เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มโนธรรมของนกเขายอมพลีชีพพร้อมคู่ครอง - นิทานเต้าจือจงจื่อ

มโนธรรมของนกเขายอมพลีชีพพร้อมคู่ครอง 

     ในสมัยก่อนมีชายคนหนึ่งชื่อว่า เิฉินเต้าเจี้ย มีอยู่วันหนึ่งเขาได้เห็นนายพรานใช้ปืนยิงนกเขาตัวหนึ่งตกลงมา ในขณะที่นายพรานกำลังจะไปเก็บนกเขานั้น ทันใดนั้นก็เห็นนกเขาอีกตัวได้ถลาลงมา แล้วเดินวนดูรอบๆ ข้างนกเขาตัวที่ตายแล้ว และยังได้คาบอาหารมาป้อน เป็นเพราะปากของนกที่ตายไม่สามารถอ้าได้

     ดังนั้นนกเขาตัวนี้จึงได้บินไปที่ริมน้ำแล้วใช้ปีกชุบน้ำให้เปียก แล้วนำมาปิดตรงที่นกเขาถูกปืนยิงบาดเ็จ็บ แต่ทว่าก็มิอาจช่วยชีวิตได้ นกเขาตัวนั้นส่งเสียงร้องด้วยความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก แล้วบินขึ้นไปบนต้นไม้ เฉินเต้าเจี้ยงมองด้วยความตะลึงงง ขณะที่นายพรานก้าวไปข้างหน้าเพื่อที่จะหยิบเอานกที่ตาย ทันใดนั้นเองนกเขาตัวที่อยู่บนต้นไม้พุ่งลงมาจากกลางอากาศแล้วกระแทกลงกับพื้นดิน แน่นอนมันก็ตายด้วย นายพรานคนนั้นได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้วรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

     เฉินเต้าเจี้ยได้พูดกับนายพรานว่า..."เ้จ้ารู้ไหม ทำไมนกอยู่บนต้นไม้ถึงได้บินชนพื้นตายเอง เพราะว่ามันไม่สามารถช่วยชีวิตของคู่ครอง มันเสียใจมากจึงฆ่าตัวตาย เจ้ายิงไปตัวหนึ่ง แต่มันไม่อยากมีชีวิตอยู่โดดเดี่ยว ยินยอมที่จะตายตามกัน นกมันยังมีมโนธรรมเลย ทำไมเจ้าถึงทำได้ลงคอ"

     นายพรานคนนั้นได้ฟังแล้วก้มหัวถอนหายใจ ภายในใจรู้สึกสำนึกผิดเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นก็หักปืนที่อยู่ในมือ เปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา







วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คนสัตว์ล้วนมีชีวิตอันล้ำค่า - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระนาจาไท่จื่อ( 哪吒太子)

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระนาจาไท่จื่อ


     “คนสัตว์ล้วนมีชีวิตอันล้ำค่า” สิ่งใดที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับตัวเรา ถ้าแลกหนึ่งชีวิต เพื่อให้ได้มาหนึ่งชีวิต ดีไหม? สัตว์หนึ่งชีวิตเพื่อต่อเราหนึ่งชีวิตดีไหม? (ไม่ดี) 

     หากเราพูดเป็นชีวิต ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเราบอกว่าเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง เราก็คงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเราพูดว่าเป็นชีวิตหนึ่ง แลกมาเพื่อชีวิตหนึ่งดีไหม? (ไม่ดี) ดูเหมือนโหดร้ายแล้วก็ไม่ยุติธรรม ใช่ไหม?

     เหมือนเราเดินมาแล้วมีคนบอกว่า...ท่านช่วยต่อชีวิตให้เราหน่อย เราอายุจะหมดแล้ว เพียงท่านให้ชีวิตเรามา แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ ท่านยอมไหม?
     หรือถ้าบอกว่า...ให้ชีวิตมาเพียงแค่ให้เราอิ่มก็พอ ยอมไหม? ไม่ยอม ใช่หรือไม่? แค่จิตใจของเรา ตัวคนต่อคน บางทีก็แทบจะไม่ยอม ใช่หรือไม่? (ใช่) แต่บางทีต้องคิดชั่งแล้วชั่งอีกว่า จะยอมดีหรือไม่ดี ใช่หรือเปล่า? (ใช่)

     แล้วเราจะทำอย่างไร ต่อสัตว์เราต้องรู้จักปล่อยชีวิตเขา ปล่อยชีวิตเขาแล้ว นอกจากรักษาเขาแล้วก็ช่วยเราด้วย ช่วยเราไม่เบียดเบียนเขา ช่วยเราไม่เป็นคนที่ฆ่าเขา ใช่หรือไม่? (ใช่) แต่ปล่อยมือแล้วอย่าลืมปล่อย(สัตว์ที่)ปากด้วย ใช่หรือไม่? (ใช่)





วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนของตนจึงไม่ทาน - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์อนุศาสน์(教化菩萨)

教化菩萨

     "การทานเจต้องกระทำให้รู้ซึ้งถึงเมตตา เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนของตนจึงไม่ทาน เมื่อทานเจเกิดจิตเมตตาแล้ว ย่อมมีปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์จะช่วยส่งเสริม"





อุดรูรั่วของเรือ เราจะเดินทางไกลได้ราบรื่นขึ้น - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


    "เสบียงคืออะไร เสบียงก็คือกุศลต่างๆใช่หรือไม่ ยิ่งมีกุศลมาก การบำเพ็ญธรรมก็ยิ่งราบรื่นได้ เพราะว่าคนทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวรเป็นของตนเอง เรากิน หมู ไก่ ปลา เข้าไป หมู ไก่ ปลา ก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา เพราะพวกเขาตายโดยไม่ได้ยินยอมใช่หรือไม่ (ใช่) 

เราเอาเงินไปซื้อเขามา แล้วเขาก็มาเป็นอาหารของเรา เขายินยอมหรือเปล่า (ไม่ยินยอม) 
ทุบหัวปลา ปลาเจ็บไหม (เจ็บ) 
แทงคอหมู หมูเจ็บไหม (เจ็บ) 
ปาดคอไก่ ไก่เจ็บไหม (เจ็บ) 
ทำไมถึงรู้ว่าเขาเจ็บ เพราะว่าเขาร้อง ใช่หรือไม่ (ใช่) 

     เพราะฉะนั้นเราอยากที่จะบำเพ็ญธรรม อยากจะพายเรือธรรมให้ตลอดรอดฝั่ง จำเป็นต้องอุดรูรั่วของเรือก่อน คือการสร้างกรรมต่างๆนั่นแหละ โดยเฉพาะกรรมปากเป็นหลักใหญ่ เพราะว่าเรานั้นกินข้าววันละสามมื้อ บางคนกินรอบดึกอีก วันหนึ่งก็ สี่ ห้ามื้อ ใช่หรือไม่ (ใช่) ทุกๆมื้อเราก็กินเนื้อสัตว์ กินเนื้อคนอื่นเข้าไป เพราะฉะนั้นอุดรูรั่วของเรือ เราจะเดินทางไกลได้ราบรื่นขึ้น"





วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นกแก้วดับไฟป่า - นิทานบำเพ็ญยุคโบราณ


นกแก้วดับไฟป่า - นิทานบำเพ็ญยุคโบราณ 


     ในอดีตกาล... บนภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้อันหนาแน่น นับเป็นที่อยู่อาศัยอันร่มรื่นน่าอภิรมย์ ของบรรดาสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่มากมาย

ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง กลางฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว เกิดลมพายุใหญ่ พัดอยู่เป็นเวลานาน ต้นไผ่ในป่าเสียดสีกันจนเกิดไฟลุกไหม้ ประกอบกับแรงลมช่วยกระพือโหมพัดหนัก ไฟก็ยิ่งลุกลาม...ไม่นานก็กลายเป็นไฟป่าเผา ผลาญออกไปเป็นบริเวณกว้าง

ไฟป่าลุกลามต่อไปไม่หยุด...บรรดาสัตว์ใหญ่น้อยมากมายที่อาศัยอยู่ ในป่าไผ่บนภูเขาต่างตื่นตระหนก พากันหนีเอาชีวิตรอดอย่างโกลาหล ที่บินได้ ก็บินที่วิ่งได้ก็วิ่งสุดชีวิต ที่คลานได้ก็ลนลานคลานไปให้ถึงที่สุด น่าเวทนาก็แต่ เหล่าบรรดาลูกนกลูกสัตว์ที่เพิ่งจะเกิด ไม่สามารถจะขยับไปไหนได้ ล้วนต้องถูกไฟคลอกตายไปสิ้น

ขณะนั้นนกแก้วตัวหนึ่ง เมื่อเห็นฝุงสัตว์ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งที่กำลังวิ่งหนีกันอยู่ ต่างก็เหนื่อยล้าอ่อนแรงจนหนีต่อไปไม่ไหวแล้ว มันรู้สึกร้อนใจอย่างยิ่ง

นกแก้วคิดว่า... "สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านึ้ ช่างเคราะห์ร้ายเสียจริง ๆ ถูกภัยคุกคามจนต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่อาศัย พ่อลูกตายจาก กระทั่งตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ ช่างเป็นสภาพที่ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสเสียเหลือเกิน เราควรจะทำอย่างไรดี ?"

สักครู่...เมื่อรวบรวมสติได้ มันจึงบินย้อนกลับไปยังลำธารน้ำเล็ก ๆ ที่ชายป่า พอไปถึงก็พุ่งตัวลงจุ่มในธารน้ำจนขนเปียกชุ่มทั้งตัว จากนั้นก็บิน กลับไปกระพือปีกสะบัดน้ำที่อยู่ในขนออกมารดไฟป่าที่กำลังไหม้อยู่

อนิจจา... ไฟป่าซึ่งลุกลามใหญ่โต กินอาณาบริเวณกว้างหลายร้อยไร่ มีหรือที่น้ำจากขนนกเพียงไม่กี่หยดจะหยุดยั้งมันได้ แต่สำหรับนกแก้วน้อย ๆ ตัวนี้ มันไม่คิดจะย่อท้อ

เพื่อที่จะนำหยดน้ำมาดับไฟป่า...มันบินกลับไปที่ธารน้ำเล็ก ๆ แล้วบิน กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า จากสิบเที่ยวเป็นร้อยเที่ยวพันเที่ยวโดยไม่ยอมหยุด

การกระทำของนกแก้วตัวนี้สะเทือนถึงฟ้าเบื้องบน ส่งผลให้เวชยันต์ทิพยวิมานอันเป็นที่ประทับของพระอินทร์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ครั้นพระอินทร์ ผู้เป็นราชาแห่งเทพทั้งปวงตรวจดูก็รู้ว่า บัดนี้ ณ เบื้องล่างมีนกแก้วที่กล้าหาญ มุ่งมั่นตัวหนึ่ง กำลังพยายามจะดับไฟป่าที่ลุกลามอยู่ทั่วภูเขา

พระองค์จึงเสด็จลงมายังที่เกิดเหตุ และตรัสแก่นกแก้วว่า..."เปลวเพลิงโหมไหม้แผ่กว้างไปไกลถึง 100 ลี้ ตัวเจ้าเป็นเพียงนกตัวเล็ก ๆ จะสามารถดับไฟได้อย่างไรเล่า ? จงเลิกล้มความตั้งใจเสียเถิด"

แต่นกแก้วกลับกราาบทูลตอบว่า..."มีสรรพสัตว์มากมายที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าไผ่แห่งนี้ หากป่าไผ่ถูก เผาเป็นเถ้าธุลี พวกเขาก็ไร้ที่พักพิง และหากไฟยังคงลุกลามต่อไปไม่หยุด สัตว์อีกมากมายจะต้องล้มตายลงอย่างน่าเวทนา ข้าพเจ้าจะไม่ใส่ใจได้ อย่าไร? ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะมีกำลังไม่มาก ขอเพียงดับไฟป่านี้ได้ แม้จะต้อง เหนื่อยจนตายข้าพเจ้าก็ยินดี !"

กล่าวจบนกแก้วก็กราบทูลลา แล้วบินกลับไปที่ลำธารอีก พระอินทร์ ทรงตื้นตันพระทัยในเมตตาจิตอันหลั่งล้นของนกแก้วตัวน้อยยิ่งนัก จึงทรงบัญชาให้พระวิรุณเทพแห่งฝนโปรยปรายฝนลงมาอย่างหนัก ไม่นาน....ไฟป่าก็ มอดดับลง.






สละเลือดเนื้อช่วยเสือแม่ลูกอ่อน - นิทานบำเพ็ญธรรมยุคโบราณ


     ณ ชมพูทวีปในอดีต กัษัตริย์องค์หนึ่งมีพระโอรสอยู่ 3 พระองค์ ในบรรดาพระโอรสทั้งหมด เจ้าชายองค์สุดท้องเป็นผู้ที่มีพระทัยงดงามและ อ่อนโยนโดยเฉพาะทรงโอบอ้อมอารีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง

วันหนึ่ง กษัตริย์เสด็จประพาสป่า พร้อมด้วยพระมเหสีและพระโอรส ทั้งสาม ตลอดจนข้าราชบริพารเหล่าขุนนางจำนวนมาก เมื่อตะวันบ่ายคล้อย องค์กษัตริย์ทรงเหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงมีพระดำรัสให้จัดที่ประทับใต้ร่มไม้ใหญ่ เพื่อให้ทุกคนได้พัก

แต่สาหรับพระโอรสทั้งสาม ซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มเปี่ยมด้วยพละกำลัง ต่างทรงปรารถนาจะสัมผัสกับแมกไม้ธรรมชาติ จึงทรงพระดำเนินต่อเข้าไปใน ป่าลึก ณ.ที่นั้นพระโอรสทั้งสามได้ทอดพระเนตรเห็น แม่เสือนอนอยู่ในโพรง หญ้ามันเพิ่งจะคลอดลูกได้ไม่นานและมีอาการอิดโรย

พระโอรสองค์ใหญ่จึงพูดว่า..."แม่เสือตัวนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกเสือ ตัวเองออ่นระโหยสิ้นเรี่ยวแรง เคลื่อนไหว นี่คงไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน น้ำนมจึงเหึอดแห้ง ลูกเสือถึงได้ ร้องไม่หยุด ท่าทางทั้งแม่ทั้งลูกจะไม่รอดแน่ !"

พระโอรสองค์รองก็พูดว่า..."แต่น้องว่าสายตาที่แม่เสือจ้องมองดูลูกที่เกิดใหม่มันฉายแววแห่ง ความดุร้ายตามสัญชาติของสัตว์ป่า ดูทีท่าของมันแล้วเหมือนอยากจะกินลูก ของตัวเองอย่างนั้นล่ะ"

พระโอรสองค์สุดท้องจึงเอ่ยขึ้นว่า..."ถ้าเช่นนั้น เราจะช่วยชีวิตเสือแม่ลูกคู่นี้ใด้อย์างไรล่ะ"

พระเชษฐาทั้งสองหันมาตอบว่า..."ก็ต้องไปหาเนื้อสดมาให้มันเป็นอาหาร แต่คงไม่ง่ายหรอกนะ เพราะ ถ้าจะต้องไปฆ่าชีวิตสัตว์อึ่น เพึ่อช่วยอีกสองชีวิต มันช่างไม่เหมาะสมเลยจริงไหม ?" 

พระโอรสองค์สุดท้าย ก้มพระพักตร์ลง ทรงครุ่นคิดว่า..."ลำพังชีวิตของสัตว์เดรัจฉาน เกิดมาก็ต้องประสบกับความทุกข์ ยากลำบากมากพออยู่แล้ว ความหวังที่จะสามารถหลุดพ้น ให้ได้ไปเกิดในที่ที่ ดีกว่า ช่างเป็นไปได้ยากเสียเหลือเกิน นี่ถ้าหากแม่เสือต้องมากินลูกของ ตัวเองเพราะไม่อาจจะทนต่อความหิวโหยได้แล้วละก็ เท่ากับก่อกรรมหนักใน ชีวิต ประหนึ่งเดินอยู่ในที่มืด แล้วยังถลำลึกลงไปสู่ที่มืดยิ่งกว่า ช่างน่าสงสาร เสียจริง ๆ"

ทรงพิจารณาเช่นนี้แล้วจึงกล่าวกับพระเชษฐาทั้งสองว่า..."เสด็จพี่ทั้งสอง เสด็จล่วงหน้าไปก่อนเถิด หม่อมฉันขออยู่ต่อสัก ประเดี๋ยว แล้วจะตามเสด็จไปทีหลัง"

ครั้นพระเชษฐาทั้งสองพระองค์เสด็จไปแล้ว พระโอรสองค์สุดท้องจึง ทรงก้าวเข้าไปประทับนั่งข้างแม่เสือ พร้อมกับยื่นพระกรด้วยทรงประสงค์ให้ มัน กัด กิน

แต่ทว่าแม่เสืออ่อนกำลังเต็มที ไม่มีแรงแม้แต่จะอ้าปาก พระโอรส เห็นเช่นนั้น จึงหักกิ่งไม้มาท่อนหนึ่งแล้วใช้ปลายแหลมแทงลงที่ฝาพระหัตถ์ ขณะนั้นพระโลหิตสดๆ ไหลรินหยดลงในปากของแม่เสือไม่ขาดสาย

ฝ่ายพระโอรสองค์ใหญ่และองค์รอง ทรงดำเนินล่วงหน้าไปนานแล้ว ไม่เห็นพระอนุชาตามมาสักที จึงทรงทบทวนถึงเรื่องที่สนทนากันแล้วทรงดำริ ว่า ยามปกติพระอนุชาองค์สุดท้องมีพระเมตตาเพียงไร ก็ถึงกับสะดุ้งรีบ ย้อนกลับไปตามหา

เมื่อไปถึงที่โพรงหญ้า ก็พบแต่เศษพระอัฐิและชิ้นพระภูษาเปื้อนพระ โลหิตอยู่บนพื้น พระโอรสทั้งสองพระองค์ทรงทราบทันทีว่า พระอนุชาตัดสิน พระทั ยอุทิศพระองค์เอง เพื่อช่วยชีวิตเสือสองแม่ลูกเสียแล้ว !

ทั้งสองพระองค์ถึงกับทรงพระกรรแสงโฮและรีบเสด็จกลับไปกราบทูล พระชนกพระชนนี ทันทีที่องค์กษัตริย์และ พระมเหสีทรงทราบ ประ หนึ่งดังถุก สายฟ้าฟาด จึงทรงสิ้นพระสติไปชั่วขณะ

ครั้นทรงฟื้นคืนพระสติแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังที่เกิดเหตุทรงเก็บพระอัฐิ ที่เหลือ พร้อมด้วยชิ้นพระภูษากลับสู่พระนคร ต่อมาได้ทรงมีพระบรมราช โองการให้สร้างพระสถูป เพึ่อบรรจุพระอัฐิธาตุ

เวลานั้นไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ต่างแซ่ซ้องสดุดีว่า..."พระราชโอรสองค์น้อยทรงบำเพ็ญมหาโพธิสัตว์ธรรม พระทัยอันเปี่ยมด้วยมหาเมตตาการุณย์เช่นนี้ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน"





วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก - นิทานปล่อยสัตว์

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


     ในสมัยราชวงศ์หมิง มีนักปฏิบัติธรรมผู้หนึ่งนามว่า "หวงจี่ซื่อ" แม้ว่าในขณะนั้นแผ่นดินจะร้อนระอุไปด้วยเภทภัยรอบด้านผู้คนล้มตายลงอย่างน่าอนาถ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นสร้างความดีโดยมิได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย จิตใจของ หวงจี่ซื่อ มีแต่ความเมตตาห่วงใยเอื้ออาทรต่อทุกชีวิต

     เขาทราบว่าบนภูเขามีพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรมสูงสุด สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหลายในโลก หวงจี่ซื่อ ผู้บำเพ็ญะรรมจึงเดินทางขึ้นเขาเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านเขาได้กราบสมัสการถามพระสงฆ์องค์นั้นว่า...

     "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้สูงยิ่งด้วยบารมีธรรม เวลานี้ผู้คนนับล้านล้มตายลงมากมาย เนื่องด้วยภัยพิบัตินานับประการ ยากที่จะมีใครรอดพ้นได้ พระคุณเจ้าได้โปรดเมตตาชี้แนะวิธีที่สามารถจะหยุดยั้งมหันตภัยนั้นให้ได้ทันการด้วยเถิด”" 

พระสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาดวงหน้าของท่านมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า... "“มีอย่างเดียว อย่าฆ่าสัตว์ จงช่วยกันปลดปล่อยชีวิตสัตว์ทั้งหลายเถิด"” กล่าวจบท่านก็หลับตาลงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย





ตายเหมือนนก - นิทานปล่อยสัตว์


     ในมณฑล เจียง ซู มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง แซ่หลี่ เป็นคนชอบโอ่อ่าแต่งกายหรูหราราวกับลูกเศรษฐี นิสัยของเขาฝักใฝ่แต่การกระทำที่ผิดๆ อยู่ตลอดเวลา บ้านของนายหลี่อยู่ติดริมน้ำซึ่งบริเวณนั้นชาวบ้านในอดีตได้ปลูกต้นไผ่ไว้เพื่อช่วยป้องกันมิให้น้ำพัดดินขอบตลิ่งพัง ด้วยใบที่เขียวชอุ่มและหนาแน่นของต้นไม้ไผ่ริมน้ำ สร้างความร่มรื่นจึงเป็นที่ให้บรรดานกทั้งหลายมาสร้างรังอยู่กันเป็นจำนวนมาก

     เหตุนี้เองคนหนุ่มที่คึกคะนองอย่างนาย หลี่ จึงคิดสร้างปืนไปยิงนกด้วยตนเองตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น ครั้นพอโตขึ้นก็ชอบคบหาสมาคมกับพวกนายทหาร นายหลี่และเพื่อนทหารมักชวนกันออกไปล่าสัตว์ยิงนกโดยถือเป็นกีฬาที่ชื่นชอบสนุกสนาน

     ตลอดเวลาที่ผ่านไปนกที่ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือของนายหลี่มีจำนวนนับเป็นหมื่นๆ ตัวนายหลี่แม้อายุล่วงเข้าสู่วัยชราแล้วเขาก็ไม่เคยคิดจะเลิกเบียดเบียนเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่น 

     จนกระทั่งเมื่อนายหลี่อายุได้ 50 ปี ในตอนเช้าวันหนึ่งเขาก็เกิดอาการผวาตกใจสะดุ้ง ตื่นยกมือยกเท้าขึ้นเตะถีบปัดไปปัดมาพร้อมกับร้องตะโกนว่า “มีนกเยอะแยะไปหมด มันมาจิกหน้าจิกตาข้า เจ็บ เจ็บจนสุดจะทนแล้ว” นายหลี่ร้องไปพลางมือก็ปัดหลังปัดไหล่ ราวกับจะปิดป้องบางสิ่งบางอย่าง แต่คนทั้งบ้านไม่มีใครเห็นอะไรเลย เขาแหกปากร้องดังลั่นอย่างน่ากลัว เป็นเช่นนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืนจนเส้นเอ็นมือและเท้าขอดบวมไปทั้งตัว แขนขาเป็นอัมพาตหงิกงอ ไม่สามารถยืดตัวลุกขึ้นยืนได้ อาการประหลาดของนายหลี่ดูไม่ต่างอะไรกับนกที่ถูกยิงและใกล้จะตาย

นายหลี่ผู้ชอบกีฬาเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่น นอนทรมานอยู่หลายวันแล้วจึงขาดใจตายลงในที่สุด





บทความที่ได้รับความนิยม