เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เทศกาลกินเจ2564 ศึกษาประวัติเทศกาลกินเจ ถือศีลกินเจ รวมเมนูอาหารเจ
เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ
รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ
คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ สอนทำอาหารเจง่ายๆ
วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555
กับข้อสงสัยที่ว่า....สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ หากว่าเราไม่กิน มันไม่บินกันเต็มท้องฟ้าหรือ ? - พระโอวาทพระพุทธจี้กง เมตตา
บำเพ็ญธรรม จิตใจดี มีเมตตา กรุณา
อาจารย์จะให้แนวทัศนคติกับเจ้าไว้ ผู้ที่บำเพ็ญโพธิสัตวธรรม ทุกครั้งที่เกิดจิตดำริจะต้องรักษาความสำนึกที่ดีงามไว้ ทุกหนทุกแห่งจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง
บางคนอาจจะอยากถามอาจารย์ว่า...สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ หากว่าเราไม่กิน มันไม่บินกันเต็มท้องฟ้าหรือ ?
อาจารย์จะบอกกับเจ้า หากเจ้าคิดว่า เป็ด ไก่ ปลา เกิด มาให้คนกิน ทว่าเสือก็กินคน อย่างนี้คนก็ต้องยอมให้เสือกินใช่หรือไม่ หรือยุงที่ดูดเลือดคน เจ้าก็ต้องเลี้ยงยุงไว้ดูดเลือดเจ้าใช่หรือไม่ ยุงกัดเจ้า เจ้าตบยุงไหม ฉะนั้นอย่าเห็นแก่ตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เราลองมาแจกแจงดู ว่าทำไมจึงมีเหตุต้นผลกรรม อันว่าเหตุต้นผลกรรมนี้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนๆ ก็เลี่ยงไม่พ้น เกิดมามีชีวิตย่อมจะต้องเวียนว่ายอยู่ในกฏแห่งกรรม
น้ำเป็นพลังงาน
เมื่อน้ำอยู่ในโรงงานผลิตไฟฟ้า น้ำคือหน่วยพลังงาน
น้ำไหลไปถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กลายเป็นพลังไฟฟ้า
พลังไฟฟ้าไหลต่อไปกลายเป็นพลังแสงสว่าง
แสงสว่างไหลต่อไปกลายเป็นพลังความร้อน
ดังนั้น น้ำโดยตัวของมันไม่ใช่ไฟฟ้า ไฟฟ้าไม่ใช่แสงสว่าง แสงสว่างไม่ใช่ความร้อน
แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงองค์(องค์ ส่วน ภาค ลักษณะ) หนึ่งเท่านั้น เป็นการปริวรรต(หมุนเวียน เปลี่ยนแปลง) ของสมรรถ(สามารถ) พลังงานอย่างหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนย้ายคุณสมบัติปริมาณ
ดังนั้นขณะเจ้ามีกำลังมากเจ้าจะขึ้นสู่เบื้องบน ไม่มีกำลังเจ้าจะตกลงล่าง
หากไม่บำเพ็ญจะตกลงสู่การเวียนว่ายในภูมิวิถีหก ภูมิวิถีหกนี้ล้วนเป็นเพราะมนุษย์ทำให้เกิดการเวียนว่าย
เป็นการกระทำของมนุษย์ขณะมีชีวิตในแต่ละชาติ ตัดสินจากพลังปริมาณของกรรม
เดรัจฉานไม่ใช่คน คนไม่ใช่ยุง แล้วทำไมจึงเปลี่ยนกันไปมาได้ นี่คือความหมายอันเดียวกัน
ดังนั้น จึงต้องบำเพ็ญธรรม จึงจะมีพลังในการบุกทลายกำแพงแห่งเหตุต้นผลกรรมได้ จึงจะขึ้นสู่เบื้องบนได้ หากไม่ปฏิบัติบำเพ็ญก็จะไม่มีบุญกุศล ย่อมตกลงสู่ภพภูมิล่าง หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะพึงระมัดระวัง
ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์ ข้อคิดพิจารณาธรรม โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกข์
ข้อคิดพิจารณาธรรม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกข์ สุราษฎร์ธานี
ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์?
เพราะเป็นการปฏิบัติเพื่อยึดเอาประโยชน์ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นทางก้าวหน้าของสัมมาปฏิบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ผลมาก โดยลงทุนทางวัตถุน้อยที่สุดแต่ให้ผลมากทางใจ
ประโยชน์ทางฝ่ายธรรม
ข้อที่ ๑ เป็นการเลี้ยงง่ายยิ่งขึ้น
เพราะพวกพืชผัก เป็นของหาง่ายในหมู่คนยากจนเข็ญใจ ซึ่งมีการปรุงอาหารด้วยผักเป็นพื้น นักกินผักย่อมไม่มีเวลาไปกระวนกระวาย เพราะอาหารไม่ค่อยจะถูกปากถูกลิ้นนักเลย ในขณะที่นักกินเนื้อมักต้องเลียบ ๆ เคียง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งภัตตาหารเนื้อบ่อย ๆ ญาติโยมเสียไม่ได้ในท่าทีก็พยายามหามาถวาย
ศรัทธาญาติโยมที่มีใจเป็นกลาง เคยปรารภกับข้าพเจ้าหลายต่อหลายครั้งว่า เขาสามารถจะเลี้ยงพระได้ถึง ๕๐ รูป โดยไม่รู้สึกลำบากอะไรเลย หากเป็นอาหารที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อกับปลา แต่ที่ผ่านมาต้องฝืนใจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างมากๆ ไม่ใช่ว่าจะคิดว่า เนื้อมีราคาแพงกว่าผักแต่เป็นเพราะรู้ว่าสัตว์ถูกฆ่าตาย เพื่อการทำบุญเลี้ยงพระของเรามีอีกหลายคน ที่ทีแรกค้านว่าการทำอาหารมังสวิรัติวุ่นวายลำบาก แต่เมื่อได้ทดลองทำไป ๒-๓ ครั้ง กลับสารภาพว่าเป็นการง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย เพราะบางคราวไม่ต้องไปติดไฟเลยก็มี ตัณหาของนักกินผักกับกินเนื้อมีความแตกต่างกันอย่างไร จะกล่าวในข้อหลังเฉพาะข้อนี้ขอจงทราบไว้ว่า “คนกินเนื้อสัตว์ เพราะแพ้รสตัณหา กินเพราะตัณหา ไม่ใช่เพราะเลี้ยงง่าย”
ข้อที่ ๒. เป็นการฝึกในส่วน “สัจธรรม”
คนเราห่างไกลจากความพ้นทุกข์ก็เพราะมีนิสัยเหลวไหลต่อตัวเอง สัจจะในการกินผักนั้นเป็นแบบฝึกหัดที่น่าเพลินบริสุทธิ์ ได้ผลสูงเกินกว่าที่คนไม่เคยทดลองจะคาดถึง พืชผักเป็นอาหารที่จะหล่อเลี้ยง “ดวงธรรมแห่งสัจจะ” ในใจของเราให้สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นการฝึกกินผัก อาหารพืชผักจึงเป็นแบบฝึกหัดสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ที่ยอดเยี่ยมกว่าแบบฝึกหัดอย่างอื่นๆ เพราะแบบฝึกหัดบางอย่างค่อนข้างง่าย แต่บางอย่างก็ยากเกินจะฝึกทำให้ไม่สามารถนำมาเป็นเกมฝึกหัดประจำทุกๆวัน แต่เราผู้ปฏิบัติธรรมต้องฝึกทุกวันจึงจะได้ผลเร็ว เหตุฉะนี้การฝึกใจด้วยเรื่องอาหารอันเป็นสิ่งที่เราต้องบริโภคอยู่ทุกวันจึงเหมาะมาก อย่าลืมพระพุทธภาษิตที่มีใจความว่า “สัจจะเป็นคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์”
ข้อที่ ๓.เป็นการฝึกในส่วน“ทมะ”ธรรม
“ทมะ” คือ การข่มใจให้อยู่ในอำนาจ คนเราเป็นทุกข์เพราะตัณหาอันได้แก่ ความอยากที่ข่มใจไว้ไม่อยู่ มีข้อพิสูจน์เฉพาะเรื่องผักกับเนื้อง่ายๆ เช่น ข้าพเจ้าเคยเห็นชาวบ้านที่มาจากป่าดอนสูงๆ อุตสาห์หาบเอาพวกพืชผักลงมาแลกปลาแห้งๆ จากชาวบ้านแถบริมทะเลขึ้นไปกินทั้งๆ ที่ต้องเสียเวลาเป็นวันๆ ในขณะที่กลางบ้านของเขาก็มีอาหารพวกพืชผัก เผือก มัน ฟัก มะพร้าว ฯลฯ อย่างอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งอาหารเหล่านี้ยังเป็นของสด สามารถบำรุงร่างกายได้มากกว่าปลาแห้งๆ และขึ้นราที่พวกเขาสู้อุตส่าห์ลงมาหามหิ้วขึ้นไปเก็บไว้กินเป็นไหนๆ
ดังนั้น... ผู้ที่ไม่มีการข่มรสตัณหาจักต้องเป็นทาสของความทุกข์ และถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม เหตุนี้การข่มจิตด้วยเรื่องอาหารการกินจึงเหมาะมาก เพราะจะมีการข่มได้ทุกวันการข่มจิตอยู่เสมอเป็นของคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์เช่นกัน โปรดทราบ! ว่ามันเป็นการยากยิ่งที่คนแพ้ลิ้นจะข่มตัณหา โดยพยายามเลือกกินแต่ผักจากจานอาหารที่เขาปรุงด้วยเนื้อ และผักปนกันมาจงยึดเอาเกมกีฬาฝึกข่มจิต ที่เป็นเครื่องชนะตนอันนี้เถิด การเลี้ยงพระในงานต่างๆ ข้าพเจ้าเคยเห็นเคยได้ยินเสียงเอ็ดตะโร เรียกเอาแต่อาหารเนื้อส่วนอาหารผักล้วนดูเหมือนว่าเป็นการยากที่จะถูกเลือกกับเขา มิหนำซ้ำยังเหลือกลับไปอีก แม้กระทั่งอาหารที่ปรุงระคนกันมาก็หายไปแต่ชิ้นเนื้อคงเหลือแต่ผักติดจานกลับไป และยิ่งไปกว่านั้น ก็คือควรรู้ไว้ด้วยว่าบรรดาพ่อครัวแม่ครัวและเจ้าภาพเขารู้ตัวก่อนด้วยซ้ำไป จึงปรุงอาหารเนื้อสัตว์เอาไว้ให้มากกว่าอาหารผักหลายเท่านัก ทั้งนี้ก็เพราะตัณหาทั้งของฝ่ายแขกเหรื่อชาวบ้าน และฝ่ายบรรพชิตทั้งหลายร่วมมือกัน “แบ่งอิทธิพล”
ข้อที่ ๔. เป็นการฝึกในส่วน “สันโดษ”
สันโดษ คือ ความพอใจเฉพาะสิ่งที่มีอยู่ตามฐานะของตน โดยทั่วไปชีวิตของผู้ออกบวชย่อมดำรงอยู่ด้วยอาหารชั้นเลว ทว่าข้าพเจ้าเคยเห็นบรรพชิตบางรูป เว้นไม่ยอมรับอาหารจากคนจนเพราะเห็นว่าเลวเกินไป คือเป็นเพียงผักหรือผลไม้ชั้นต่ำ และถึงแม้จะรับมาก็เพื่อทิ้ง นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่เคยมีความสันโดษหรือถ่อมตนดังนั้น... การฝึกเป็นนักกินผัก กินอาหารอย่างง่าย ๆ จะแก้ได้หมด “สันโดษเป็นทรัพย์อย่างเอกของบรรพชิต”
ข้อที่ ๕. เป็นการฝึกในส่วน “จาคะ”
จาคะ คือ การสละสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบหรือความพ้นทุกข์ นักกินผักที่แท้จริงมีดวงจิตบริสุทธิ์ผ่องใส เกินกว่าที่จะมีใจนึกอยากในเรื่องจะบริโภคอาหารที่มีรสหลากหลาย เพราะผักไม่ยั่วในการบริโภคมากไปกว่ากินเพื่ออย่าให้ตาย ซึ่งต่างไปจากเนื้อสัตว์ที่ยั่วให้ติดรสและมัวเมาอยู่เสมอ ความอยากในรสที่เกินจำเป็นของชีวิตความหลงใหลในรส ความหงุดหงิด เมื่อไม่มีเนื้อที่อร่อยมาเป็นอาหาร ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ข้าพเจ้ารับรองได้ว่า ไม่มีดวงจิตของนักกินผักเลย ส่วนนักกินเนื้อนั้น ท่านจะทราบของท่านได้เองเป็นปัจจัตตัง เช่นเดียวกับธรรมะอย่างอื่นๆ
ข้อที่ ๖. เป็นการฝึกในส่วน “ปัญญา”
ปัญญา คือ ความรู้เท่าทันดวงจิตที่กลับกลอก การใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของการยึดมั่น และให้ใจละวางความยึดมั่นในการกินอาหาร แบบฝึกหัดที่ยากและเป็นก้าวที่ใหญ่ของการปฏิบัติธรรมเช่นนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการฝึกบริโภคอาหารผัก ที่จะเป็นอารมณ์อันบังคับให้ท่าน ต้องใช้พิจารณาตัวเองอยู่เสมอทุกมื้อเพราะเนื้อทำให้หลงในรส ส่วนผักทำให้ยกใจขึ้นไป ซึ่งเหมาะแก่สันดานของสัตว์ผู้มีกิเลสย้อมใจจนจับแน่นเป็นน้ำฝาดมาแต่เดิมปัญญาของท่านต้องรู้อยู่เสมอว่า ไม่ใช่จะไปนิพพานได้เพราะกินผัก เป็นแต่การกินผักจะช่วยขัดเกลากิเลสทุก ๆ วัน แท้จริงแล้วข้าพเจ้าไม่ได้มีความเห็นว่าฝ่ายที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจต้องเป็นผักความจริงอาจจะถือว่า ผักเป็นอาหารชั้นเลวหรือไม่ประณีตก็พอแล้ว แต่เมื่อมาพิจารณาใคร่ครวญให้ดีแล้วมันมาตรงกับอาหารผัก เพราะจะทำอย่างไร เนื้อก็เป็นของชวนกินเพียงแต่ต้มเฉย ๆ พอได้กลิ่นมันก็ยั่วตัณหาอยู่ดี! เพราะฉะนั้นฝ่ายที่จะปราบตัณหา จึงกลายเป็นเกียรติยศของผักไป อาหารผักเป็นอาหารที่ข่มตัณหาได้ และมีแต่ความบริสุทธิ์จึงเหมาะสม สำหรับผู้ที่ระแวงภัย และตั้งอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอ
ผลดีในฝ่ายโลก
อาหารผักมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายยิ่งกว่าเนื้อสัตว์หรือไม่? เรื่องนี้วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ก็บอกแก่เราชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอาหารผัก จะทำให้ผู้บริโภคมีกำลังแข็งแรงโรคน้อย ดวงจิตสงบ ช่วยให้ความกระหาย ในความอยาก ความโกรธ ความมัวเมา บรรเทาลงเป็นอันมาก
วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ทรงยับยั้งการบูชายัญ - พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์ ครั้งยังเสด็จออกบวชแสวงหาสัจจธรรม
ในช่วงหนึ่งของการแสวงหาสัจจธรรม ขณะที่พระสิทธัตถะจะเสด็จไปยังชนบทอันเป็นที่พำนักของบรรดาฤาษีและนักบวชทั้งหลาย ระหว่างทางทรงทอดพระเนตรเห็นฝุ่นฟุ้งมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงฝีเท้าสัตว์จำนวนมากกระทบกับพื้นดินครั้นเสด็จใกล้เข้าไปก็ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะฝูงใหญ่ออกมาจากกลุ่มฝุ่นอันฟุ้งขึ้นดุจเมฆนั้น ฝูงสัตว์ที่น่าสงสารกำลังถูกขับต้อนไปทางในเมือง ตอนท้ายปลายฝูงอันยาวยืดนั้นมีลูกแกะอ่อนตัวหนึ่งขาเจ็บเป็นแผลมีเลือดไหลโทรมต้องพยายามโขยกเขยกเดินไปตามฝูงด้วยความเจ็บปวดทรมานและทั้งทรงสังเกตุเห็นแม่ของมันกำลังเดินวกวนพะวงหน้าพะวงหลังด้วยความห่วงลูกเล็กๆ อีกหลายตัว ดูช่างน่าเวทนายิ่งนักพระหฤทัยของพระองค์ก็เต็มแน่นด้วยความสงสาร
พระองค์จึงทรงโน้มกายลงอุ้มลูกแกะน้อยที่บาดเจ็บตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์พลางปลอบโยนอย่างปราณี แล้วหันมากล่าวกับแม่แกะว่า จงเดินไปดีๆ เถิด เราจะอุ้มลูกน้อยของเจ้าไปให้เอง แล้วเสด็จพระดำเนินตามฝูงแกะไปข้างหลัง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมาก็ตรัสถามว่า เขาจะต้อนฝูงแกะเหล่านี้ไปทางไหนและทำไมจึงต้อนแกะในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะต้อนมันกลับจากที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นได้กราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งซึ่งให้นำแกะและแพะอย่างละร้อยตัวไปสู่พระนครในเวลากลางวัน เพื่อให้เป็นการพรักพร้อมทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบวงสรวงบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะจึงตรัสว่า เราจะไปกับท่านด้วย แล้วพระสิทธัตถะก็เสด็จตามฝูงแกะนั้นไป ทรงอุ้มลูกแกะตัวนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์ตลอดทาง
เป็นเวลาเย็น เมื่อพระองค์เสด็จผ่านประตูเมืองมาแล้วก็ทรงพระดำเนินต่อไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธี ณ ที่นั้นพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นราชาแห่งกรุงราชคฤห์ประทับอยู่พร้อมกับบรรดานักบวช ซึ่งกำลังสาธยายมนต์สรรเสริญคุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ บนแท่นบูชาได้ติดไฟลุกโชติช่วงขึ้นแล้ว ใกล้ๆ กับแท่นบูชานั้นมีแกะตัวหนึ่งถูกมัดไว้จนแน่นสัตว์ที่ไร้เดียงสาตัวสั่นเทิ้มมีน้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองเมื่อเห็นความตายรออยุ่เบื้องหน้า
ขณะที่หัวหน้าของนักบวชกำลังเงื้อมีดขึ้น เพื่อตัดหัวแกะตัวแรกที่ถูกนำมาสังเวย พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวออกไปประทับยืนอยู่เบื้องหน้า และตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นประธานในพิธีว่า...
หยุดก่อนมหาราช อย่าให้ผู้บูชายัญพล่าชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารนี้เลย ด้วยพระลักษณะอันสง่าสูงส่งและพระสุรเสียงอันทรงอำนาจ ได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นอย่างสิ้นเชิง การกระทำของนักบวชเพชร ฆาตถูกยับยั้งให้สะดุดหยุดลงทันที
และแล้วพระองค์จึงทรงหันมาตรัสถามบรรดานักบวชผู้ซึ่งต่างถือมีดประหารไว้ในมือว่า..."พวกท่านหวังประโยชน์อันใดจากการเซ่นสรวงบูชาด้วยชีวิตสัตว์ผู้บริสุทธิ์มากมายเหล่านี้ ? "
เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญ : "ชีวิตสัตว์เหล่านี้ จะสามารถไถ่โทษบาปเวรเคราะห์กรรมของผู้ที่นำมันมาเซ่นสังเวย เลือดเนื้อของมัน จะทำให้เวงะผู้ยิ่งใหญ่ทรงพอพระทัยและแล้วพระองค์ก็จะประทานพรแก่พระราชาของเรา ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็จะพลอยได้รับความคุ้มครองด้วย ท่านนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยจริงๆ" หัวหน้านักบวชกล่าวต่อพระผู้เสด็จมายับยั้งพิธีของตนอย่างขุ่นเคืองใจ
พระสิทธัตถะจึงทรงตรัสต่อไปว่า..."นั้นเป็นเพราะความหวังประโยชน์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ก็แล้วสัตว์ทั้งหลายที่ต้องถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมานจะถือเป็นความชอบธรรมดีแล้วกระนั้นหรือ ?"
นักบวชผู้ทำพิธีโต้แย้งทันทีว่า "พวกมันไม่ได้ตายไปเปล่าๆหรอก สัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อการเซ่นสรวงเทพเจ้า วิญญาณของพวกมันก็จะได้ไปสู่สุคติเสวยสุขในแดนสวรรค์ชั่วนิรันดร"
พระสิทธัตถะทรงตรัสถามต่อไปว่า "ท่านเชื่อมั่นว่าการบูชายัญให้ผลเช่นนั้นแน่จริงหรือ?" พระองค์ทรงย้ำ
เหล่านักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "แน่ซิ แน่นอนที่สุด นักบวชผู้เป็นหัวหน้าและเหล่าสานุศิษย์กล่าวยืนยันความเชื่อของตน"
เมื่อได้ทรงสดับอย่างนั้นแล้ว พระจอมมุนีจึงกล่าวต่อบรรดานักบวชเหล่านั้นว่า..."พวกท่านยืนยันเช่นนี้ดีแล้วในที่นี้ทุกคนล้วนมุ่งหวังให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักสามารถพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและได้เสวยสุขในสวรรค์ใช่หรือไม่?"
บรรดานักบวชทำพิธีบูชายัญตอบว่า "ใช่ เป็นอย่างนั้น นักบวชและมหาชนที่ห้อมล้อมในพิธีต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน"
พระผู้ทรงมหากรุณาธิคุณ จึงมีพระดำรัสต่อไปว่า.."หากการฆ่าบูชายัญต่อเทพเจ้ามีผลประเสริฐกับทุกฝ่ายถ้าเช่นนั้นไม่เป็นการดีกว่าหรือหากท่านจะนำเอา บิดามารดา อันเป็นที่รักของตนมาฆ่าบูชายัญ เพื่อที่ท่านเหล่านั้นจะได้ไปพบความสุขบนสวรรค์เสียในวันนี้ แทนที่จะใช้สัตว์มากมายมาเป็นเครื่องบูชา และจงสั่งให้สานุศิษย์บริวาร นำเอาตัวท่านมาบูชายัญด้วยเพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่สวรรค์ โดยมิต้องเสียเวลามาบำเพ็ญถือบวชให้ลำบากเสียเปล่าๆ เพราะผู้ฆ่าย่อมพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวงและผู้ถูกฆ่าก็จะไปสู่สุคติ ได้เสวยสุขในแดนสวรรค์อย่างที่ท่านพูด กระทำดังนี้ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ?"
ด้วยพระวจาอันเที่ยงธรรมและทรงไว้ซึ่งเหตุและผลได้ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในที่นั้นโดยสิ้นเชิง หัวหน้านักบวชและสานุศิษย์ต่างนิ่งอึ้งปิดปากเงียบสนิท ดังถูกมนต์สะกดแล้วพระองค์ก็ทรงแก้มัดให้แกะนั้นหลุดไปหามีใครกล้าขัดขวางไม่
เมื่อทุกคนสงบนิ่ง พระองค์จึงทรงชี้แจงให้ประชาชนที่ล้อมรอบอยู่ได้ทราบถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตอันเป็นที่รักและหวงแหนของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายว่า...การฆ่าสัตว์นั้นใครๆ ก็อาจทำได้ แต่เมื่อชีวิตถูกทำลายไปแล้ว การจะทำให้มันกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตดังเดิม หามีใครทำได้ไม่ มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ความกรุณาต่อสัตว์ ด้วยเหตุว่ามนุษย์ย่อมเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทางอำนาจและสติปัญญาควรหรือที่เราจักใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าไปปล้นเอาชีวิตอันเป็นที่รักของมันเสีย ควรหรือที่เราจักมาฆ่าผู้ป้องกันตัวเองมิได้ สัตว์ทั้งหลายแม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใดก็รักชีวิต กลัวต่อความตายเหมือนกัน ต่างรู้สึกเจ็บ รู้สึกทุกข์โศกยามต้องพลัดพราก เพียงแต่ไม่สามารถเอ่ยคำพูดขอความเห็นใจคราวที่มนุษย์เองเจ็บปวดทุกข์ทรมานยังร่ำร้องขอความช่วยเหลืออย่างเสียขวัญ แต่แล้วตนเองกลับมีใจเหี้ยมโหด กระทำทารุณต่อสัตว์ผู้ไม่อาจออกปากอ้อนวอน
ดูก่อน ท่านทั้งหลาย มนุษย์และสัตว์ย่อมมีชีวิตเกี่ยวเนื่องเอื้อประโยชน์ต่อกัน พวกท่านมิได้ไตร่ตรองเลยหรือว่าสัตว์เหล่สนี้มีพระคุณแก่เราที่ได้ให้น้ำนมและปุยขนอันอ่อนนุ่มและมอบความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเรา สัตว์นั้นมอบความไว้วางใจไว้กับมนุษย์ผู้ซึ่งกลับตอบแทนมันด้วยการประหัตประหาร ด้วยการโยนบาปของเราลงไปทำลายชีวิตของมัน เพื่อความหลังที่จะไถ่โทษตน เป็นการสมควรแล้วหรือ? ความผิดบาปของใครผู้นั้นก็ต้องรับไว้ด้วยตนเองใครสร้างกรรมไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมของตน นี่เป็นธรรมดา
บรรดานักบวชและฝูงชนทั้งหลายสงบนิ่งเงียบเสียงผู้ที่ถือมีดประหารต่างวางมีดของตนลง พระราชาผู้เป็นใหญ่เสด็จลงจากบัลลังก์ ทรงพระดำเนินเข้าใกล้องค์พระมหาบุรุษประนมหัตถ์ทั้งสองขึ้นน้อมพระเศียรรับฟังพระวจนะด้วยพระหฤทัยอันปิติซาบซึ้ง
พระสิทธัตถะมหาโพธิสัตว์จึงทรงประกาศต่อที่ชุมนุมว่า...มหาชนเอ๋ย โลกเรานี้จะมีสันติสุขจะงดงามยิ่งนัก แม้นว่ามนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันจะอนุเคราะห์เกื้อกูลรักใคร่กัน ประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต มนุษย์ก็ดำรงชีพด้วยพืชผักผลไม้อันบริสุทธิ์สะอาดเว้นเสียจากการกินและการฆ่าสัตว์มาเป็นอาหาร ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาแล้ว ก็ควรแผ่เมตตากรุณาออกไป หากมนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต มนุษย์ก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบแทน อันเป็นกฎความจริงซึ่งครองโลก ผู้ใดปรารถนาจะให้ความสุขบังเกิดแก่ตนทั้งปัจจุบันและอนาคตสืบต่อไปก็ต้องไม่ทำความทุกข์ให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงไร ผู้ที่หว่านพืชแห่งความเศร้าโศกทุกข์ทรมานลงไปแล้วก็จักได้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดขึ้นดุจเดียวกัน
บรรดานักบวชได้สดับฟังดังนี้ ก็มีใจโอนอ่อนตามพระวาจา พากันดับองค์ไฟบูชาและปล่อยแพะแกะไปเสียสิ้น พระสิทธัตถะได้ตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบการบูชายัญตลอดถึงประชาชนชาวนครราชคฤห์เหล่านั้นด้วยพระอาการอันสุภาพอ่อนโยน เต็มไปด้วยพระทัยกรุณาอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกลับแปรเปลี่ยนความนึกคิดของที่ประชุมทั้งหมด ให้บังเกิดความเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นผลให้พระเจ้าพิมพิสารมีพระราชโองการประกาศให้เลิกพิธีบูชายัญตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พระเจ้าพิมพิสารทรงขอร้องต่อพระสิทธัตถะ ให้ประทับอยู่ในอาณาจักรของพระองค์เพื่อทรงสั่งสอนชนทั้งหลายให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายสืบไป พระมหามุนีได้ทรงขอบพระทัยต่อองค์ราชา แต่เนื่องจากพระองค์ยังมิได้ตรัสรู้สิ่งที่ทรงประสงค์จึงมิอาจรับสนองพระราชประสงค์เอาไว้ได้ และแล้วพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ก็ทรงทูลลาเพื่อเสด็จจาริกต่อไป
..............................................................................................................................................................................................
แหล่งที่มาบททความ
http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=137&page=3
เพลงประทีปแห่งเมตตา - เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์
บทเพลงพระโอวาท...ประทีปแห่งเมตตา
ประทานโดย : พระอาจารย์จี้กง ,ท่านเหอเซียนกูต้าเซียน, ชิงชิงเซียนหนวี่
ทำนองเพลง : จั่ง เซิง เสียง ฉี่
ปลดปล่อยมวลเพื่อนผู้ร่วมโลก คือหนทางก้าวมุ่งบำเพ็ญ เข้าออกเว้นซึ่งกรรมปาก อย่ามัวเขลาหากพลัดพรากเพื่อนให้จาก คร่าชีวีกรรมหรือเบาหวนดูทรมานเท่าใด
สัตว์หลั่งน้ำตาขอชีวี ไม่ใยดีทำได้ลงคอ แค่ลิ้มรสผลกรรมก่อผิดมหันต์ เพื่อนจิตญาณเพื่อนร่วมโลก แสนเศร้าโศกทำร้ายกัน นั้นคือดวงญาณ ใครรับกรรมกฎ
เปิดเมตตาให้สว่าง ไม่เลือนลางว่ายวน ก่อกรรมหนุน ร้ายดีชาติภูมิเกิดกาย เร่งบำเพ็ญดวงจิตและพิชิตเภทภัย ไม่เวียนเกิดตายอีกในภูมิภพเอย
บทเพลงพระโอวาท...ประทีปแห่งเมตตา
ประทานโดย : พระอาจารย์จี้กง ,ท่านเหอเซียนกูต้าเซียน, ชิงชิงเซียนหนวี่
ทำนองเพลง : จั่ง เซิง เสียง ฉี่
ปลดปล่อยมวลเพื่อนผู้ร่วมโลก คือหนทางก้าวมุ่งบำเพ็ญ เข้าออกเว้นซึ่งกรรมปาก อย่ามัวเขลาหากพลัดพรากเพื่อนให้จาก คร่าชีวีกรรมหรือเบาหวนดูทรมานเท่าใด
สัตว์หลั่งน้ำตาขอชีวี ไม่ใยดีทำได้ลงคอ แค่ลิ้มรสผลกรรมก่อผิดมหันต์ เพื่อนจิตญาณเพื่อนร่วมโลก แสนเศร้าโศกทำร้ายกัน นั้นคือดวงญาณ ใครรับกรรมกฎ
เปิดเมตตาให้สว่าง ไม่เลือนลางว่ายวน ก่อกรรมหนุน ร้ายดีชาติภูมิเกิดกาย เร่งบำเพ็ญดวงจิตและพิชิตเภทภัย ไม่เวียนเกิดตายอีกในภูมิภพเอย
วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555
อย่าเบียดเบียนสัตว์เขากำลังชดใช้กรรม - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตา
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระโพธิสัตว์กวนอิม เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญ
พระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตาประทาน ณ สถานธรรมเหยินเต๋อ อ.เมือง จ.ลำปาง ๑ มิถุนายน ๒๕๔๕
อย่าเบียดเบียนสัตว์เขากำลังชดใช้กรรม สิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านมานั่งประชุมร่วมกันอยู่ในวันนี้คือปลดปล่อยสรรพสัตว์ใช่หรือไม่ ? ปลดปล่อยเขาจากการเบียดบังทำร้ายและการเข่นฆ่าประหัตประหาร เพียงเพื่อบำรุงเลี้ยงตัวเราเพียงคนเดียว จิตที่ยิ่งใหญ่แห่งความเมตตาคืออะไร ? ...คือจิตใจที่ทนไม่ได้ที่จะเห็นเวไนยสัตว์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ต้องทุกข์ทรมานไปมากยิ่งขึ้นเพราะการประหัตประหาร เพราะการที่เราอยากลิ้มลอง เพราะการที่เราติดในรส เราจะไม่ยอมทำเด็ดขาดถ้าจิตใจนั้นเกิดขึ้นในใจของเราถึงแม้ว่าเราจะเต็มไปด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่การช่วยเหลือสรรพสัตว์ไม่เคยอยู่นอกเหนือความตั้งใจที่เราจะทำลายเลยยังคงวนเวียนอยู่ในใจเราอยู่เสมอ เพราะอะไรมนุษย์ทุกคนต่างมีเวรกรรม สรรพสัตว์ก็มีเวรกรรมเฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเขามีเวรกรรมต้องกลับมาชดใช้กรรมที่เขาได้ก่อเราจะไม่เป็นหนึ่งในผู้ที่ซ้ำเติมบาปกรรมเขาหรือเหยียบย่ำความเป็นสรรพสัตว์ของเขา ด้วยการเข่นฆ่าประหัตประหารเพียงเพื่อให้เราได้ลิ้มลอง
เราหนึ่งคนยอมลำบาก ยอมอดทนยอมถูกคนอื่นถากถาง เพียงเพื่อให้หมื่นสรรพสัตว์ได้รอดพ้น เราจะไม่เป็นผู้เหยียบย่ำทำลายเขา ด้วยจิตใจที่ไร้ความเมตตากรุณาปราณี ฉะนั้น...อย่ายอมให้แค่ความยากลำบาก คนดูถูก คนเหยียดหยาม มาทำให้จิตใจอันเมตตาของท่านเลือนหายไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะยากลำบากไม่ว่าจะเจ็บทุกข์จนตัวตาย ก็จะไม่ยอมเบียดเบียนสรรพสัตว์
แต่บ่อยครั้งที่เจอความยากลำบาก ท่านกลับไม่คิดในทางที่ดีกลับคิดร้ายคิดประชด เจอเรื่องครั้งหนึ่ง เจออุปสรรคความยากลำบากอีกครั้งหนึ่ง จิตใจก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ สติปัญญาก็เริ่มสั่นคลอน ไม่รู้จะคิดดีไปทำไม คนรอบข้างก็เอาแต่ว่า ทำดีไปเพื่อประโยชน์อะไร ไม่มีใครเข้าใจ แถมทำจนสุดกำลังแล้วยังถูกติถูกต่อว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจความคิดเช่นนี้ย่อมทำลายเนื้อนาบุญกุศลที่อุตส่าห์ทำมานับแรมปีได้เมื่อยามท้อ...ใช้สติปัญญาคิดไตร่ตรองให้ดี อย่าปล่อยให้ความคิดชั่วแล่นที่เลวร้าย ที่กะเรี่ยกะราด มาดึงพาให้จิตเราต้องตกต่ำหม่นหมองไปเลย เมื่อไรที่ท้อ จงเอาความท้อความทุกข์นั้นมาให้เรา(พระโพธิสัตว์กวนอิม)ก็ได้นะ ทนไม่ได้รับอะไรไม่ได้เรายินดีช่วยรับหากเรา(พระโพธิสัตว์กวนอิม)เพียงคนเดียวสามารถรับทุกข์แทนเวไนยสัตว์ทั้งปวงได้ เราจะเป็นผู้แบกรับเพื่อให้ท่านก้าวบำเพ็ญได้อย่างสุขสบายหากเจ้ากรรมนายเวรต้องมาทำให้ท่านเจ็บปวดเราขอเจ็บปวดแทนดีกว่า
วันนี้เราช่วยแบกรับเราช่วยรับทุกข์ท่านได้ แต่ท่านต้องสัญญากับเราว่า จะไม่สร้างกรรมอีก จะไม่ผูกกรรมอีกปณิธานตั้งไว้จะไม่ผิดพลาดอีก แม้ความทุกข์นั้นจะเจ็บปวดเราจะช่วยรับไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกผู้ทุกคน จงจำให้ดีนะ รักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้แข็งแรง สิ่งใดที่เป็นพืชผักจงทานให้มาก อย่าคิดในรสของปลอม เพราะของที่ปรุงแต่งนั้นย่อมไม่อาจช่วยให้เกิดประโยชน์อะไรได้เท่ากับของที่เป็นธรรมชาติ ธรรมชาติย่อมช่วยธรรมชาติธรรมชาติย่อมเอื้อธรรมชาติในกายเรา ถูกหรือไม่ ? ของปรุงแต่งย่อมมีแต่ทำให้กายเรานั้นหม่นหมองและยึดติด รักษากายรักษาใจให้ดีนะอย่าลืมว่าทุกข์เวไนยยังอีกมาก
วันนี้เรารับแบกรับทุกข์ของทุกท่านไว้ที่ตัวเราแล้ว ต่อไปจงพร้อมที่จะไปฝ่าฟันและฉุดช่วยเวไนยแบกรับทุกข์แห่งเวไนยให้จงได้ เพราะจิตแห่งโพธิสัตว์ไม่เคยกลัวความทุกข์ของผู้ใด ยิ่งเจอใครทุกข์ยิ่งต้องเข้าฉุดช่วยเหลือ นี่คือจิตแห่งโพธิสัตว์ ตั้งใจบำเพ็ญให้ดี อย่าดื้อรั้น อย่าเอาแต่ใจ อย่ายึดมั่นว่าตัวเองเก่ง เรารู้ว่าทุกท่านเก่ง แต่เก่งแล้ว ทำให้ยึดมั่น ทำให้หลงผิด ไม่ใช่ทางที่ถูกในการบำเพ็ญเลย เข้าใจหรือไม่ ?
หากจัดงานศพบรรพชน ทางที่ดีที่สุดคือ...ทำอาหารเจ(เลี้ยงแขกผู้มาร่วมงานรวมถึงตัวเราด้วย)
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์...อมตะพุทธจี้กง เมตตา
"อาจารย์ขอถือโอกาสนี้กล่าวย้ำกับพวกเจ้าอีกว่า หากบรรพชนของพวกเจ้าเสียชีวิต ในงานศพอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหากฆ่าสัตว์ หนี้กรรมเหล่านี้บรรพชนจะต้องรับติดตัวไปด้วยเพราะว่าเป็นงานศพของบรรพชนจึงทำให้เกิดการฆ่า หนี้กรรมเหล่านี้ก็ต้องตกเป็นของท่าน
หากจัดงานศพบรรพชน ทางที่ดีที่สุดคือทำอาหารเจ สมาชิกในครอบครัวหากยังมิได้ชิงโข่ว(ตั้งปณิธานกินเจบริสุทธิ์)ครบทุกคน ก็ควรจะให้กินเจ ๔๙ วัน สามีภรรยาจะต้องแยกนอน ๔๙ วัน อย่างนี้จะช่วยลดหนี้กรรมของบรรพชนให้เบาลงได้ จุดนี้อาจารย์จำเป็นต้องเน้นกับพวกเจ้า ต้องจดจำไว้"
วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555
งดทำกรรมด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ ความเมตตาของเราต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด และ กระทำ - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในแปดเซียนท่านหลันไฉ่เหอ
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทานกล่อมเกลาเวไนย์
หนึ่งในแปดเซียน...ท่านหลันไฉ่เหอ พุทธสถานไท่อิน ดาวคะนอง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2542
"งดทำกรรมด้วยการงดกินสัตว์ เมื่อสักครู่นี้ท่านได้ฟังหัวข้ออะไร ?...(ความหมายของการทานเจ) คือความหมายของการไม่ทานเนื้อสัตว์ใช่หรือไม่ ?...( ใช่ )
หากเราถามทุกๆ ท่านว่า...ในที่นี้ คนทุกคนล้วนทนไม่ได้ที่เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก เมื่อเราเห็นเขามีชีวิต ท่านทนได้ไหมที่ต้องเห็นเขาตายไปต่อหน้า ?...(ทนไม่ได้) เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อน ท่านทนได้ไหมที่จะนิ่งเฉยไม่สนใจดูแล ?...(ไม่ได้) แปลว่าทุกคนล้วนมีจิตเมตตา มีจิตโอบอ้อมอารี เห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ไม่อยากให้เขาต้องตายไปต่อหน้าต่อตา
แต่ว่าความเมตตาของเรานั้นกลับเป็นเมตตาแค่เพียงคิด หรือ ต้องเป็นได้ทั้ง คิด พูด และกระทำ ตอนนี้เวลาเราเห็นสัตว์ร้อง ในใจเรารู้สึกเป็นอย่างไร ?...(สงสาร) เมื่อตอนเห็นสัตว์มีชีวิตแล้วต้องตายไปต่อหน้า ท่านรู้สึกอย่างไร ? นึกถึงหม้อแกงหรือกระทะร้อนๆ
มนุษย์เรานั้นเวลาเห็นคนอยู่ด้วยกันเราก็อยากให้เขามีชีวิตอยู่ เวลาเราเห็นสัตว์ที่อยู่ร่วมกับเราตาย เราก็ยังอดสงสารไม่ได้ ใช่หรือไม่ ? หรือแม้สัตว์ตัวนั้นจะไม่ได้เป็นสัตว์ที่เราเลี้ยงก็ตาม แต่ทำไมกลายเป็นเรารู้สึกอยากกินเขา ทำไมเราไม่เกิดความสงสารให้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุด แสดงว่าความสงสารของเราเป็นแค่เพียงชั่วครู่ชั่วขณะหนึ่งไม่ใช่ของจริงแท้ หรือเป็นเพราะความอยากของเรา ถึงกับฆ่าเขาได้ลง ถึงกับกินเขาได้ลงคอ ความโลภของเราถึงกับประหัตประหารเขาได้ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ ? แปลว่าในใจของเราทุกคนก็ไม่อยากจะมีสิ่งนี้ แต่เพราะว่ากินมาจนติดแล้ว เบียดเบียนจนเคยชินแล้ว อำนาจของความชั่วย่อมเป็นอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์
....เมื่อใดที่มนุษย์กับมนุษย์ลงโทษกันไม่ได้ เมื่อนั้นฟ้าดินจะช่วยจัดการ ....เมื่อใดที่คนกับคนไม่สามารถตัดสินให้เที่ยงธรรมได้ เมื่อนั้นฟ้าดินจะเที่ยงธรรม
อย่าเห็นว่าการฆ่ากันเป็นเรื่องที่ไม่มีผลตอบแทน ย่อมมีผลตอบแทน ทำไมเราอยู่กับบางคน เรารักเขา แต่บางคนเราถึงเกลียดเขา นั่นเป็นอำนาจที่เรามองไม่เห็น ใช่หรือไม่ ? ทำไมคนปัจจุบัน จึงใช้การฆ่าสัตว์มาฆ่าคนได้ลงคอ นั่นเป็นเพราะว่าเกิดจากความชั่วที่ก่อตัวเล็กๆ ความชั่วที่ทนไว้เมื่อเห็นสัตว์ตัวเล็กๆ ตาย แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ตัวใหญ่ๆที่จะพอกพูนแล้วทำให้ฆ่าเขาลงมือได้ จริงหรือไม่ ?
ฉะนั้นเวลาเราเกิดเคราะห์ร้าย เคราะห์กรรมที่เราไม่รู้สาเหตุเกิดขึ้นกับเรา เราต้องถามตัวเองว่าได้สร้างกรรมดีมากแค่ไหน เราได้เคยเบียดเบียนคนอื่นบ้างหรือเปล่า ? หากตลอดมาเราได้ทำดี จะไปกลัวอะไรกับกรรม เราย่อมสามารถหลีกหนีได้ แต่ถ้าตนทำชั่วทำอย่างไรก็หลีกหนีไม่ได้"
วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555
ตั้งปณิธานกินเจ(ชิงโข่ว)แล้ว...จิตใจสะอาดบริสุทธิ์หรือยัง - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขุนพลพิทักษ์ธรรมสถาน ท่านจางเฟยและท่ายเย่เฟย
พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาประทานโดย...ขุนพลพิทักษ์ธรรมสถาน ท่านจางเฟยและท่านเย่เฟย
เรามีคุณสมบัติเพียงพอแล้วหรือยัง ?...เข้าสู่ชั้นประชุมที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ สะเทือนถึงเบื้องฟ้า สนั่นทั่วเมืองพิภพมิใช่ง่าย ลองถามตัวเองดูว่า วันนี้เป็น "หยก" หรือจะเป็น "หิน" หากอยากจะเป็นหยกก็ต้องมุ่งมั่นและตั้งใจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ตั้งปณิธานกินเจ(ชิงโข่ว)แล้ว จิตใจสะอาดบริสุทธิ์หรือยัง กายใจสำรวมหรือไม่ ความคิดเที่ยงตรงหรือยัง ? ก้าวหน้าแค่ไหนทั้งกายและใจ ลองถามตัวเองว่าการกระทำกับจิตใจสอดคล้องกันอย่างไร สิ่งที่พูดนั้น...ระวัง สิ่งที่คิด...คิดตรงเพียงไรต่อธรรม หากไม่หนักแน่นมั่นคงก็อย่าหวังจะรอดพ้นอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ได้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์มิใช่ไม่เมตตา ขอเพียงเวไนย์รักษากฏ รักษาวินัย เคร่งครัดในตัวเอง ความผิดเล็กๆน้อยๆ ก็จะไม่บังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันกาล
ความประพฤติหากยังเลวทรามไม่แก้ไข ต้องแขวนไว้เพียงชื่อผู้บำเพ็ญเท่านั้น จะมองหน้าหรือต้องการใครใจก็จะละอายตลอดกาล จิตใจถึงแม้นหลอกลวงผู้อื่น แต่หลอกลวงฟ้าเบื้องบนไม่ได้ หนำซ้ำตัวเองยังจะต้องหลอกหลอนใจตัวเองไปตลอดกาล
มาถึงขั้นนี้ ทานเจตลอดชีพ แต่จิตใจทานแล้วหรือยัง ปากทาน ทานเข้าไป แต่สิ่งที่พูดออกมาเป็นเช่นไร ตัวเองย่อมรู้อยู่แก่ใจ บำเพ็ญธรรมจะต้องยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นสูง ปากว่าทานเจแต่สิ่งที่พูดออกมานั้นกล่าวร้ายต่อธรรมนี้
จงสำนึกแก้ไขแต่วันนี้ยังทัน เบื้องบนฟ้าให้อภัยต่อผู้สำนึกผิดแต่ไม่ให้อภัยแก่ผู้ที่ไม่สำนึกผิดเลย สำนึกแล้วก็ต้องยอมรับปรับปรุงแก้ไขตนให้ดี ไม่ใช่วันนี้สำนึก พรุ่งนี้ก็ทำซ้ำ เช่นนั้นคงจะมีแต่ประตูนรกเท่านั้นที่เปิดรอเราอยู่
อย่าถือว่านี่เป็นการตำหนิดุด่าของเราทั้งสอง มีแต่ความหวังดีต่อเวไนย์ทุกคน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ตักเตือนจิตใจของเรา หากไม่มีคำเตือนเราอาจจะพลั้งต่อไป ยิ่งทำก็ยิ่งถลำลึกแล้วตอนนั้นจะกลับมากู้มาแก้ไขก็คงสายเกิน
นำจิตใจแห่งฟ้ามานำจิตปุถุชน หากคิดว่ากินเจเพื่อสร้างบารมี หรือกินเพื่อหวังผล คิดผิดเสียแล้ว จงลบความเข้าใจใหม่ หกหมื่นกว่าปีหนี้เวรกรรม ไม่อาจประกันได้ว่าตัวเองจะอยู่รอดถึงวันนี้หรือวันพรุ่งนี้
หากไม่ชนะจิตใจปล่อยปละละเลย ปล่อยโอกาสไม่สำนึกแก้ไข จะกินเจตลอดไปหรือตลอดชีวิตก็ไร้ประโยชน์ ที่สำคัญ "ใจต้องบริสุทธิ์" เข้าใจหรือไ่ม่ ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ปริศนากลอนคู่ "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย" เพื่อชีวิตคนทั้งหลาย หนึ่งมื้อกินเจ คนที่ กินเจ วันละ "หนึ่งมื้อ...
-
พระโอวาทเทพเจ้าเตาไฟ "ถึงคราวเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีไร ครัวก็กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่คลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด หมู เป็ด ไก่ แพะ ป...
-
เหตุต้นผลกรรม จอมจักรพรรดิ "เหลียง บู่ ตี้" (เหลียงอู่ตี้) มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาลว่า ณ วัดใหญ่แห่...
-
แนะนำ... เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ - แล้วคุณจะบอกว่า...รู้อย่างนี้ทำอาหารเจทานเองไปนานแล้ว ลองๆคลิ๊กเข้าไปดูบล็...
-
เอาใจเขามาใส่ใจเรา - พระโอวาท พระพุทธจี้กง เมตตาประทานกล่อมเกลาผู้บำเพ็ญธรรม ถ้าหากว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้น ถ้าตั้งแต่เริ่มต้...
-
พระโอวาทเทพเจ้าเตาไฟ " ครัวสวรรค์เป็นครัวของเทพเจ้า ในนั้นมีแต่ผักและผลไม้ อาหารธรรมชาติ สดและอร่อยไม่มีกลิ่นคาวเลือดชว...
-
ข้อคิดพิจารณาธรรม ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกข์ สุราษฎร์ธานี ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์? เพราะเป็นการปฏิบัติเพื่อยึดเอาประ...
-
มนุษย์ จัดอยู่ในตระกูลสัตว์ กินพืช หรือ กินเนื้อ จากผลการศึกษาและวิจัย ของวงการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละประเทศทั่วโลก ว่าด้วยเรื่องโ...








