากบั่นมุ่งหน้าประกอบกิจการงานอย่างผู้มีความรับผิดชอบเป็นตัวของตัวเอง  ถ้าหากลูกหลานของเรามัวแต่งอมืองอเท้าอย่างนี้ความผิดก็อยู่ที่ตัวเราเองที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน  ทำตนเป็นแบบอย่างที่ผิดๆ ในวันกราบไหว้บรรพบุรุษ  เพื่อแสดงความกตัญญูไม่ควรทำให้ชีวิตผู้อื่นล้มตาย  บรรพบุรุษของเราย่อมไม่ยินดีเป็นแน่ในเรื่องนี้  

ผู้รู้ทั้งหลายก็จะพากกันติเตียนในความโง่เขลาของเรา ชีวิตเลือดเนื้อที่ได้จากการปล้นฆ่า แย่งชิงเอามาจากสัตว์เป็นเสมือนของต้องห้ามที่ผิดกฎหมาย หากนำไปมอบให้ใครผู้รับมอบก็จะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย  เช่นนี้แล้วดวงวิญญาณของบรรพบุรุษกลับต้องได้รับหนี้สินบาปเวรจากการกระทำของลูกหลานโดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใใจด้วยเลย..ช่างหน้าสลดใจจริงๆ ผู้มีความกตัญญูที่แท้จริงพึงกระทำอย่างยิ่ง

ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เราเคารพรัก  ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปและต่างก็หวังว่าดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับจะเดินทางไปสู่สุคติภพไม่อยากให้ตกนรกหมกไหม้ไปอยู่ในที่ที่น่ากลัวได้รับแต่ความทรมานทุกข์ทรมานยากลำบาก ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย  ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้นย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่ หากรู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย

6.   ในงานทำบุญสร้างกุศลทุกโอกาส

คนเรามีโอกาสประสบสิ่งดีๆ ในชีวิต  เปิดโอกาสให้ได้สร้างกุศลอยู่เสมอ เช่น มีกิจการร้านค้าเป็นของตัวเองมีบ้านใหม่ไม่ว่าจะเป็นวันเปิดร้าน  วันขึ้นบ้านใหม่ หรือวันทำบุญอื่นๆ  การจัดงานในวันทำบุญเหล่านี้ทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ตนมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นให้ชีวิตที่ดีได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไปมิใช่หรือ?

ฉะนั้นในงานบุญสร้างกุศลทุกงาน จึงไม่สมควรเลี้ยงพระ เณร แขกเหรื่อ  เพื่อนฝูงด้วยชีวิตและความตายของสัตว์หากทำเช่นนั้นเราจะหวังความเจริญรุ่งเรือง  และความสงบสุขในชีวิตได้อย่างไร ทุกชีวิตที่ต้องตายล้วนเคียดแค้นอาฆาตพยาบาทต่างจะพากันรุมสาปแช่งไม่ยอมให้มมีความสุขความรุ่งเรืองในกิจการงานใดๆ  ไม่ยอมให้เราได้อยู่อย่างมีความสุขในบ้านหลังใหม่  กิจการร้านค้าก็จะตกต่ำแย่บ้านและครอบครัวจะปราศจากความสุขเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งเพราะวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าหากคนฆ่าผู้อื่นแล้วยิ่งเจริญขึ้น สัตว์อื่นๆ ก็จะถูกฆ่าตายเพื่อฉลองความรุ่งเรืองอีกนับไม่ถ้วน พวกเขาไม่มีวันยอมแน่

เพราะเหตุนี้ในโอกาสงานกุศลที่เราทุกคนปรารถนาแต่ความ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอยู่เย็นเป็นสุขจึงไม่ควรสร้างบาปเวรเป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นต้องตายหากทำบาปเสียก่อนเพื่อแลกเอาบุญกุศลทีหลัง เช่นนี้แล้วคิดว่าจะไปรอดหรือ ?

7.   วันขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ในสากลโลกไม่เคยทอดทิ้งคนดี ไม่มีเรื่องอะไรในใจของมนุษย์ที่ฟ้าเบื้องบนไม่ล่วงรู้

คนจำนวนมากกราบวิงวอนขอสิ่งต่างๆ มากมายจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือ  แต่จะมีสักกี่คนที่ได้รับสมความปรารถนา บางคนก็ได้บ้าง บางคนไม่เคยได้เลยเป็นเพราะเหตุใดกัน  จะเป็นด้วยว่าฟ้าเบื้องบนลำเอียงไม่ยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชังกระนั้นหรือ ? มนุษย์มักคิดเอาแต่ฝ่ายเดียว  ไม่เคยมองย้อนกลับมาดูการกระทำของตัวเอง  หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรัสถามเราว่า

“ เธอได้ทำกรรมดีอะไรกันมาแล้วบ้างที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือจากฟ้าเบื้องบน ในเมื่อปากของเธอก็ยังมีกลิ่นคาวเลือดคาวเนื้อผู้อื่น  ท้องของเธอก็ยังเต็มไปด้วยซากศพสัตว์ทั้งหลาย หนี้สินบาปเวรที่เธอสร้างไว้กับผู้อื่นนี้มากมายยังไม่ได้ชดใช้เลยเธอยังจะมีสิทธิ์มาวิงวอนขออะไรได้อีก ”

เช่นนี้แล้ว…พวกท่านทั้งหลายจะตอบท่านว่าอย่างไร?

คนในโลกมนุษย์ เมื่อทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ต้องให้จองจำติดคุกติดตาราง ในระหว่างที่รับโทษทัณฑ์ใช้หนี้กรรมมีหรือที่ยังจะสามารถเรียกร้องหาความสุข  ความสบาย  ลาภยศ เงินทอง  ใครบ้างจะให้เขาได้ คนที่ยังกินเลือดเนื้อผู้อื่นก็คือติดหนี้เลือดเนื้อชีวิตเขาอยู่เช่นกัน

บางคนวิงวอนขอให้ลูกหลานมีความกตัญญู  แต่ตนเองไม่เคยกตัญญูต่อพ่อแม่เลยแล้วจะหวังไปทำไม
บ้างก็วิงวอนขอให้มีเงินทองร่ำรวยแต่ตนเองเกียจคร้าน ไม่เคยทำอะไรเลยแล้วจะร่ำรวยได้อย่างไร ?
บ้างก็วิงวอนขอให้ร่างกายแข็งแรงสุขภาพดีแต่ตลอดเวลา ตนเองกินเลือดเนื้อสัตว์ที่เต็มไปด้วยพิษภัยแล้วจะให้แข็งแรงได้อย่างไร ?

บ้างก็วิงวอนขอให้ชีวิตยืนยาวแต่กลับฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำให้ผู้อื่นต้องตาย  แล้งจะให้ตัวเองมีอายุยืนยาวไปได้สักเท่าใด ?

     จงดูต้นไม้เอนไปทางใด             ก็ล้มทางนั้น

คนเราประพฤติอย่างไร                   ก็สิ้นใจอย่างนั้น

หากทุกวันสร้างแต่บาปเวร             ย่อมต้องได้รับผลของมัน

ใครเล่าจะช่วยได้                             ถ้าไม่ใช่  “ ตัวของเราเอง ”

ฉะนั้น   ในโอกาสที่ไปกราบไหว้สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพระองค์ไหน   ทุกคนควรชำระล้างปาก  ลิ้นให้สะอาดด้วยการกินเจ  เว้นจากการกินเนื้อสัตว์  กระทำตนให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกายวาจาและจิตใจ เมื่อนั้นก็จะบังเกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเองโดยมิต้องร้องขอ จงระลึกไว้เสมอว่า  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกๆพระองค์ ล้วนบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว  ไร้มลทินหมดสิ้นกิเลส  ไม่มีหนี้สินเวรกรรมใดๆ หลงเหลืออยู่เลย  ทุกพระองค์ดำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์สะอาดยุติธรรม  และเปี่ยมด้วยพระหฤทัยที่เมตตากรุณาต่อปวงสรรพสัตว์ทั้งหลาย

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงไม่เคยหวังเงินทองของถวายที่มีราคาใดๆ จากมนุษย์เลย  แต่มีเครื่องสักการะอย่างหนึ่งซึ่งล้ำค่าไม่มีอะไรมาเทียบได้ แม้เงินทองมากมายก็ไม่สามารถซื้อได้  อีกทั้งไม่สามารถไปหามาจากที่ใดแต่ทว่าสิ่งล้ำค่านั้น ทุกคนมีอยู่ในตัวเองสิ่งนั้นก็คือ “ จิตใจ ”

“ จิตใจ ” ที่มีแต่ความบริสุทธิ์ที่ดีของมนุษย์นี้แหละเป็นเครื่องสักการะบรรณาการอันล้ำค่าที่สุดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์อยากได้  และโปรดปรานกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด  ไม่ว่ายุคใดสมัยใดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าศาสนาไหนต่างรอคอยให้มนุษย์เอาจิตใจที่ปราศจาก  โลภ หลง ความโกรธ เกลียด จิตใจที่มีแต่ความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์มาเป็นเครื่องบูชาถวายต่อพระองค์

แต่มนุษย์ก็ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนผิดหวังตลอดมา  นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอมนุษย์ทั้งหลาย  จงอย่าได้ทำให้เบื้องบนผิดหวังอีก  เพราะการถวายเครื่องสักการะที่เป็นแต่เพียงวัตถุสิ่งของเท่านั้น
ขอให้ทุกคนจงนำเอา  “ จิตใจอันดีงาม ” ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คน   ออกมาถวายเป็นเครื่องสักการะบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนทุกพระองค์โดยพร้อมเพรียงกันทุกคนเถิด

ฉะนั้นโอกาสทั้ง 7 วัน  ที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดจะเห็นว่า  ในชั่วชีวิตของแต่ละคนล้วนต้องได้ประสพพบเจอ  หากเรารู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาให้เห็นถึงอานิสงส์ของการงดเว้นเนื้อสัตว์ในโอกาสดังกล่าวได้  ก็ย่อมจะเป็นโชคดีทั้งต่อตนเองและผู้ที่มาร่วมงาน  ทำให้ทุกคนสามารถตักตวงเอาบุญกุศลไว้ได้อย่างเต็มบริบูรณ์

ขออย่าให้ทุกท่านพลาดโอกาสดีๆ  เช่นนี้ไปอย่างน่าเสียดายเพียงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกเลย
ขอความสุข  ความเจริญ  จงมีแด่ท่านและครอบครัวผู้ปฏิบัติธรรม
                                                     
                                                        …ด้วยความปรารถนาดี…

...................................................................................................................................................................

อ้างอิง       http://www.96rangjai.com/forum/index.php?topic=1620.0

บทความที่ได้รับความนิยม