เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

ให้ทานชีวิตได้อายุยืนยาว


ให้ทานชีวิตได้อายุยืนยาว

พระธรรมโอวาท...

"อายุยืนยาวคือความปรารถนาของมนุษย์ทุกผู้นาม แม้เงินทองจะสามารถซื้อประเทศทั้งประเทศได้ แต่เงินนั้นก็ไม่อาจซื้ออายุที่ยืนยาวได้ ต่อให้ฐานะของเราสูงส่ง อำนาจท่วมท้นล้นฟ้าก็ยากที่จะเพิ่มเติมอายุขัยได้ แล้วจะทำอย่างไรให้มนุษย์มีอายุขัยและวาสนาที่ยืนยงยาวนานได้เล่า ?

ในพุทธคัมภีร์บทหนึ่งที่กล่าวถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการให้ทาน ๕ ชนิดว่า "ให้ทานชีวิต ต่ออายุยืนยาว พ้นเจ็บป่วย"  คำว่า "ให้ทานชีวิต" ในที่นี้ก็คือละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ปล่อยสัตว์ ปกป้องคุ้มครองสัตว์ ในคัมภีร์ปี้อวี้จิงได้บันทึกเอาไว้ว่า มีเณรน้อยรูปหนึ่งได้ช่วยชีวิตของมด ด้วยเหตุนี้ทำให้ตนเองนั้นอายุยืน แม้นปารถนาอายุยืนยาว นอกจากช่วยเหลือผู้คนขจัดทุกข์บำรุงสุขแล้ว ยังต้องธำรงไว้ซึ่งเมตตาจิต คือการละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เมื่อปลูกเหตุแห่งการรักษาคุ้มครองและไม่ละเมิดชีวิตผู้อื่นแล้ว เช่นนี้ฟ้าย่อมให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นผลตอบแทนแน่นอน"

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

สัตว์ทั้งหลายที่เรากิน จิตเขาหายินยอมไม่

พระอริยะเจ้ากล่าวว่า


"จิตญาณลุ่มหลงเพราะปากโลภอยาก
สัตว์ทั้งหลายที่เรากิน จิตเขาหายินยอมไม่
จิตของเราโหดร้ายดั่งมิจฉามาร
วิญญาณสัตว์ จิตคุกรุ่นด้วยความโกรธแค้น"

     ในกาลยุคท้ายปลายกัป เจ้ากรรมนายเวรติดตามทวงหนี้กรรมกระชั้นชิด กาลเวลาฟ้าผันผ่านไปรวดเร็ว

     โลกกำลังเข้าสู่กลียุค เต็มไปด้วยภัยพิบัติมากมายทั้งภัยจากธรรมชาติ ภัยจากน้ำมือมนุษย์ ล้วนเป็นความแค้นที่คุกกรุ่นของเวไนยซึ่งเรากินเนื้อของเขา และกรรมเวรที่เราก่อ ทำให้เราได้รับผลสนองในสิ่งที่ตนเองก่อ ผู้ที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิถีจิตจากพระวิสุทธิอาจารย์ ควรรู้ถนอมรักษาจังหวะโอกาสที่ดีของชีวิต เร่งบำเพ็ญจริงปฏิบัติแท้

     คนทุกวันนี้ชอบกินเนื้อสัตว์ เพื่อสนองความอร่อยลิ้นของตน มีใครฉุกคิดบ้างว่าคนเรานั้นรักชีวิต สัตว์ทั้งหลายต่างก็รักชีวิตเหมือนกัน คนเราต้องการมีอายุยืนสัตว์ก็ต้องการมีอายุยืนเช่นกัน แต่ทุกวันกลับไปตัดชีวิตของผู้อื่นให้สั้นลง

     ทุกท่านลองคิดพิจารณาดูว่า เพราะความโลภอยากของคนเรา สัตว์ทั้งหลายต้องสังเวยชีวิตวันละเท่าไหร่ ทั้งที่พวกเขาก็มีครอบครัว พวกเขาก็ต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่พวกเขาสรรพสัตว์กลับไม่มีสิทธิเรียกร้องเสรีภาพของตัวเอง เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เข้าใจว่าสัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ แท้จริงแล้วการงดเว้นเนื้อสัตว์ นอกจากเป็นการบ่มเพาะจิตเมตตาธรรมแล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพด้วย"

     หากปรารถนาจะได้รับบุญวาสนา ความมีอายุมั่นขวัญยืน พึงหยุดฆ่าสัตว์ มีจิตเมตตา รู้สละทาน

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

เหล่าสรรพสัตว์เวไนย์ต่างก็มีพ่อแม่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านพญายม กล่าวว่า


"กายมนุษย์นั้นได้มายาก เป็นเพราะไม่รู้ถึงเหตุต้นผลกรรมเอาแต่โลภในลาภปากของตนเอง ทำให้เวไนยสัตว์ต้องถูกฆ่า

เหล่าวิญญาณบาปทั้งหลายแท้ที่จริงพญายมท่านก็ไม่อยากลงโทษหนัก

แต่ทำไม...?  เวลาที่มนุษย์พวกเจ้ากินเลือดเนื้อของเวไนยสัตว์นั้นจึงไม่มีจิตเมตตาเลย เหล่าเวไนยสัตว์ สรรพสัตว์สรรพชีวิตต่างก็มีพ่อแม่ มนุษย์กินพวกเขาเท่ากับทำลายครอบครัวของเขา(เหล่าสรรพสัตว์)

ครอบครัวของเขาก็ต้องแตกแยกสลาย สร้างความเศร้าโศกเสียใจ ความเสียใจนี้กลายเป็นความโกรธแค้น เมื่อมีความโกรธแค้นจึงเกิดการแก้แค้น

นั่นและ....เวรกรรมตามสนองแล้ว เมื่อมนุษย์มาถึงยมโลก เอาแต่อ้อนวอนให้พระโพธิสัตว์เมตตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา มันไม่สายไปแล้วหรือ...?"




วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

กรรมร่วมในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทรงเมตตา...

      "นอกจากตัวเราไม่รับประทานเนื้อสัตว์แล้ว ต้องตักเตือนขอร้องอย่าให้คนอื่นรับประทานเนื้อสัตว์ ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่มีอาชีพเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ เช่น
  • อาชีพเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งฆ่า
  • อาชีพฆ่าสัตว์
  • อาชีพขายปลา ขายเนื้อสัตว์
  • ค้าส่ง ค้าปลีก เนื้อสัตว์ในตลาด หรือร่วมลงทุนด้วย
  • เปิดร้านอาหารคาว เปิดภัตตาคารอาหารคาวที่ใช้เนื้อสัตว์ปรุงอาหาร เป็นเจ้าของร้าน ผู้ร่วมลงทุน พ่อครัว แม่ครัว คนเสิร์ฟอาหาร คนล้านจานชาม คนงานที่รับจ้างทำงานสารพัดในร้านอาหารเนื้อสัตว์ตามภัตตาคาร
  • ผู้รับผิดชอบการขนส่งปลา ขนส่งเนื้อสัตว์ไปขายที่ตลาด รวมถึงคนขับรถ หรือเป็นคนขับรถส่งไปโรงฆ่าสัตว์
หน้าที่ดังกล่าวมาข้างต้นเป็นผู้ร่วมก่อกรรมในการฆ่า นอกจากผู้รับหน้าที่ฆ่าสัตว์ที่ใช้เครื่องมือในการฆ่า หรือใช้แรงคนในการฆ่า ส่วนหน้าที่นอกจากนี้แม้มิได้เป็นผู้ลงมือฆ่าโดยตรง แต่ในเวลาเดียวกันกลับเป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นตาย นี่ก็เป็นผู้ร่วมก่อกรรมในการฆ่าด้วยเช่นกัน

พูดถึงร้านอาหารหรือภัตตาคารขายอาหารคาวเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับผิดชอบร้าน ผู้เป็นเจ้าของร้าน หุ้นส่วนผู้ร่วมลงทุน ถึงแม้คนเหล่านั้นเพียงลงทุนหรือร่วมหุ้นด้วยเงิน แม้ไม่ถึงกับกระทำการฆ่าโดยตรงหรือมิได้เข้าไปรับประทานเนื้อสัตว์ แต่คนเหล่านั้นต้องรับผิดชอบรับผลแห่งกรรมในการมีส่วนร่วมในการฆ่าด้วย

ผู้ที่เป็นลูกจ้างในร้านอาหารคาว ในร้านอาหารถ้าหากไม่มีลูกจ้างช่วยทำงาน ร้านก็ยากที่จะประกอบการค้าได้ ดั้งนั้นลูกจ้างก็จะต้องร่วมรับสวนในการฆ่าด้วย

ผู้ช่วยล้านจานชาม ก็จะต้องร่วมรับในหนึ่งส่วนด้วย ถึงแม้จะล้านจานชาม เพียงแต่นำจานชามที่คนอื่นรับประทานแล้วมาทำความสะอาด แต่หากร้านอาหารขายเนื้อสัตว์นั้นไม่มีคนล้างจานชาม ร้านอาหารขายเนื้อสัตว์นั้นก็ประกอบการค้าไม่ได้

คนที่ทำงานจุกจิกสารพัดในร้านอาหารเนื้อสัตว์  นักเรียนนักศึกษาทำงานพิเศษในร้านอาหารเนื้อสัตว์ หาเงินเรียนหนังสือ ล้วนต้องรับหนึ่งส่วนในการฆ่า นี่คือ "การฆ่าทางอ้อม"

ในร้านอาหารปรุงขายเนื้อสัตว์หนึ่งร้าน ผู้ร่วมก่อให้เกิดหนี้สินเวรกรรม คือกรรมร่วม 

วันข้างหน้าถึงคราวจังหวะเวลาที่เหมาะสมเหตุปัจจัยแห่งเหตุต้นผลกรรมมาถึง คนเหล่านี้จะได้รับผลจากการทวงหนี้สินเวรกรรมล้างแค้นจากเจ้ากรรมนายเวร

คนทั่วไปเปิดร้านขายอาหารคาวเนื้อสัตว์ หรือขายปลา ขายเนื้อสัตว์ การค้าดีลูกค้ายิ่งมายิ่งมาก เงินไหลเข้าต่อเนื่อง จึงขยายกิจการเปิดสาขามากขึ้น การค้ายิ่งทำยิ่งรุ่งเรื่อง เงินในธนาคารตัวเลขเพิ่งสูงขึ้น แต่ก่อกรรมจากการฆ่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน

คนทั่วไปไม่รู้ เข้าใจว่าค้าขายดี จึงขยายสาขาร้านอาหารคาวเนื้อสัตว์มากขึ้น การค้าดี ความร่ำรวยเป็นผลบุญวาสนาสั่งสมจากอดีตชาติ การเปิดร้านอาหารคาวนั้น บาปกรรมจากการฆ่าสัตว์ตนเองจักต้องรับ

หากไม่ได้เปิดร้านอาหารคาวเนื้อสัตว์ ไม่ได้ขายเนื้อปลา ไม่ได้ขายเนื้อสัตว์ บุญวาสนาจะสนองได้จากการประกอบอาชีพอื่นสัมมาอาชีพ ยังเป็นคนร่ำรวยได้ตามผลบุญ

เปิดร้านอาหารคาวก่อหนี้กรรมจากการฆ่าสัตว์ กรรมจากการฆ่ายากที่จะชดเชยได้ วันข้างหน้าจะต้องรับผลกรรมสนอง จึงกล่าวได้ว่าได้ไม่เท่ากับเสีย คนในโลกนี้ต้องเข้าใจว่า บุญวาสนากับหนี้กรรมต่างกัน 

เปิดร้านอาหารคาวขายอาหารเนื้อสัตว์ กรรมสนองจากหนี้กรรมที่สั่งสมไว้ ทั้งในอดีตชาติจะกลับมาสนองเป็นเรื่องๆไป อาจเป็นผลทำให้เจ็บป่วย นั่นคือได้ไม่เท่าเสีย 

แต่คนตายเพราะเงินทอง มีบางคนแสวงหาความร่ำรวย ความทะเยอทะยานอยากร่ำรวย จึงไม่กลัวตาย หนี้กรรมนี้หากมิได้ปรากฏแก่ตัวเองที่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือกรรมตกทอดเป็นภัยต่อลูกหลาน ทำให้เกิดมาสติสัมปชัญญะบกพร่อง ร่างกายพิการแต่กำเนิด บ้างก็ขาดขาไปข้าง
หนึ่ง ขาดแขนไปข้างหนึ่ง หรือไม่มีทั้งแขนและขา เงินทองที่หามาได้จากการขายอาหารคาวเนื้อสัตว์ ต้องเอามาเลี้ยงดูลูกหลานพิการหนึ่งชีวิต อย่างนี้คุ้มไหม ? 

บางคนยังไม่เคยพบกับกรรมตามสนองมาก่อน จึงคิดว่าผลกรรมตามสนองไม่มี กรรมตามสนองหากมิได้ปรากฏในรูปความเจ็บป่วยของตนเอง หรือกรรมตกทอดเป็นภัยกับลูกหลาน ตายไปแล้วยิ่งน่าสงสาร เพราะโทษทัณฑ์แห่งผลกรรมที่ได้รับในยมโลก หนี้กรรมตามสนองยิ่งร้ายแรงกว่า  

หลังจากเป็นวิญญาณแล้ว คิดจะให้คนอื่นช่วยเหลือ หรือขอความช่วยเหลือจากลูกหลานยากยิ่งกว่า เพราะว่าตอนนั้นอยู่ในโลกวิญญาณ เสียงร้องขอความช่วยเหลือใครจะได้ยิน ลูกหลานไม่ได้ยิน จะเข้าฝันต้องมีบุญกุศลจึงเข้าฝันได้ บุญสัมพันธ์อย่างนี้มิใช่จะขอมาได้ง่าย ดังนั้นตายไปเป็นวิญญาณแล้วได้รับกรรมสนองยิ่งเป็นทุกข์ ยิ่งน่าสงสาร"



กินเจ เหตุใด ?...งดทานผักฉุน 5 ชนิด

กินเจ เหตุใด ?...งดทานผักฉุน 5 ชนิด

การกินเจ ตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ สองประการ คือ


1. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ...
  • ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย มาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน 
  • ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเลือดของตน
  • ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเนื้อของตน
2. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง

  การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือการเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่า เลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายนั้นเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย

นอกจากนี้ผู้ที่ถือศีลทานเจพึงต้องงดบริโภคพืชผักฉุนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ 
  • กระเทียม หมายรวมถึง หัวกระเทียม ต้นกระเทียม
  • หัวหอม หมายรวมไปถึง ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ หอมทุกชนิด
  • หลักเกียว ลักษณะคล้ายกระเทียม แต่มีขนาดเล็กและยาวกว่า
  • กุยช่าย คล้ายใบหอมแต่แบนและเล็กกว่า
  • ใบยาสูบ หมายรวมถึง บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมึนเมาทุกชนิด
(หมายเหตุ : ผักชี คึ่นช่าย คนทานเจสามารถรับประทานได้ )

เหตุเพราะพืชผักฉุนทั้ง 5 แม้ไม่ใช่เนื้อสัตว์แต่ก็ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะหลักสำคัญของร่างกายนั่นเอง

ผักเหล่านี้ผักฉุนทั้ง 5 อย่าง เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นฉุนแรง ส่งผลต่อพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เป็นเหตุในอวัยวะภายในหลักทั้ง 5 คือ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด ทำงานไม่ปกติให้เ
มีฤทธิ์กระตุ้นจิตใจอารมณ์ให้เร่าร้อน หงุดหงิด โกรธง่าย

ผักฉุนทั้ง 5 ประเภทที่ให้โทษต่ออวัยวะหลักภายในทั้ง 5

  1. กระเทียม   มีผลต่อการทำงานของ หัวใจ  ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไฟ  ในร่างกาย
  2. หัวหอม     มีผลต่อการทำงานของ  ไต      ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุน้ำ  ในร่างกาย
  3. หลักเกียว  มีผลต่อการทำงานของ  ม้าม    ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุดิน ในร่างกาย
  4. กุยช่าย      มีผลต่อการทำงานของ   ตับ    ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไม้  ในร่างกาย
  5. ใบยาสูบ   มีผลต่อการทำงานของ ปอด  ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุโลหะในร่างกาย 

ดังนั้นการถือศีลกินเจ จึงไม่เพียงเกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย  เพราะร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกัน

คนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานใจสดชื่นร่าเริงได้ หากร่างกายของเราเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

ค้นหาสูตรอาหารเจอร่อย....@เทศกาลกินเจ กินเจ อาหารเจ เมนูอาหารเจ

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตุณฑิลชาดก - ชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย

ตุณฑิลชาดก 


มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ได้บวชในพระพุทธศาสนา แต่มีนิสัยเป็นภิกษุกลัวตายมาก เพียงได้ยิน เสียงกิ่งไม้สั่นไหว ท่อนไม้ตก นกหรือสัตว์สี่เท้าร้อง แม้เสียงอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆเท่านั้น ก็เป็นผู้ตกใจ กลัวง่ายรู้สึกเหมือนถูกภัย คือความตาย ขู่คุกคามจิตใจถึงกับเดินตัวสั่นเทิ้มไป ราวกับกระต่ายถูกหลาวแทงเข้าที่ท้อง ฉะนั้น

จากเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงพากันสนทนา ในธรรมสภาว่า

ดูก่อนอาวุโส (ภิกษุแก่พรรษากว่าเรียกภิกษุที่อ่อนพรรษากว่า ว่าอาวุโส) ภิกษุรูปนั้น ช่างกลัวตาย ยิ่งนัก แค่ได้ยินเสียงอะไร ผิดปกติเล็กน้อย ก็ร้องพลางวิ่งพลาง หนีไปเสียแล้ว แทนที่ จะตั้งสติมนสิการ (กระทำในใจ) ว่า ก็ความตายของสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น ที่เป็นของเที่ยง แต่ชีวิตนี้ ไม่เที่ยงเลย

ขณะนั้นพระศาสดาเสด็จมาถึง ตรัสถามว่า"พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไรกันอยู่"

ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ พระศาสดาจึงตรัสสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถาม

"เราได้ยินมาว่า เธอกลัวตายจริงหรือ"
"ถูกแล้วพระเจ้าข้า"

ได้คำตอบอย่างนั้น พระศาสดาจึงทรงหมายจะอบรมสั่งภิกษุทั้งหลาย โดยเอาเรื่อง ของภิกษุนั้น เป็นต้นเหตุ

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะในปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในชาติกาลก่อน ภิกษุนั้น ก็กลัวตายมาก เหมือนกัน" แล้วทรงนำเรื่อง ในอดีตมาตรัสเล่า

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี

ปรากฏมี หมูท้องแก่อยู่ตัวหนึ่ง เป็นหมูที่มีนิสัยขี้ตกใจง่าย ครั้นพอครบกำหนด ก็ออกลูกมา ๒ ตัวเป็น ตัวผู้ ณ บริเวณไร่ฝ้ายแห่งหนึ่งแล้ว เลี้ยงดูลูกอ่อนทั้งสอง อยู่ที่บริเวณนั้น

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นอนหลับสนิทอยู่ในหลุมดิน พร้อมกับลูกๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นตกใจกลัว เพราะได้ยิน เสียงกระทบดินตุบๆ ดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ ด้วยความกลัว ก็รีบลนลาน ลุกขึ้น วิ่งหนีไปจากหลุมนั้น อย่างเร็ว ทิ้งลูกน้อยทั้งสอง เอาไว้ในหลุมนั้น

ที่แท้แล้วมีหญิงชราคนหนึ่ง ซึ่งปกติอยู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เก็บฝ้าย ได้เต็มกระบุง จากไร่ฝ้ายแล้ว ก็เดินเอาไม้เท้า ยันพื้นดินมา ด้วยเสียงอันดัง เสียงนี้เอง ที่ดังแปลกๆ ทำให้แม่หมู ตกใจหนีไป เพราะความ กลัวตาย

หญิงชรา เมื่อเห็นแม่หมูวิ่งไป อย่างไม่คิดชีวิต จนไกลลิบหายไป ก็ให้นึกสงสารลูกหมู ที่ร้องหาแม่ อยู่ในหลุม จึงเอากระบุง ใส่ลูกหมูทั้งสอง นำไปเลี้ยงดูไว้ ที่เรือนของตน ตั้งชื่อ ให้ลูกหมูตัวพี่ว่า มหาตุณฑิละ ตัวน้องชื่อว่า จุลตุณฑิละ

ลูกหมูทั้งสองได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี เสมือนดังเป็นลูกรัก ของหญิงชรานั้น จนกระทั่ง เติบใหญ่ สมบูรณ์ มีร่างกายอ้วนพี ชาวบ้านแถวนั้น จึงมักทาบทามหญิงชราว่า

"จงขายหมูทั้งคู่นั้น ให้แก่ฉันเถิด ฉันจะให้ราคา อย่างงามเชียว"
แต่หญิงชรา ยืนยันเด็ดเดี่ยว เสมอว่า
"ลูกของฉัน ฉันไม่ขาย"
แล้วไม่ยอมขายให้แก่ใครๆ เลย แม้สักคนเดียว

จนกระทั่งวันหนึ่งในงานมหรสพ มีพวกนักเลงสุรากลุ่มหนึ่ง ร่วมวงกันดื่มสุรากันสนุกสนาน เมื่อเนื้อกับ แกล้มหมด ก็พากันหารือว่า "เฮ้ย พวกเราน่าจะหาซื้อเนื้อ มาทำกับแกล้มเพิ่ม เอ! แล้วจะไปหา จากที่ไหน ดีหว่า"

คุยกันไปคุยกันมา ก็ได้ผลว่า ที่บ้านของหญิงชรานั้น เลี้ยงหมูเอาไว้ ดังนั้น จึงพากันถือไหเหล้า ตรงไป ยังที่นั้น แล้วถามว่า

"ยาย.......ยาย....... คุณยาย ขอให้คุณยายช่วยรับเอาเงินนี้ไว้ แล้วให้หมูตัวใดตัวหนึ่ง แก่พวกผม เถอะนะ"
จบคำของนักเลงสุรา หญิงชราก็ปฏิเสธทันควันว่า

"ไม่ได้หรอกหลานชาย หมูทั้งสองตัวนั้น เป็นเสมือนลูกฉันจริงๆ ฉะนั้น แม่ที่ดี จะให้ลูก ของตัวเอง แก่คนที่ต้องการจะกินเนื้อลูกตนนั้น ไม่มีหรอก"

แม้ถูกปฏิเสธ แต่พวกนักเลงก็ยังคงเซ้าซี้ เฝ้าอ้อนวอนแล้ว อ้อนวอนเล่าอยู่

"โธ่ ยาย ขึ้นชื่อว่าหมู มันเป็นเพียงสัตว์ จะให้เป็นลูกของคนจริงๆนั้น ไม่มีเสียล่ะ ยายอย่า เพ้อฝันไปเลย ขายมัน ให้แก่พวกฉันเถอะน่า"

ถึงจะพูดยังไงก็ตาม ก็ไม่สำเร็จ

จนสุดท้ายพวกนักเลงสุราจึงวางแผนใหม่ ชักชวนหญิงชราให้ดื่มเหล้า กระทั่งเห็นเมามายได้ที่แล้ว ก็หลอกว่า

"ยายจ๋า ..... หมูน่ะ! จะเลี้ยงมันเอาไว้ ให้ยากจนอยู่ทำไม นี่สิ!เงิน ยายเอาค่าหมู ไปเก็บไว้ ใช้จ่ายดีกว่านะ"

แล้วก็วางเหรียญกษาปณ์ (เงินตราที่ทำด้วยโลหะ) ใส่ไว้ในมือของหญิงชรา หญิงชรา ก็รับไว้ ด้วยสติเลอะเลือน จากฤทธิ์สุรา แล้วกล่าวว่า

"หลานเอ๋ย... ยายไม่อาจตัดใจให้ลูกมหาตุณฑิละได้ พวกเจ้าจงเอาลูกจุลตุณฑิละไปเถอะนะ"

"ก็ได้! แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ"

"โน่นแน่ะ! ที่กอไม้กอโน้น"

"อ้าว! ก็ดีสิ ยายช่วยส่งเสียงเรียกมันมาได้เลย"

"แต่ฉันต้องใช้อาหารล่อ ถึงจะเรียกลูกมาได้เร็วไว"

ได้ฟังอย่างนั้น นักเลงสุราจึงให้ค่าอาหารอีกส่วนหนึ่ง หญิงชราก็นำไปซื้อข้าว เอามาเท ให้เต็มรางหมู ที่วาง ไว้ใกล้ประตู แล้วจึงมายืนอยู่ใกล้ๆ ราง ส่วนพวกนักเลงสุรา ก็ตระเตรียมบ่วง พร้อมไว้ในมือ ยืนรออยู่ที่ตรง นั้นเช่นกัน จากนั้น หญิงชรา ก็ส่งเสียงร้องเรียกว่า

"ลูกจุลตุณฑิละจงมา ลูกจุลตุณฑิละ จงมากินอาหารเถิดลูก"

เสียงดังไปถึงกอไม้นั้น มหาตุณฑิละ ก็นึกแปลกใจขึ้นมาทันทีว่า "ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่เราไม่เคยเรียกจุลตุณฑิละก่อนเลย มีแต่เรียกเราก่อนทั้งนั้น แล้วคราวนี้ ไฉนเรียก แต่น้องเรา ตัวเดียวเล่า วันนี้ดูจะมีอะไรที่ผิดแปลกไป อาจจะมีภัย เกิดขึ้นแก่พวกเรา เป็นแน่แท้"

คิดอย่างนี้แล้ว มหาตุณฑิละจึงเรียกน้องชายมา บอกว่า "น้องเอ๋ย แม่ของเราเรียกหาเจ้า เจ้าจงไปซุ่มแอบดูให้รู้เรื่องก่อน ว่าเป็นเหตุใดกันแน่"

จุลตุณฑิละจึงออกจากกอไม้ไปลอบดูอยู่ ครั้นเห็นพวกนักเลง ยืนถือบ่วงอยู่ใกล้รางข้าว ก็รู้ทันทีว่า
"วันนี้ความตายคงจะมาถึงเราแล้วแน่ มรณภัย คุกคามรอเราอยู่ข้างหน้านี้เอง"

คิดแล้วก็หวาดกลัวความตายสุดใจ จึงหันกลับวิ่งหนีด้วยอาการสั่นทั้งตัว ไปหาพี่ชาย พอถึงแล้ว ก็ไม่อาจ จะยืนสงบ อยู่ได้ ตัวสั่นเทิ้มหมุนไปรอบๆ มหาตุณฑิละเห็นเช่นนั้น ก็รีบถามว่า

"น้องเอ๋ย วันนี้เจ้าหวาดกลัวอะไรมากมายปานฉะนี้ ถึงกับตัวสั่น หมุนพล่านอยู่"

จุลตุณฑิละจึงตอบด้วยเสียงสั่นสะท้านว่า

"วันนี้แม่เราเทข้าวใหม่เต็มรางข้าว แล้วยืนเรียกอยู่ ใกล้ๆ รางข้าวนั้น แต่มีอีกหลายคน มือถือบ่วงอยู่ใกล้ๆ ด้วย ทำให้อาหารนั้น ไม่น่าอร่อยเสียแล้ว ฉันไม่อยากไปกินข้าวนั้นเลย"

ฟังคำบอกเล่าแล้ว มหาตุณฑิละก็รู้ได้ด้วยปัญญาทันที จึงส่งเสียงดังก้องกังวานไกลขึ้นว่า

"น้องจุลตุณฑิละ จงรู้ไว้เถิดว่า ธรรมดาแม่ของเราเลี้ยงดูสุกรไว้ที่นี่ ย่อมเลี้ยงเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น ของเจ้า ได้ถึงที่สุด อย่างนั้นแล้ว ในวันนี้ ฉะนั้น จงอย่าคิดเสียใจเลย เจ้าอย่าสะดุ้งกลัวภัย จนตัวสั่น หมุนไป หมุนมา อย่าซ่อนเร้น อย่าหลบหนีไปไหน แม้จะไม่มีใครขัดขวาง ก็ตามที

"จุลตุณฑิละเอ๋ย น้องจงยินดีไปกินอาหารนั้นเถิด เพราะพวกเราถูกแม่นำมาเลี้ยงไว้ ก็เพื่อ ต้องการเนื้อ เป็นที่สุด ฉะนั้น เจ้าจงลงสู่ห้วงน้ำ ที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้าง เหงื่อไคลทั้งหมด แล้วอาบทาด้วย เครื่องลูบไล้ใหม่ ซึ่งแต่ไหน แต่ไรมา มีกลิ่นหอม ไม่ขาดสายเลย"

ขณะที่มหาตุณฑิละสอนน้องอยู่ ให้กตัญญูต่อผู้มีคุณ และให้แกล้วกล้า ไม่กลัวตาย ยอมตอบแทน บุญคุณ ของหญิงชรานั้น เสียงธรรมได้กระจายดังก้อง ไปทั่วนคร พาราณสี เป็นที่น่าอัศจรรย์ ใหญ่หลวงนัก

ผู้คนทั้งหลาย ในนครพาราณสี ใครก็ตามที่ได้ยินเสียงธรรมแล้ว ได้พากันออกแสวงหา ติดตาม เสียงนั้นมา มีตั้งแต่พระราชา กระทั่งถึงยาจกเข็ญใจเลยทีเดียว ผู้คนทั้งหลาย เมื่อมาถึง บริเวณ กอไม้นั้น เหล่าราชบุรุษ ของพระราชา พากันถางพุ่มไม้ ปรับพื้นที่ ให้ราบเรียบ เพื่อทำเป็น ที่นั่งฟังธรรม แม้แต่ ร้านรวง ที่ขายสุราอยู่ก็ งดขาย มุ่งมาสู่ที่นี้ ส่วนพวกนักเลงสุรา ในที่นั้น ก็พากันทิ้งบ่วงในมือ แล้วยืน ฟังธรรม อยู่ในที่นั้นเช่นกัน ฝ่ายหญิงชราเอง ก็ได้สติ แจ่มใสขึ้น หายเมา เป็นปลิดทิ้ง

ในเวลานั้นเอง....เป็นขณะที่จุลตุณฑิละ กำลังงุนงงสงสัยอยู่ว่า

"พี่ของเราช่างพูดแปลกนักในวันนี้ ก็ตระกูลบรรพบุรุษของเราที่เคยมีมา ไม่มีการลงสู่ห้วงน้ำ แล้วจะอาบน้ำ ชำระล้างเหงื่อไคลที่ไหน การเอาเครื่องลูบไล้เก่าออกไป เอาเครื่องลูบไล้ใหม่ ที่มีกลิ่นหอมฟุ้ง อาบทา ก็ไม่เคยมีมาเลย พี่เราพูดอย่างนี้ หมายถึงอะไรกันหนอ"

คิดแล้วจึงถามว่า

"ห้วงน้ำอะไรหนอที่ไม่มีโคลนตม? อะไรหนอเรียกกว่าเหงื่อไคล? อะไรหนอคือเครื่องลูบไล้ใหม่? แล้วกลิ่นอะไร ที่ไม่ขาดหายมาแต่ไหนแต่ไรเลย?"

มหาตุณฑิละจึงตอบไปด้วยมุ่งหมายแสดงธรรมให้ปรากฏว่า

"ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงฟังให้ดี ....ธรรมะของบัณฑิตก็คือ ห้วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม บาปกรรม ก็คือเหงื่อไคล ศีลก็คือ เครื่องลูบไล้ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา กลิ่นของศีลนั้น ไม่เคยขาดหายไป แม้ในกาลไหนๆ เลย

ส่วนกลิ่นดอกไม้นั้นหอมน้อย ขาดหายง่าย หอมทวนลมไม่ได้ แม้กลิ่นจันทน์ กฤษณา ดอกอุบล ดอกมะลิ ก็ไม่หอมทวนลม

แต่กลิ่นของผู้มีศีลหอมยิ่งกว่านั้น หอมมาก หอมทวนลมไปได้ ฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ ทั้งในเทวโลก และ มนุษย โลก

ดังนั้นเหล่าคนผู้โง่เขลาไม่มีศีล ผู้ฆ่าสัตว์กินอยู่เป็นปกติ จึงเพลิดเพลินใจ ทำบาป ส่วนผู้รักษาชีวิต สัตว์ทั้งหลายอยู่ ผู้มีศึลไม่ฆ่าเป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ ในการทำบาปเลย

ฉะนั้น ผู้มีปัญญารู้ธรรมะของบัณฑิตแล้ว ย่อมรื่นเริงใจ ดุจดวงจันทร์วันเพ็ญ ผู้รื่นเริงใจ อย่างนั้น เท่านั้น จึงจะกล้าสละชีพเพื่อธรรมะได้

น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย คนผู้ไร้ศีล เมื่อทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะเพลิดเพลินคือ พอใจว่า พวกเรา ได้กินเนื้ออร่อย จะให้ลูกเมียได้กินบ้าง ไม่รู้โทษของการปาณาติบาตว่า หากปาณาติบาต จนชินชา ทำกันมา สืบต่อมากมายนั้น จะเป็นไปเพื่อให้เกิด ในนรก จะเป็นไปเพื่อ ให้เกิดในกำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน จะเป็นไปเพื่อให้เกิด ในลักษณะเปรต ซึ่งผลกรรม ของปาณาติบาต ที่เบาที่สุดก็คือ จะเป็นไปเพื่อให้ เกิดเป็นมนุษย์ ที่มีอายุสั้น

ฉะนั้นเมื่อไม่รู้ คนโง่ย่อมสำคัญบาปว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง ตลอดเวลาที่บาป ยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใด บาปให้ผล เมื่อนั้นคนโง่ก็จะเข้าถึงทุกข์คนเขลาเบาปัญญา จึงมักเที่ยวทำบาปกรรม ที่เป็น เหมือนศัตรู ซึ่งมีผลเผ็ดกรรม ที่มีผลเผ็ดร้อนนั้น ก็ทำให้ตน ต้องมีน้ำตานองหน้า ร้องไห้ไปพลาง เสวยผลกรรมไปพลาง

แล้วเมื่อความตายมาถึงตน สัตว์ทั้งหลายก็พากันสะดุ้งกลัวต่ออาชญา (โทษภัย) กันหมด เพราะชีวิต เป็นที่รัก ของสัตว์ทั้งหลายในโลก ฉะนั้น เอาตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ แล้วก็ไม่ควรเบียดเบียดกัน ไม่ควรฆ่ากัน

"น้องจุลตุณฑิละ เจ้าอย่าเศร้าโศก อย่าร้องไห้เลย ขึ้นชื่อว่าความตาย ไม่ใช้เกิด เฉพาะเราเท่านั้น แม้สัตว์ที่เหลือทั้งหลาย ก็ต้องมีความตายเช่นกัน สัตว์ผู้ไม่มีศึล อยู่ในภายใน ย่อมจะกลัวตาย แต่ผู้สมบูรณ์ ด้วยการประพฤติศีล ย่อมเป็นผู้มีบุญ คือจะไม่กลัวตาย เพราะฉะนั้น เราทั้งสองพึง ยินดีสละชีวิต เพื่อบูชาธรรมเถิด"

มหาตุณฑิละแสดงธรรมด้วยเสียงอันไพเราะก้องกังวาน เมื่อสิ้นเสียงจบลง ฝูงมหาชนที่นั่น ต่างพากัน ปรบมือ พร้อมทั้งชูผ้า จำนวนพัน โบกไสว แล้วท้องฟ้า ก็ดังกระหึ่มไปด้วย เสียงสาธุการ

พระเจ้าพรหมทัตก็ทรงชื่นชม เคารพยกย่องมหาตุณฑิละยิ่งนัก จึงประทานยศให้แก่ หญิงชรา ทรงขอรับ เอาสุกรทั้งสองพี่น้อง ไว้ในพระราชวัง ทรงให้อาบด้วยน้ำหอม ให้ห่มผ้า ให้ไล้ทาตัว ด้วยของหอม ให้ประดับ แก้วมณีที่คอ แล้วทรงนำเข้าไปสู่พระราชวัง สถาปนาไว้ ในตำแหน่ง ราชบุตร ทรงให้มีบริวาร คอยรับใช้ อย่างมากมาย

และทุกวันอุโบสถ มหาตุณฑิละจะแสดงธรรม ให้ศีล แก่ข้าราชการบริพาร ทั้งหลาย แม้แต่ชาว นครพาราณสี และชาวกาสิรัฐทั้งหมด ก็พลอยได้ฟังธรรม รักษาศีล ๕ ศีล ๘ กันทุกคน ดังนั้น ตราบเท่าที่ มหาตุณฑิละ ยังมีชีวิตอยู่ ขึ้นชื่อว่า เรี่องโกงกินกันนั้น ไม่มีเลย

จนกระทั่งถึงเวลาแห่งการสวรรคตของ พระเจ้าพรหมทัต มหาตุณฑิละ จึงให้ประชาชน ถวายพระเพลิง พระสรีระ ของพระองค์ เมื่อเสร็จแล้ว ก็ให้จารึกคัมภีร์ การวินิจฉัย คดีความเอาไว้ แล้วบอกว่า

"ท่านทั้งหลายจงใช้คัมภีร์นี้ตัดสิน ในการพิจารณาคดีเถิด"

แล้วแสดงธรรมแก่มหาชน สั่งสอนในเรี่องของความไม่ประมาท จากนั้นแล้ว ก็เข้าสู่ป่าไป พร้อมกับ จุลตัณฑิละ ทั้งๆ ที่หมู่มหาชน พากันร้องไห้ คร่ำครวญอยู่ ซึ่งคำสอนของ มหาตุณฑิละ ในครั้งนั้น เป็นไปยาว นานถึง ๖ หมื่นปีทีเดียว

พระศาสดาครั้นทรงแสดงชาดกจบแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ซึ่งในที่สุดแห่งสัจธรรมนั้น ก็ทำให้ ภิกษุ ผู้กลัวตาย ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลได้ แล้วตรัสว่า

"พระเจ้าพรหมทัต ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ จุลตุณฑิละ ได้มาเป็น ภิกษุผู้กลัวตาย นี่เอง ชาวเมืองทั้งหมด ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วน มหาตุณฑิละ ก็คือเราตถาคต"


วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พิจารณาถึงความเจ็บปวดของเวไนย...ในใจก็จะบังเกิดความเมตตา - หย่งชี่เซียนถง เมตตาประทานพระโอวาท

พิจารณาถึงความเจ็บปวดของเวไนย...ในใจก็จะบังเกิดความเมตตา 

หย่งชี่เซียนถง  เมตตาประทานพระโอวาท


"ลองคิดดูสิว่าจิตใจของตนนั้น ทุกวันกำลังคิดถึงอะไร คิดดีมากกว่า หรือคิดไม่ดีมากกว่า?  บำเพ็ญธรรมต้องเริ่มต้นแก้ไขที่จิตใจก่อน อย่างเช่นพี่ๆชอบกินเนื้อสัตว์ พี่ๆอดใจไว้ชั่วครู่ไม่ไปกินมัน นั่นเป็นเพียงการสะกดมันเอาไว้ ตอนนี้อดทนไม่กินเนื้อสัตว์ได้ แต่ความอดทนนั้นก็ไม่ยาวนาน

ดังนั้นต้องเริ่มพิจารณาที่จิตใจก่อน ต้องคิดดูว่าเนื้อสัตว์เหล่านั้น หากพี่ๆกินเขา เขาก็จะเจ็บปวด เขาก็เป็นเหมือนพี่ๆที่อยากมีชีวิตที่แข็งแรงต่อไป เมื่อพิจารณาถึงความเจ็บปวดของเวไนยแล้ว ในใจก็บังเกิดจิตเมตตา พี่ๆก็จะไม่อยากทานเนื้อสัตว์ไปเองโดยปริยาย นี่ก็คือการเริ่มต้นบำเพ็ญที่จิต!"

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พี่น้องร่วมอุทรธรรมญาณ - พระบรรพพุทธะทะเลใต้ (พระโพธิสัตว์กวนอิม) เมตตา

พระบรรพพุทธะทะเลใต้ (พระโพธิสัตว์กวนอิม) เมตตาไว้ว่า...


                                                        กินเจเถิดขอเอ่ยเอื้อนเตือนผองชน
                                              ญาณของคนสัตว์น้อยใหญ่ต่างกันไฉน
                                              เป็นพี่น้องร่วมอุทรฆ่ากินไปไย
                                              น้ำตารินไหลเอาใจเขาใส่ใจเรา



วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีทำให้อายุยืน - ท่านหนันจี๋เหล่าเซียนองค์เมตตา (เทพเจ้าแห่งอายุวัฒนะ)



วิธีทำให้อายุยืน - พุทธโอวาทท่านหนันจี๋เหล่าเซียนองค์ เมตตา


      มนุษย์ทุกคนต่างก็อยากมีอายุยืน แต่ไม่รู้วิธีดำรงตน อายุขัยจึงไม่อาจยืนยาว มนุษย์ถือว่าเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ การกินอยู่เหมาะสมหรือไม่เป็นข้อชี้ขาดการมีอายุยืนหรือสั้น ภาษิตว่า "โรคเข้าทางปาก ภัยออกจากปาก" คนที่ร่างกายและจิตใจไร้โรค ก็ย่อมจะอายุยืนแน่นอน วิธีทำให้อายุยืนมีดังนี้


  1. กินอาหารเจ ดีที่สุด จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าในร่างกายของสัตว์เป็นที่อาศัยของเชื้อโรคมากมายหลายชนิด คนที่ชอบกินเนื้อสัตว์จึงมีโอกาสมากในการติดโรค ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์โดยตรง มนุษย์ทุกวันนี้จึงป่วยเป็นโรคแปลกๆ ที่ไม่มีทางรักษากันมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอาหารการกิน นอกจากนี้เหล้าบุหรี่ก็ควรงด เพราะเหล้ามีสารพิษของเหล้า ส่วนบุหรี่ก็มีสารนิโคตินซึ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะร่างกายของมนุษย์ หากสามารถงดได้ไม่เพียงแต่จะประหยัดเงินทองเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
  2. ลดตัณหาทะยานอยาก การขัดเกลาตนก็มีความสำคัญต่อการทำให้อายุยืน คนที่ร่างกายแข็งแรง แต่ถ้ามีตัณหาทะยานอยากมากเกินไป จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมเร็ว ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมไปด้วย โดยเฉพาะตัณหาความอยากที่ไม่ถูกต้อง จะยิ่งนำไปสู่ภยันตรายต่อชีวิต ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้อายุสั้นได้
  3. เล่นกีฬาที่เหมาะสม การเล่นกีฬาออกกำลังกายทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหว สามารถหลีกเลี่ยงการตีบแข็งและช่วยการไหลเวียนของโลหิตทำให้กายและใจเบิกบานแจ่มใส ซึ่งมีความสำคัญต่อความมีอายุยืน
  4. ทำความดีสร้างกุศล การทำความดีสามารถเป็นสื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเพิ่มพลังจิต ซึ่งเป็นเคล็ดลับการมีอายุยืนอย่างหนึ่ง
  5. ขับขี่รถด้วยความไม่ประมาท โดยปฏิบัติตามกฏจราจร ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถจนกลายเป็นผีข้างถนนได้ 
หัวข้อข้างตนนี้ หากสามารถปฏิบัติได้ รับรองว่าจะทำให้อายุยืนอย่างแน่นอน





วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กินเนื้อสัตว์ทำให้เป็นโรคต่างๆ

กินเนื้อสัตว์ทำให้เป็นโรคต่างๆ - โอวาทคำสอนจากเทวดาอู๋

        ระยะนี้ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งได้เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเรา(เทวดาอู๋)ได้ตรวจดูแล้ว ผลปรากฏว่าสาเหตุเกิดจากอาหารการกิน เนื่องจากปัจจุบันนี้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเจริญก้าวหน้า มาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น อาหารสามมื้อ หมู เห็ด เป็ด ไก่ สุรานารี ดื่ม เสพ อย่างไม่มีประมาณเป็นโทษต่อร่างกายไม่น้อย ร่างกายของคนก่อกำเนิดจากธาตุทั้งห้าแห่งฟ้าดิน ธรรมชาติประทานธัญญาหารและพืชผักอย่างวิจิตรประณีต ถ้ามนุษย์เลือกกินอย่างถูกวิธี โรคมะเร็งก็จะลดน้อยไปเอง

การกินเนื้อสัตว์มากเกินไป ระบายออกไม่หมดจะเกิดการสะสมสารพิษของสัตว์ นานวันเข้าจะทำให้เกิดเป็นโรคต่างๆ ดังนั้นถ้าชาวโลกอยากจะมีอายุยืนยาว ก็ควรจะทานอาหารที่ทำจากพืชผักต่างๆ (อาหารเจ ปราศจากเลือดเนื้อชีวิตสรรพสัตว์) มิเช่นนั้น หากเสพเนื้อสัตว์มากเกินไปย่อมจะทำให้อายุสั้นได้

      โบราณว่า "กินเขา 5 ขีด ต้องชดใช้ครึ่งกิโล" ชาวโลกอย่าคิดว่าเป็นการพูดอย่างงมงาย เดี๋ยวนี้สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย นั่นก็คือการชดใช้หนี้สินเวรกรรมจากการกินเนื้อสัตว์ ถ้าไม่เชื่อ ไฉนพอแก่ตัวหน่อยจึงต้องกินยาแก้โรคต่างๆ ทุกวันเล่า? กินหนึ่งต้องชดใช้หนึ่ง กฏแห่งกรรมไม่มียกเว้นหรือตกหล่นแม้แต่น้อย ขอให้ชาวโลกพึงสังวร





วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อานิสงส์การปล่อยสัตว์ - พระอรหันต์ไคซินเมตตา

อานิสงส์การปล่อยสัตว์  พระโอวาทพระอรหันต์ไคซินเมตตา


                                                     หวังลุธรรม           ต้องบำเพ็ญ              จิตเดิมแท้
                                           ขอเพียงแต่                    ศรัทธาจริง               ไยแสวงไกล
                                           มานะสร้าง                     มรรคผล                    ให้เกริกไกร
                                           เป็นบันได                      สู่เมืองฟ้า                  สุขสำราญ
                                           จิตเมตตา                      นี้คือ                           จิตพุทธะ
                                           ทางธรรมะ                     สามารถ                     พ้นสงสาร
                                           เกิดเป็นคน                    ต้องแสวง                  โพธิญาณ
                                           ละสามานย์                   อย่าผิด                       ศีลกาเม

        คนที่ชาตินี้ขี้โรคอายุสั้น  ส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองที่ชาติก่อนได้สร้างกรรมฆ่าสัตว์ไว้มาก หากชาตินี้สามารถกลับตัวกลับใจใหม่ มีจิตใจเมตตาอารี งดฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ปลดปล่อยสัตว์และทำบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่จะสามารถยืดอายุขัยให้ยืนยาว และสลายบาปเวรแล้ว ยังทำให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย คนที่มีอายุสั้นก็จะได้เพิ่มอายุขัย คนขี้โรคก็จะแข็งแรง เพราะว่าอายุขัยสั้นหรือยาวของมนุษย์ แม้จะถูกกำหนดไว้แล้ว ทว่าอานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ตามกฏสวรรค์ถือว่าแรงมาก จึงสามารถเพิ่มอายุขัยได้

        ตั้งแต่อดีตมาผู้ที่มีอายุยืนเพราะการปล่อยสัตว์มีมากมาย ทางสถานธรรมควรจะจัดงานปล่อยสัตว์เป็นประจำ ก็จะเป็นการสร้างกุศลผลบุญไม่น้อย และยามปกติให้สามารถปฏิบัติถึงขั้นสัตว์ที่เลี้ยงเองไม่กิน เห็นสัตว์ถูกฆ่าไม่กิน ได้ยินเสียงสัตว์ถูกฆ่าไม่กิน ฆ่าเจาะจงเพื่อตนเองไม่กิน หากสามารถปฏิบัติตาม "4 ไม่กิน" นี้ได้ และมีความรักต่อสัตว์โลก ก็จะหลุดพ้นกรรมสนองจากปาณาติบาติ จะเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม





วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประโยชน์การกินเจ - พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์เมตตา

พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ เมตตาประทานพระโอวาท

ประโยชน์ของการกินเจ

                                                            จิตใจ           อธรรม                  ตกอเว
                                                      อย่าลังเล          ขึ้นเรือธรรม           สู่สวรรค์
                                                      เทพอาศัย         ความดี                  เป็นสำคัญ
                                                      มิเคยหวั่น          อุปสรรค               โปรดปวงชน

     การบำเพ็ญธรรมแม้จะมีหลายวิธี แต่ก็อยู่ในหลักการเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะปฏิบัติหรือไม่เท่านั้น ผู้บำเพ็ญธรรมต้องมีใจเมตตาอารี หากไร้จิตเมตตา การบำเพ็ญธรรมก็ไม่ต้องไปกล่าวถึง ทฤษฏีทุกอย่างล้วนไม่หนีไปจากศีลและการกินเจ(งดเว้นชีวิตเลือดเนื้อสรรพสัตว์)

ดังนั้น ชาวโลกในวันแรกที่รับวิถีธรรมแม้จะได้เข้าสู่ประตูธรรมแล้ว แท้จริงยังไม่ได้เข้าถึงขั้นการบำเพ็ญธรรม จนกว่าจะได้กินเจถึงจะเรียกได้ว่าบำเพ็ญธรรม

คุณประโยชน์ของการกินอาหารเจ คือ

  1. การถือศีลกินเจ  สามารถหลุดพ้นจากกรรมสนอง
  2. การกินเจ   มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
  3. การกินเจ   ทำให้จิตเดิมแท้สงบ สว่าง ผ่องใส
  4. การกินเจ   สามารถหล่อเลี้ยงจิตเมตตา
  5. ทำให้จิตวิญญาณใสสว่าง ปรากฏพุทธภาวะในจิตเดิมแท้
การบำเพ็ญธรรมจะต้องขัดเกลาตน การขัดเกลาตนจำต้องตั้งใจจริง ถ้าท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ย่อมจะบรรลุมรรคผลแน่นอน







วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฆ่าหมูเกิดเป็นหมู

ฆ่าหมูเกิดเป็นหมู (อุทาหรณ์...คำสารภาพจากวิญญาณบาป)


     ชายนามว่า "เจียงจี้หลิง" เป็นคนอำเภอจิ่วเจียง สมัยรัชกาลเสียนฟง(พ.ศ.2395-2405) บิดามีอาชีพฆ่าหมูขาย เมื่อเขาโตขึ้นก็ได้สืบทอดอาชีพตามบิดา ทุกวันจะฆ่าหมูชำแหละเนื้อขาย เมื่อค้าขายเสร็จก็จะมักชักชวนเพื่อนพ่อค้ามาร่วมดื่มสุราเฮฮา หรือไม่ก็เล่นการพนันหรือไปเที่ยวโสเภณี ความประพฤติของตัวเองไม่เคยสำรวจ ไม่สนใจครอบครัว ปล่อยให้เมียต้องพึ่งตัวเอง โดยหารายได้ด้วยการรับจ้างซักผ้า เนื่องจากนายเจียงจี้หลิงไม่ชอบเรื่องการทำบุญ และประพฤติตนไม่อยู่ในศีลธรรม จึงถูกเบื้องบนลงโทษ ทำให้ไม่มีบุตรสืบสกุล ในบ้านว่างเปล่า พ่อแม่ก็เสียไปนานแล้ว มีแต่เขากับภรรยาสองคนเท่านั้น

        ภรรยาของเขาศรัทธาในพระธรรม ถือศีลกินเจและสวดภาวนา "อามีถัวฝอ" แต่นายเจียงจี้หลิงชอบด่าเธอว่างมงาย และมักเอาน้ำแกงหมูใส่ลงในอาหารของเธอเสมอ เพื่อทำลายการบำเพ็ญของเธอ ตอนหน้าหนาวทุกปี เขาชอบกินอาหารบำรุง โดยอาศัยที่ตัวเองร่างกายกำยำแข็งแรงจับหมาป่ามา 2-3 ตัว แล้วเรียกเพื่อน 4-5 คน มาช่วยกันฆ่าหมาป่ากินบำรุงร่างกาย ได้สร้างบาปกรรมไว้ไม่น้อย ภรรยามักจะเตือนเขาว่าอย่าฆ่าสัตว์ ควรจะมีเมตตาจิตบ้าง แต่เขาไม่ใส่ใจเลย มีแต่ด่าว่าเธอว่าเธอเป็นผู้หญิงจะรู้อะไร บางครั้งยังกลับไปตบตีเธออีก

        เนื่องจากเขาชอบเล่นการพนัน จึงเป็นหนี้ผู้อื่นจำนวนมาก ไม่มีปัญญาใช้หนี้ จึงขายภรรยาให้บาร์เหล้า โดยที่ภรรยาไม่รู้ เมื่อเธอถูกจับไปที่บาร์เหล้าเนื่องจากไม่ยอมรับแขกขายตัว และเพื่อรักษาชื่อเสียงความบริสุทธิ์ฺเธอเลยฆ่าตัวตาย นายเจียงจี้หลิงไร้มโนธรรมสำนึก ลืมความเป็นสามีภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียสิ้น ตอนอายุ 37 ปี เขาถูกฟ้าเบื้องบนลงอาญาตายด้วยพิษสุรา หลังจากตายแล้วพวกเพื่อนๆที่เคยร่วมวงสุรานั่นเองมาช่วยฝังศพของเขาอย่างง่ายๆ

        เมื่อไปถึงยมโลก ท่านยมบาลพิจารณาตัดสินให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน โดยสองชาติก่อนได้เกิดเป็นหมูป่า แต่ไม่สำนึกยังไปกินสัตว์เล็กอีก จึงถูกนายพรานจับไปฆ่าถูกลูกธนูบินเสียบร่าง และถูกหมาไล่เนื้อขย้ำกัด กัดจนเป็นบาดแผลทั่วตัว เลือดไหลไม่หยุด ตายแล้วได้เกิดเป็นหมูบ้านตามกรรมที่สร้างไว้ ทุกอย่างไม่มีความอิสระ น้ำลายก็ไหลออกมาเองไม่รู้ตัว อาหารที่กินล้วนแต่เป็นของบูดเน่าเสีย ขมแสนขม ทุกครั้งที่โมโห เพลิงโมหะก็จะแผดเผาทั่วตัว เกิดเป็นหมูมีทุกข์ก็ไร้ที่ร้องเรียน ปัจจุบันวิญญาณของนายเจียงจี้หลิงยังอยู่ที่นรกแดนเจ็ด ได้เกิดเป็นหมูห้าชาติแล้วยังต้องไปเกิดอีกสองชาติ ชาติก่อนเขาฆ่าหมูฆ่าหมา ปัจจุบันจึงต้องเกิดเป็นหมูให้คนฆ่าชำแหละ ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ขอให้ทุกท่านจำเป็นบทเรียน อย่าได้เดินรอยตามชายนามว่า "เจียงจี้หลิง" อย่าเหมือนเขาที่ไม่เชื่อเรื่องบาปกรรมก่อเหตุใดไว้ย่อมได้ได้รับผลนั้น ทำลายการบำเพ็ญธรรมของผู้อื่น จนถูกตัดทอนอายุขัย ต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้คนบนโลกกลับตัวหันมาประกอบกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ถือศีลทานเจกันเทอญ

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จากวัวไปสู่ผู้ตรวจการ - เรื่องเล่าขานกฏแห่งกรรม ใครกำหนด ชุดที่ 4


จากวัวไปสู่ผู้ตรวจการ


ในรัชสมัยเจียจิ้ง ราชวงศ์หมิง ที่อำเภอคุนหมิง มณฑลยูนนาน ชายผู้หนึ่งชื่อเจ้าอู่ มีอาชีพฆ่าวัว ทั้งนิสัยก็ดุร้ายเกเรจนพ่อแม่ต้องตรอมใจตาย ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมแต่งงานกับเขาจนบัดนี้เขาอายุสามสิบกว่าแล้ว

วันหนึ่ง เจ้าอู่ซื้อวัวแม่ลูกมาได้คู่หนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็เตรียมฆ่าแม่วัวไปขาย เขาผูกมัดแม่วัวจนแน่นหนา แต่เห็นว่ามีดไม่คมพอจึงเอาไปลับ ขณะที่ลับมีดอยู่ก็แว่วเสียงคนเรียกที่หน้าประตูบ้าน จึงวางมีดไว้เดินไปดู พอกลับเข้ามาปรากฏว่ามีดที่วางไว้หายไป ถามคนในบ้านก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่มีใครเดินไปตรงนั้นเลย นอกจากลูกวัวตัวเดียว"

เจ้าอู่เที่ยวหาทั่วบริเวณนั้น จึงพบว่ามีดถูกนำมาซ่อนไว้ในซอกหิน เขาคิดว่า จะเป็นไปได้หรือที่ลูกวัวแอบเอามาซ่อนจึงอยากจะทดลองดูอีกที เขาเอามีดวางไว้แล้วแอบไปดูอยู่หลังพุ่มไม้ เงียบเสียงคน เจ้าอู่เห็นลูกวัวเดินมาคาบมีดไปซ่อนไว้ที่ซอกหินจริง ๆ

เจ้าอู่สะท้อนใจ เขาสัมผัสได้ถึงความความกตัญญูที่ลูกวัวมีต่อแม่ของมันทันที เดรัจฉานแท้ ๆ แต่มีจิตใจเหนือกว่าเขาเสียอีก

เจ้าอู่สะท้อนอยู่ในอก เขาออกจากพุ่มไม้ จูงวัวสองแม่ลูก ตัดสินใจมุ่งสู่ภูเขาหัวซันทันที

บนพุทธบรรพตหัวซัน เป็นสถานบำเพ็ญของพระอาจารย์ซิ่งคง อายุเจ็ดสิบกว่าพรรษา ท่านทราบด้วยญาณว่า อะไรทำให้เจ้าอู่เดินทางมาถึงที่นี่ ท่านยินดีรับเขาไว้ให้บวชเรียน

เจ้าอู่สำนึกในบาปกรรมที่ทำมา ฉะนั้นเวลาสวดมนต์กราบพระ เขาจึงโขกศีรษะลงกับพื้นแรง ๆ เพื่อขอขมากรรม จนไม่นานต่อมาหน้าผากของเขาเป็นเนื้อนูนกลมใหญ่ เมื่อมีเวลาว่าง เจ้าอู่จะพาวัวแม่ลูกไปเลี้ยงให้กินหญ้าด้วยตัวเอง คราใดที่พระอาจารย์เทศนาหรือสวดมนต์ภาวนาวัวแม่ลูกจะมาหมอบนั่งฟังอยู่เหมือนรู้ความ

สามปีต่อมาแม่วัวตาย พระอาจารย์สั่งให้นำศพไปฝังไว้เชิงเขาฝั่งซ้าย ทุกวันวัวจะเดินไปหาแม่ที่หลุมฝังศพ ส่งเสียงร้องวังเวงวันละหลายครั้ง พร้อมกับใช้เขาขวิดดินบริเวณนั้นจนหลุมฝังศพของแม่วัวพูนขึ้นเป็นเนินสูง เวลาผ่านไปจนถึงปีที่เจ็ด

วันหนึ่ง พระอาจารย์ก็เรียกเจ้าอู่เข้ามาพบแล้วบอกให้ลงไปที่เชิงเขา ว่ามีใครคนหนึ่งจะมาสู่หนทางบุญ เจ้าอู่เหลียวดูจนทั่วบริเวณเชิงเขา ไม่เห็นมีใครเลยนอกจากขอทานตัวน้อย ๆ คนเดียว จึงพาขึ้นมากราบพระอาจารย์

พระอาจารย์จัดการบวชให้เด็กขอทานคนนั้น ให้เจ้าอู่เป็นอาจารย์อุปัชฌาย์ เจ้าอู่แอบถามความนี้จากอาจารย์ก็ได้ทราบว่า...

เณรผู้นี้ชาติก่อนโน้นเป็นคนร้อยเล่ห์ หลอกลวงเงินทองเขามากมาย ตายแล้วจึงเกิดเป็นวัวในบ้านเจ้าหนี้ใช้แรงกายคราดไถอยู่หลายปีในที่สุดก็ถูกนำไปขาย เท่ากับได้ใช้หนี้จนครบต้นครบดอก และชะตากรรมกำหนดไว้ว่าจะต้องตายด้วยคมมีด แต่เคราะห์ดีที่เจ้าอู่กลับไว้ชีวิต อีกทั้งได้เข้าวัดฟังธรรม เมื่อจบชีวิตความเป็นวัวไป พญายมตรวจสอบบาปบุญแล้วจึงกำหนดให้เกิดเป็นคนใหม่ และให้เข้าวัดตั้งแต่น้อย หากชาตินี้บำเพ็ญดีก็จะพ้นหนี้กรรมที่เคยทำไว้ในอดีตชาติ

ในชาตินี้เขาเกิดเป็นลูกบ้านตระกูลเหมา ตอนที่เขาเกิดพ่อแม่อายุเกือบสี่สิบแล้ว ฐานะครอบครัวก็ยากจนพออายุได้สามขวบพ่อก็ตาย อายุห้าขวบแม่ตาย จึงได้เร่ร่อนขอทานมาถึงเชิงเขา แล้วพระอาจารย์ก็ใช้ให้เจ้าอู่ลงไปนำตัวขึ้นมาบวชเณร

ฝ่ายลูกวัวอยู่ที่วัดพอเห็นเณรน้อยเข้าก็ดีใจ เหมือนรู้จักกันมานาน เดินตามติดอย่างสนิทสนม
เมื่อเณรน้อยลงไปหาบน้ำที่เชิงเขาวัวก็ตามไปด้วยพอเณรจะเอาไม้คานใส่บ่า วัวก็เข้ามาช่วยหาบเสียเองเป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนไม่ช้า หลังวัวที่เคยราบเรียบ ก็กลายเป็นโหนกรองรับไม้คานได้พอดี หน้าที่หาบน้ำซึ่งเป็นของเณร วัวก็รับไปทำเสียเอง ชาวบ้านที่เชิงเขาต่างอนุโมทนา ช่วยกันตักน้ำใส่ถังให้วัวหาบขึ้นมา

หลายปีต่อมาวันหนึ่งพระอาจารย์ก็ขึ้นธรรมาสน์เรียกลูกวัวเข้ามาฟังพระโศลกว่า...

เจ้าสร้างกรรมทำบาปชาติก่อนกาล
ต้องเป็นเดรัจฉานใช้หนี้ในชาตินี้
บำเพ็ญพ้นเบื้องบนเหนือโลกีย์
คนรู้ดีเหนือเบื้องบนมีหนทาง
จะชั่วดีอยู่ที่ตนจะทำตน
กรรมวกวนแน่นักจักสนอง
ใครรู้แจ้งกฏแห่งกรรมเป็นทำนอง
จะเปลี่ยนสองดินฟ้า ณ บัดนี้

สิ้นคำ พระอาจารย์ก็ยกแส้ขึ้นโบกแล้วบอกลูกวัวว่า "ไม่ไปเมื่อนี้แล้วจะไปเมื่อไร"

พอได้ฟัง ลูกวัวก็ยืนขึ้นโค้งคำนับพระอาจารย์ คำนับเณรและเจ้าอู่แล้ว ก็หงายท้องร้องเสียงดังอำลาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วขาดใจตายตรงนั้น

พระลูกวัดเห็นเป็นที่อัศจรรย์ จึงพากันเรียนถามพระอาจารย์ ท่านตอบว่าความลับของสวรรค์มิอาจเปิดเผยได้ อีกยี่สิบปีภายหน้าจะได้รู้กัน

วิญญาณของลูกวัวเดินทางไปสู่ยมโลก เมื่อพญายมเปิดสมุดบาปบุญของลูกวัวออกดูก็ปรากฏอักษรคำว่า "กตัญญู" ตัวใหญ่เด่นชัดขึ้นมา พญายมรีบลุกขึ้นจากบัลลัง-อาสน์ ตรงเข้ามาคารวะลูกวัวพร้อมกับกล่าวสดุดีว่า "อนุโมทนา" พลางหันไปสั่งเทพบุตรซิงอีถงจื่อ ให้ส่งวิญญาณของลูกวัวไปเกิดที่บ้านนักบุญหวัง เมืองหย่งคัง มณฑลยูนนานทันที

ฝ่ายภรรยาของนักบุญหวัง ในคืนนั้นก็ได้ฝันไปว่าถูกลูกวัวตัวหนึ่งวิ่งชน เช้าวันรุ่งขึ้นก็คลอดบุตรออกมาเป็นชายมีตำหนิตรงกลางหลังเป็นโหนกเนื้อเหมือนรูปพระจันทร์เสี้ยว

นักบุญหวังตั้งชื่อลูกชายว่า หวังฝู

หวังฝูมีลักษณะหน้าตาดี ปัญญาปราดเปรื่อง อายุสิบหกก็สอบได้เตรียมบัณฑิต ต่อมารับราชการได้เป็นถึงข้าหลวง ผู้ตรวจการ มณฑลเสฉวน ซึ่งจะต้องเดินทางผ่านพุทธบรรพตหัวซัน

สามวันก่อนหน้าที่ขบวนของหวังฝูผู้ตรวจการจะผ่านมาทางหัวซัน พระอาจารย์ ได้สั่งให้ทำความสะอาดวัดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อขบวนของผู้ตรวจการเดินทางมาถึงเชิงเขา ท่านก็สั่งการทหารผู้ติดตามให้พักขบวนไว้ ท่านเองจะขึ้นไปชมหัวซัน พระอาจารย์ ได้นำคณะศิษย์พร้อมกันออกมาต้อนรับผู้ตรวจการ และนำชมสถานที่ต่าง ๆ ในวัด

ผู้ตรวจการรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นสถานที่อย่างบอกไม่ถูกจึงเรียนถามพระอาจารย์ว่า "ท่านบวชอยู่บนนี้กี่ปีแล้ว" พระอาจารย์ตอบว่า "อาตมาอายุ 122 ปี ออกบวชเมื่ออายุได้สิบสองอยู่บนภูเขานี้มาหนึ่งร้อยสิบปี อาตมาคอยผู้ตรวจการมายี่สิบปีแล้ว"

ผู้ตรวจการรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาพระอาจารย์ยิ่งนัก จึงกราบขอให้ท่านได้เปิดเผยข้อมูลถึงเหตุที่ท่านต้องรอคอย

พระอาจารย์ขอให้คนอื่น ๆ ออกไปจากที่นั่น กล่าวขออภัยหากจะมีคำพูดใดล่วงเกินต่อผู้ตรวจการ (พระอาจารย์เห็นอดีตชาติ แต่ผู้ตรวจการเห็นแต่อัตตาตัวตนที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่อยู่ขณะนี้ จึงอาจเกิดความไม่พอใจได้)

ชาติแรกที่จะกล่าวถึง ท่านมีฐานะเป็นบัณฑิตแต่ไม่คิดใฝ่ก้าวหน้า ชอบใช้เล่ห์มายา ฆ่าคนด้วยพู่กัน เข้านอกออกในราชฐาน รังควานกดขี่คนยากไร้ เป็นที่สาปแช่งของคนทั้งหลาย เมื่อตายตกนรกไปพญายมก็ลงทัณฑ์ให้เกิดเป็นเดรัจฉาน คือวัว

แล้วพระอาจารย์ก็เล่าถึงว่า ลูกวัวตัวนั้นกตัญญูรู้จักคาบมีดไปซ่อนเพื่อช่วยชีวิตแม่ไว้ การกระทำของลูกวัวมีผลให้คนบาปกลับตัว พาวัวแม่ลูกมาบำเพ็ญที่หัวซันนี้อย่างไร

ผู้ตรวจการถึงกับยืนขึ้นอย่างตื่นเต้นเมื่อพระอาจารย์เล่ามาถึงตรงนี้ ท่านละล่ำละลักว่า "มิน่าเล่า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราฝันเกือบทุกคืนว่าได้ขึ้นมาเขาหัวซัน บัดนี้แม่วัวของเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่"

พระอาจารย์จึงเล่าต่อไป ถึงแม่วัวที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ยากจนกำพร้ามาเป็นขอทานท่านให้บวชเป็นสามเณร และด้วยจิตสำนึกในความกตัญญู ลูกวัวก็เหมือนจะรู้อีกว่าเณรน้อยคือแม่วัวของตัวมาเกิดใหม่ จึงรับใช้หาบน้ำแทน

พูดถึงตรงนี้ ผู้ตรวจการก็แย้งว่า "วัวมีสันหลังเรียบจะหาบน้ำได้อย่างไร"

พระอาจารย์จึงได้อรรถาธิบายต่อไปว่า "เมื่อกุศลจิตแรงกล้าเหตุปัจจัยแห่งกุศลกรรมจะสนองรับ ด้วยความกตัญญูอันแรงกล้าของลูกวัวสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในไม่ช้า และคิดว่าโหนกเนื้อนั้นอาจจะติดตัวมาเมื่อเกิดเป็นคนด้วย"

ผู้ตรวจการอุทานด้วยความตกใจว่า "คนบาปที่ต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน ถ้าไม่กตัญญูไม่รู้ว่าจะต้องรับกรรมไปอีกนานเท่าไหร่"

พระอาจารย์พยักหน้า แล้วเล่าต่อไปว่า

"ชาตินี้ลูกวัวเกิดเป็นคน ก็คือท่านนั่นเอง ไม่ทราบว่าท่านมีโหนกเนื้ออยู่กลางหลังหรือเปล่า" ผู้ตรวจการมือสั่นเทาถอดเสื้อเปิดหลังให้พระอาจารย์ดู ปรากฏว่าโหนดเนื้อเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเหมือนที่เกิดขึ้นบนกลางหลังลูกวัวไม่มีผิด กฏแห่งกรรมที่ปฏิเสธไม่ได้นี้ ไม่เฉพาะที่พระอาจารย์เล่าให้ฟังแต่ผู้ตรวจการเองก็สัมผัสความเป็นจริงทั้งหมดได้ ท่านก้มลงกราบแทบเท้าพระอาจารย์

พระอาจารย์ได้โปรดให้โอวาท ขอให้เป็นขุนนางใจซื่อมือสะอาดให้เว้นจากกรรมทั้งปวง

ผู้ตรวจการขอพบแม่วัวซึ่งบัดนี้คือพระเหล่าเหมา ขอพบเจ้าอู่คนฆ่าวัวซึ่งเปลี่ยนชะตาชีวิตทั้งของตนและวัวแม่ลูก แต่พระอาจารย์กำชับมิให้แพร่งพรายความลับสวรรค์นี้ให้คนทั้งสองรู้

ผู้ตรวจการถวายเงินจำนวนหนึ่งบำรุงวัด แล้วมนัสการลา ต่อมาท่านได้ลาออกจากราชการ กลับไปอยู่บ้านปรนนิบัติบิดามารดา เมื่อสิ้นผู้มีพระคุณทั้งสองแล้ว ก็เดินทางมาขอบวชเรียนอยู่กับพระอาจารย์

สำหรับเจ้าอู่ ครั้งหนึ่งของชีวิตตอนต้น เคยเป็นคนฆ่าวัวใจบาปหยาบช้า ต่อมาได้ถือบวชบำเพ็ญบุญ เขาจะต้องเวียนว่ายเกิดกายเป็นเดรัจฉานชดใช้กรรมชาติหนึ่งก่อน แล้วจึงไปเกิดกายเป็นลูกชายนักบุญจาง

วันที่เขาเกิด นักบุญจางเห็นพระรูปหนึ่งเข้ามาในบ้าน เมื่อเกิดมาบนหน้าผากมีเนื้อนูนกลมใหญ่ เขาได้ชื่อว่าจางซู่ มีความรุ่งเรืองในชีวิต เป็นถึงเตรียมบัณฑิตหลวง

ไม่นานต่อมา พระอาจารย์ก็ได้บัญชาให้ พระหวังฝู (อดีตผู้ตรวจการ) ไปนำพาจางซู่มาบวชบำเพ็ญ เป็นอันได้ตอบแทนคุณแก่กันไปในครั้งหนึ่ง

...................................................................................................................................................

ที่มาของบทความ จากหนังสือใครกำหนด ชุดที่ 4  โดย อาจารย์ศุภนิมิต ผู้แปลและเรียบเรียง




วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อายาจิตภัตตชาดก

อายาจิตภัตตชาดก


( อ่านว่า อา-ยา-จิต-ตะ-พัด-ตะ-ชา-ดก )

อายาจนะภัตต หมายถึง อาหารที่นำไปวิงวอนแก้บน



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกนี้ที่เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

มูลเหตุที่พระองค์ตรัสชาดกนี้เป็นเพราะ ครั้งนั้นพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเห็นชาวบ้านชาวเมืองพากันฆ่าสัตว์แก้บน เนื่องจากเดินทางค้าขายกลับมาโดยปลอดภัยและได้กำไรดี พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นจึงพากันไปเข้าเฝ้า เพื่อกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า...การฆ่าสัตว์แก้บนจะได้บุญหรือ ?

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า...ไม่ได้บุญเลย พร้อมกับทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ
นำเอา "อายาจิตภัตตชาดก" มาตรัสเล่าให้ฟังดังนี้

ในอดีตกาลมีพ่อค้าคนหนึ่งจะเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง จึงพาบริวารมากราบไหว้ต้นไทรใหญ่หน้าบ้านของตน พร้อมกับอธิษฐานขอให้เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ช่วยปกป้องคุ้มครองตนเองและคณะให้เดินทางโดยปลอดภัยค้าขายได้กำไรงาม เมื่อกลับมาแล้วจะแก้บนให้ยิ่งใหญ่

ในการเดินทางพ่อค้าได้ตระเตรียมการอย่างรอบคอบ ระหว่างทางได้ใช้เสบียงอาหารอย่างประหยัด พ่อค้าท่านนี้เป็นผู้มีปัญญา ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางได้ศึกษาสภาพภูมิอากาศและการทำมาหากิน ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของคนในเมืองที่จะไปค้าขายอย่างถี่ถ้วน จึงได้นำสินค้าที่หายากแปลกใหม่และเหมาะสำหรับเมืองนั้น

เมื่อไปถึง...ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันมาอุดหนุนอย่างคับคั่ง พ่อค้าจึงขายสินค้าได้กำไรงามดังที่หวังไว้ ในขณะเดียวกันก่อนที่จะเดินทางกลับก็ได้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวเมืองของตน บรรทุกจนเต็มเกวียนกลับมาขายอีกด้วย

ตลอดทางกลับบ้านพ่อค้าสุขใจยิ่งนัก เขาระลึกงคุณเทวดาที่ได้ช่วยปกป้องคุ้มครองตนและบริวารให้ปลอดภัย อีกทั้งค้าขายได้กำไรงาม ไม่นานเมื่อข่าวการกลับมาของพ่อค้าแพร่กระจายไปสู่เพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกล พวกเขาจึงพากันมาต้อนรับและแสดงความยินดี

พ่อค้าได้สั่งให้บริวาร ฆ่าแพะ แกะ เป็ด ไก่ มาทำอาหารมากมาย แล้วนำมาถวายแก้บนที่ต้นไทรใหญ่หน้าบ้าน

ขณะนั้นเอง รุกขเทวดาก็พลับปรากฏกายขึ้นพร้อมกับถามว่า "ท่านวาณิช...ท่านฆ่าสัตว์มากมาย เพื่ออะไรกันรึ ?" 

พ่อค้าและบริวารตลอดจนฝูงชนในที่นั้น พากันก้มลงกราบอย่างนอบน้อม และพ่อค้าได้กล่าวขึ้นว่า

"พวกข้าพเจ้าค้าขายได้กำไรอย่างงาม ทั้งการเดินทางก็ปลอดภัยราบรื่น เป็นเพราะบารมีของท่านช่วยคุ้มครองพวกข้าพเจ้าจึงพากันมาถวายอาหารแก้บนเพื่อตอบแทนพระคุณ"

รุกขเทวดาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะและกล่าวว่า...

"พุทโ่ธ่เอ๋ย ! พวกท่านเข้าใจผิดเสียแล้ว ตลอดเวลาเราก็อยู่ที่ต้นไทรนี้ ไม่ได้ติดตามไปช่วยอะไรใครเลย ที่ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและค้าขายได้กำไรงาม นั่นเป็นเพราะความรอบคอบมีสติและความสามารถของท่านเองต่างหาก ไม่ใช่เพราะเราหรอก

เราขอเดือนว่า ถ้าท่านปรารถนาจะแก้บนก็จงแก้ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเถิด เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้วท่านก็จะพ้นทุกข์ในโลกหน้า คือ ไม่ต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิทั้ง 4

แต่ถ้าท่านแก้บนด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็เท่ากับถลำเข้าไปในความทุกข์อย่างสาหัส เพราะเป็นการก่อกรรมทำบาป ผู้มีปัญญาไม่ทำเช่นนี้ วิธีนี้เป็นวิธีของคนพาลโดยแท้"

รุกขเทวดาได้อธิบายแจกแจงโทษของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วก็อันตรธานหายไป พ่อค้าพร้อมทั้งบริวารและบรรดาเพื่อนบ้านได้ฟังแล้ว ต่างพากันกลับบาป เลิกการเบียดเบียนหยุดฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ต่างก็ได้ไปเกิดในสุคติภพตามกำลังแห่งกรรมดีของตนโดยถ้วนหน้า

ครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสจบ จึงทรงประชุมชาดกว่า รุกขเทวดาในครั้งนั้นได้มาเป็นเพระองค์เอง

...................................................................................................................................................................

ข้อคิดจากชาดก


๑. ผู้ที่ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมไม่ได้บุญเลย แต่กลับจะได้รับทุกข์ เพราะเป็นการก่อบาปก่อเวรให้ตนเองทั้งสิ้น

๒. การทำพลีกรรมด้วยดอกไม้ธูปเทียน หรือถวายทานแด่พระภิกษุสามเณร แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ เป็นการบวงสรวงเทวดาอย่างถูกวิธี เรียกว่า เทวตาพลี


๓. การบนบานศาลกล่าว เป็นเรื่องของคนงมงายไร้เหตุผล เพราะเมื่อบุคคลประกอบเหตุที่ดีไว้แล้ว คือ ตั้งใจทำงานด้วยความมีสติรอบคอบแล้ว ย่อมได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน




 


บทความที่ได้รับความนิยม