เมนูอาหารเจ เทศกาลกินเจ

รวบรวม...เมนูอาหารเจอร่อยๆ สูตรอาหารเจง่ายๆ

คลิ๊กเลย >>> รวบรวมเมนูอาหารเจ..อร่อยๆ   สอนทำอาหารเจง่ายๆ

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เหตุต้นผลกรรม จอมจักรพรรดิ "เหลียง บู่ ตี้" (เหลียงอู่ตี้)


เหตุต้นผลกรรม จอมจักรพรรดิ "เหลียง บู่ ตี้" (เหลียงอู่ตี้)

         มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาลว่า ณ วัดใหญ่แห่งหนึ่งมีพระเณรมาพำนักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากจนต้องแบ่งกุฏิที่พำนักออกเป็น 2 ฝ่าย คือ หอจำวัตรตะวันออกและหอจำวัตรตะวันตก

เล่ากันมาว่าใกล้ๆกับหอจำวัตรตะวันออกในวัดแห่งนี้เองมีไส้เดือนประหลาดตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ทุกๆวันตอนเช้าเมือได้ยินเสียงพระเณรสวดมนต์และแสดงพระธรรมเทศนาไส้เดือนประหลาดตัวนี้ก็จะเลื้อยออกจากรูมาฟัง นานวันเข้ามันจึงมีจิตญาณที่สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานเลื้อยคลานธรรมดา ดังนั้นเช้าตรู่ก่อนฟ้าสางไส้เดือนประหลาดตัวนี้ จะเลื้อยขึ้นไปปลุกพระเณรในกุฏิตะวันออกให้ตื่นขึ้นมาทำว้ตรสวดมนต์ในตอนตีห้าของทุกวัน

แต่ทว่า อีกฟากหนึ่งพระเณรทางหอจำวัตรตะวันตกกลับนอนตื่นสายทุกวัน จนต้องถูกท่านเจ้าอาวาสลงโทษและดุด่าว่าเกียจคร้านอยู่เป็นประจำ

ดังนั้นวันหนึ่งพระลูกวัดทางกุฏิตะวันตกจึงไปสอบถามทางฟากตะวันออกว่า “เหตุใดทางกุฏิตะวันออกจึงสามารถตื่นแต่เช้าตรู่ได้ทุกวัน? ”


ครั้นได้ฟังคำบอกเล่าถึงความอัศจรรย์ของไส้เดือนประหลาดตัวนั้น ความอิจฉาริษยาเครียดแค้นก็พลันเข้าครอบงำจิตใจของเณรน้อยในหอตะวันตกรูปหนึ่ง และแล้วในคืนนั้นเองเณรน้อยจึงคิดหาอุบาย โดยลักลอบเอาน้ำเดือดไปเทลงในรูของไส้เดือนตัวนั้น รึ่งเช้าวันต่อมา บรรดาพระเณรทางฟากตะวันออกต่างก็นอนตื่นสายกันหมด ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากไส้เดือนพิสดารที่เคยขึ้นมาปลุก ได้ถูกน้ำร้อนลงกตายไปเสียแล้ว เหตุการณ์ณ์ดังกล่าวสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเหล่าพระเณรทางฟากตะวันออกยิ่งนัก และด้วยจิตที่ระลึกถึงบุญคุณ ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันพิธีสวดส่งวิญญาณอุทิศให้แก่ไส้เดือนตัวนั้น


ด้วยแรงแห่งอานิสงส์ผลบุญที่ได้บำเพ็ญคุณความดีเอาไว้จึงส่งผลให้ชาติต่อมา ไส้เดือนประหลาดตัวนั้นไปเกิดใหม่ได้ร่างคน และหาเลี้ยงชีพเป็นคนตัดฟืน ส่วนข้างฝ่ายเณรน้อยผู้ได้ประพฤติผิดศีล กระทำปาณาติบาตฆ่าผู้อื่นโดยนำน้ำร้อนไปลวกไส้เดือนจนตายเพราะความอิจฉาริษยา เมื่อสิ้นบุญตายไปชาติต่อมาจึงต้องไปเกิดเป็นลิงอยู่ในป่าเพื่อชดใช้กรรมแต่ถึงกระนั้นด้วยบุพกรรมที่ได้เคยบวชเรียนศึกษาพระธรรมคำสอนแม้ว่าในชาตินี้จะเกิดมาเป็นลิงป่า แต่ก็ยังมีนิสัยชอบไหว้พระส่วนชายตัดฟืนก็มีอุปสิสัยค้ายคลึงกันคือ ชอบทำบุญประกอบคุณงามความดี และกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นประจำเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เกิดพายุฟ้าคะนองฝนตกหนักชายตัดฟืนได้เดินทางมาถึงศาลเจ้าร้างระหว่างทางเขาจึงเข้าไปหลบฝน เนื่องด้วยหลังคาศาลเจ้าผุพังไปจนหมดสิ้น ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทำให้ชายตัดฟืนบังเกิดจิตศรัทธาอยากจะปกป้องถนอมรักษาพระรูปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พ้นจากความทรุดโทรมเสียหายพอกลับมาถึงกระท่อมที่พักเขาก็นำเงินที่เก็บรวบรวมเอาไว้เพียงน้อยนิด ไปซื้อหมวกหญ้าคามา 3 ใบ แล้วนำไปสวมเพื่อกันแดดกันฝนให้แก่พระปฏิมาทั้ง 3 องค์ทันที  การกระทำด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ของชายตัดฟืนเป็นเหตุให้เทพยดาอารักษ์ ผู้ดูแลปกป้องรักษาศาลเจ้าร้างแห่งนั้นซาบซึ้งใจยิ่ง จึงได้นำสาส์นขึ้นกราบทูลต่อองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแดนสวรรค์ว่า “บัดนี้ในโลกมนุษย์ มีบุรุษผู้มีจิตใจดีงามได้สร้างพระตำหนักอันโอฬารขึ้น 3 หลัง เพื่อกางกั้นพระปฏิมาศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 พระองค์ มิให้ถูกแดดต้องลมกรำฝนอีกต่อไป”

เมื่อได้สดับฟ้งคำกราบทูลแล้ว องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ จึงทรงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งลงไปทดสอบจิตใจของชายตัดฟืนผู้นั้น เทพบุตรได้จำแลงแปลงกายเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามมายืนคอยชายหนุ่มตัดฟืนอยู่ริมลำธารน้ำ ณ ที่ซึ่งเขาเดินผ่านอยู่เป็นประจำ


ครั้นชายตัดฟืนมาถึงหญิงสาวก็เอ่ยปากของร้องว่า “ข้าพเจ้าอยากข้ามไปฝั่งโน้น แต่ก็กลัวสายน้ำไหลเชี่ยวขอท่านได้โปรดให้ข้าพเจ้าได้ขี่หลังข้ามไปด้วยเถิด” แต่ชายหนุ่มเห็นว่า การแตะเนื้อต้องตัวหญิงสาว เป็นการกระทำที่ผิดจารีตประเพณีไม่สมควรจะประพฤติปฏิบัติ เขาจึงปฏิเสธคำขอของนาง และกล่าวตอบไปว่า “น้องหญิง...ข้าพเจ้าไม่กล้าทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรหรอก” แต่ทว่าหญิงสาวก็ยังคงวิงวอนรบเร้าต่อไปอีกว่า “...อย่าวิตกกังวลใจเลย ข้าพะจ้าไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ขอเพียงท่านช่วยเหลือสักครั้ง ถือเสียว่าได้สงเคราะห์เอาบุญเถิด”


ในเวลานั้นแทนที่ชายหนุ่มตัดฟืนจะยอมปฏิบัติตาม เขากลับเตินไปหาหินก้อนใหญ่มา 7 ก้อน แล้วแบกไปเรียงลงในลำธาร พร้อมกับเชิญให้หญิงสาวเหยียบหินข้ามน้ำไป โดยไม่แตะเนื้อต้องตัวนางเลย เมื่อเทวบุตรซึ่งแปลงเป็นหญิงสาวนั้นได้กลับไปกราบทูลต่อองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระองค์ก็ทรงชื่นชมในความมีจิตใจงามของเขา และวทรงมีบัญชาให้บัญทึกคุณความดีของชายตัดฟืนลงในสมุดบัญชีทองว่า “เขาได้สร้างไตรรัตนะวิหารและสะพานสัตตดารา” อันหมายถึง วิหาร 3 หลังที่สร้างขึ้นด้วยแก้วมณีล้ำค่าและสะพานที่นำมาเอาดวงดาวสวรรค์ทั้ง 7 ดวงมาร้อยเรียงกัน


กาลเวลาผ่านไป...ในยามเช้าทุกครั้งที่ผ่านศาลเจ้าร้างชายตัดฟืนก็มักจะนำเอาดอกไม้ป่าที่งดงามไปจัดลงในแจกันเพื่อถวายสักการะแด่พระปฏิมาในศาลร้างเป็นประจำ แต่อยู่มาเขาก็ประสบกับเรื่องน่าประหลาดใจเมื่อพบว่า ในตอนเย็นใกล้พลบค่ำ ดอกไม้ที่เขาจัดไว้ไหว้พระจะถูกทิ้งไป พร้อมกับมีดอกไม้ใหม่มาปักไว้แทนที่ เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ทุกวันๆดังนันเพื่อขจัดความสงสัยเช้าวันหนึ่งหลังจากที่ชายตัดฟืนจัดดอกไม้ไว้ในแจกันเรียบร้อยแล้วเขาก็เข้าไปแอบซ่อนตัวอยู่หลังพระในศาล รอยู่สักครู่ใหญ่ชายตัดฟืนได้เห้นลิงตัวหนึ่งถือดอกไม้ป่าเข้ามา ทันทีที่มันมาถึงก็ครงไปที่แจกันหน้าพระดึงเอาดอกไม้ของเขาทิ้ง และแล้วก็นำเอาดอกไม้ของมันปักลงไปแทน

ชายตัดฟืนเห็นดังนั้นก็ไม่อาจระงับความโกรธไว้ได้ ด้วยความโมโหสุดขีด เขาจึงคว้าไม่ไล่ตีเจ้าลิงน้อยนั้นไปอย่างไม่ยอมลดละ เจ้าลิงน้อยวิ่งหนีไปจนถึงถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่ง เมื่อจวนตัวมันจึงได้มุดเข้าไปซ่อนอยู่ในซอกโพรงหิน ชายตัดฟืนสังเกตเห็นดังนั้น ก็ผลักก้อนหินปิดปากโพรงถ้ำนั้นไว้ทันที ในที่สุด...หลังจากนั้นไม่นานเจ้าลิงน้อยก็ต้องอดอาหารตายอยู่ในโพรงหินนั่นเอง

นี่คือกฎแห่งกรรมอันสืบเนื่องมาจากอดีตชาติของเจ้าลิงน้อย ในครั้นที่เกิดเป็นเณรนัอย ได้ใช้น้ำร้อนฆ่าไส้เดือนให้ตายอยู่ในรูด้วยความริษยาแค้นเคือง สุดท้ายตัวเองก็ต้องมาตายอยุ่ในซอกโพรงหินเช่นกัน ถึงกระนั้นโซ่กรรม การผูกพันจองเวรของทั้งสองฝ่ายก็หาได้ยุติลงไม่ ในชาติต่อมา...อาศัยอำนาจแห่งกุศลผลบุญ ที่ชายตัดฟืนมีจิตศรัทธามั่นคงสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นกิจวัตร ได้ส่งผลให้เขากลับมาเกิดใหม่ในพระชาติของ “พระเจ้าเหลียงบู่ตี้ จอมจักรพรรดิ์”

ส่วนเจ้าลิงน้อยก็เช่นกันอาศัยเหตุปัจจัยของความมีจิตใจมั่นคงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้กลับชาติมาเกิดเป็นแม่ทัพใหญ่คือ “ขุนพลแห่งเมืองเว่ย” จะขอกล่าวถึงพระเจ้าเหลียง บู่ ตี้ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ศรัทธาเลื่อมใสฝักใฝ่ศึกษาธรรมะ พระองค์ได้กราบคารวะ “ท่านนักพรตจื่อกง” และทรงแต่งตั้งขึ้นเป็นพระอาจารย์ ส่วนทางฝ่ายพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า “พระนางฮู ฮองเฮา” ก็ได้ยกย่องนักพรตอีกรูปหนึ่งนามว่า “หวิน กง” ขึ้นเป็นพระอาจารย์ อยู่มาคราวหนึ่ง พระนางฮูฮองเฮา ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระเจ้าเหลียงบู่ตี้พระสวามี พร้อมด้วยพระอาจารย์จื่อกง มาร่วมฟังการเทศนาของนักพรต หวินกง ในระหว่างการเทศนาธรรม นักพรตหวินกงทั้งยกจอกเหล้าขึ้นดื่มและทั้งกินเนื้อไม่หยุดปาก เป็นเช่นนี้จนกระทั่งเทศน์จบ


เมื่อถึงเวลากลับท่านนักพรตจื่อกงจึงถือโอกาสเข้าไปกล่าวคำอำลา พร้อมกับเอ่ยคำชี้แนะต่อนักพรตหวินกงว่า “ท่านเองก็เป็นผู้ออกบวชบำเพ็ญธรรมแล้ว อีกทั้งได้รับการยกย่องให้มีตำแหน่งเป็นถึงพระอาจารย์ผู้ถวายคำชี้แนะแด่องค์พระอัครมเหสี ฉะนั้นเรื่องการดื่มกินเสพเนื้อฉันสุราเป็นสิ่งที่ควรละเว้นเสียจะดีกว่า” แต่ทว่านักพรตหวินกงหาใส่ใจในความปรารถนาดีของท่านนักพรตจื่อกงไม่ ท่านได้กล่าวตอบกลับไปทันทีว่า “ตัวเรานี้ทั้งกิน ทั้งดื่มแต่จิตเรานั้น “ว่าง” จากทั้ง “กินและดื่ม” เรากินเนื้อก็จริงอยู่แต่ใจเราไม่ติดอยุ่ว่า “ได้กิน” เราดื่มสุราก็จริงอยู่แต่ใจเราไม่ติดอยู่ว่า “ได้ดื่ม” พูดเช่นนี้แล้วนักพรตหวินกงก็เดินผละหนีจากไป ท่านนักพรตจื่อกงจึงได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า “ทั้งๆที่ยังก่อกรรมแต่กลับว่าไม่ได้ทำ กลัวแต่ในภายภาคหน้า เมื่อกรรมตามสนองจะทำใจว่าไม่มีผลกรรมให้รับจะได้หรือ?”


หลังจากนั้นต่อมา เหตุที่นักพรตหวินกงมิได้ดำรงตนอยู่ในธรรมวินัยของนักบวช ไม่นานท่านก็เจ็บไข้ได้ป่วยและตายลงในที่สุด ด้วยบุพกรรมที่ทำเอาไว้ จึงส่งผลให้นักพรตหวินกงมาเกิดใหม่เป็นควาย! เรื่องของเหตุต้นผลกรรมดังกล่าว พระอาจารย์จื่อกงก็ได้กราบทูลวิสัชนาต่อพระเจ้าเหลี่ยงบู่ตี้ ให้ได้ทรงทราบด้วยแต่พระองค์ก็มได้ปักใจเชื่อสักเท่าไรอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าเหลี่ยงบู่ตี้เสด็จออกประพาสรอบๆพระนครพร้อมด้วยพระอาจารย์จื่อกงพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความตัวหนึ่งถูกเจ้าของบังคับให้ลากคันไถอยู่กลางทุ่งนา


ท่านนักพรตจื่อกงจึงกราบทูลขึ้นว่า “ควายตัวนั้น...แท้จริงก็คือนักพรตหวินกงนั่นเอง!” พระเจ้าเหลี่งบู่ตี้ทรงหันกกลับมาตรัสถามว่า “ท่านอาจารย์...มีสิ่งใดมาเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันคำกล่าวของท่านบ้าง?” พระอาจารย์จื่อกงได้กราบทูลว่า “ขอให้มหาบพิตร เรียกขานชื่อของเขาสัก 3 ครั้งก็จะทรงประจักษ์แจ้งด้วยพระองค์เอง” พระเจ้าเหลี่ยงบู่ตี้ก็ทรรงปฏิบัติตามโดยทรงเรียกชื่อนักพรต “หวินกงๆๆ” 3ครั้ง

ทันทีที่ได้ยินเสียงรียกชื่อ เจ้าควายตัวนั้นก็ผละจากท้องนามาอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงมันก็รีบคุกเข่าก้มหัวลงพร้อมกับน้ำตาไหลพราก ท่านนักพรตจื่อกงได้แต่ทอดถอนใจและพูดกับควายตัวนั้นว่า “เมื่อครั้งกระโน้นที่ท่านขึ้นเทศนาธรรม ได้กล่างว่ากินเนื่อแล้วทำใจว่า “ไม่ได้กิน” ดื่มเหล้าแล้วทำใจว่า “ไม่ได้ดื่ม” มาบัดนี้ มิพ้นต้องรับกรรมได้เกิดเป็นควาย”

สิ้นคำกล่าวของพระอาจารย์จื่อกง ควายเฒ่าที่น่าสงสารก็ยิ่งหลั่งน้ำตาร่ำไห้ไม่ยอมหยุด ด้วยความรู้สึกสังเวชใจในชะตากรรมที่ตนได้รับและเสียใจในความผิดพลาดที่มิอาจแก้ไขได้ อย่างสุดแสนจะทานทนมันจึงลุกขึ้นเอาหัววิ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่อย่างแรง จนเขาทั้งสองหักสะบั้นถึงแก่ความตายไปต่อหน้า



ท่ามกลางความตื่นตระหนกในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดพระเจ้าเหลียงบู่ตี้ทรงสลดพระทัยยิ่งนักพระองค์ได้ตรัสไว้เป็นบทกลอนไว้ว่า

                                                                                     ตั้งใจออกบวช ถือศีลภาวนา
                                                                           เวไนยใต้หล้า หวังได้พึ่งพา
                                                                           โธ่เอ๋ย...อนิจจา ติดที่กรรมปาก
                                                                           มิอาจละเว้น มังสาเมรัย
                                                                           ธรรมะหวินกง เห็นผิดเพี้ยนไป
                                                                           สุดจะเลี่ยงได ร่างต้องเป็นควาย”

หลังจากที่เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปแล้ว พระเจ้าเหลียงบู่ตี้ก็ยิ่งพรงตระหนักถึงอานุภาพแรงกรรมมากขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในพระทัยของพระองค์ก็บังเกิดความฝ้กใฝ่ที่จะศึกษาหลักธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ถึงกระนั้นก็ตาม ธรรมดาวิสัยของกษัตริย์ขัตติยราชผู้พรั้งพร้อมและถูกแวดล้อมไปด้วยมหาสมบัติอันมากล้นจอมจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ พระองค์ยังคงมิอาจตัดใจจากการลิ้มรสโลกียสุข

วันหนึ่ง พระองค์ได้เชิญชวนพระอาจารย์จื่อกงมาร่วมชมนาฏลีลาของเหล่าพระสนมนางกำนัลฝ่ายใน แต่ตลอดเวลาท่านนักพรตจื่อกงกลับนั่งสงบนิ่งอยู่ในอาการสำรวม พระเจ้าเหลียงบู่จี้จึงตรัสถามไปว่า “บรรดาสาวงามเริงระบำด้วยลีลาที่แช่มช้อย อีกทั้งดนตรีก็บรรเลงได้แสนไพเราะเสนาะโสตไม่เป็นที่สนุกครื้นเครงถูกใจท่านอาจารย์บ้างดอกหรือ?” ท่านนักพรตจื่อกง กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมยว่า “อาตมาภาพไม่ทราบ” องค์จักรพรรดิจึงตรัสถามอีกว่า “หมู่นางระบำล้วนร่ายรำอยู่เบื้องหน้า เหตุใดท่านอาจารย์จึงยังคงกล่าวแต่ว่า “ไม่ทราบ?” พระอาจารย์จื่อกงจึงกล่าวว่า “ถ้าหากมหาบพิตรไม่เชื่อ ก็ขอพระองค์ทรงมีพระบัญชาให้นำนักโทษประหาร 3 คนมาพบอาตมาแล้วพระองค์ก็จะทรงรู้ซึ้งถึงเหตุผล”

ครั้นองค์จักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ได้ทรงสดับฟังเช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงดำเนินการทันที เมื่อนักโทษเดนตายมาถึงต่างเข้ามาหมอบกราบอยู่ ท่านนักพรตจื่อกงจึงกล่าวต่อนักโทษทั้งสามคนว่า “พวกเจ้าล้วนต้องโทษถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตทั้งหมด วันนี้เราจะให้โอกาสแก่พวกเจ้า โดยให้ทุกคนทูนอ่างที่ใส่น้ำจนเต็มไว้บนหัว แล้วไปคุกเข่าอยู่หน้าเวทีแสดงของบรรดาสาวงาม จนกว่าการร่ายรำจะจบลง หากน้ำในอ่างที่พวกเจ้าทูนไว้บนหัวไม่หกลงบนพื้น เราก็จะขอพระราชทานอภัยโทษจากองค์จัรรพรรดิ์ให้พวกเจ้าพ้นโทษประหารได้เป็นอิสระ แต่หากถ้าจบการแสดงแล้ว ปรากฏมีรอยน้ำกระเซ็นตกลงบนพื้น แม้เพียงหยดเดียว พวกเจ้าจะต้องถูกประหารเสียทันที” นักโทษเดนตายทั้งสามได้ยินแล้วก็รับคำด้วยความยินดีทั้งหมดได้นั่งคุกเข่านิ่งอยู่หน้าเวที ตราบจนกระทั้งการแสดงยุติลง

องค์จักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ จึงทรงมีพระดำรัสถามบรรดานักโทษว่า “พวกเจ้ารู้สึกสนุกสนานกันบ้างไหมล่ะ?” นักโทษทั้งหมดต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ข้าพระองค์ไม่ทราบ....พระเจ้าข้า” องค์จัตรพรรดิ์ทรงกริ้วอย่างเหลือที่จะอด จึงทรงตวาดด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า “พวกเจ้านี่มันช่างโง่เง่าเสียจริงๆ มีหญิงงามมาเริงระบำอยู่ต่อหน้าพวกเจ้าตั้งมากมายอย่างนี้ยังจะตอบว่าไม่รู้ไม่ทราบได้อย่างไร...หา” นักโทษทั้งสามตัวสั่นงันงกด้วยเกรงพระพิโรธ ต่างก็พราบบังคมทูลอธิบายว่า “พวกข้าบาท มัวแต่ห่วงตัวเอง กลัวว่าชีวิตจะเอาไม่รอด จิตใจจึงไม่ได้รับรู้เลยว่า การร่ายรำของบรรดาสาวงามนั้นสนุกหรือไม่ ...พระเจ้าข้า” และแล้ว พระอาจารย์จื่อกงก็ได้ถือโอกาสนี้กล่าววิสัชนาชี้แจงว่า

ดูก่อน...มหสบพิตรผู้ยิ่งด้วยพระราชอำนาจ ผู้ออกบวชบำเพ็ญธรรม ก็ไม่ต่างอะไรกันเลย บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ล้วนต้องห่วงเรื่อง เกิด-ดับ ไหนเลยจะมัวพะวงหลงห่วงแต่ความสุขจอมปลอมเฉพาะหน้า” ท่านนักพรตจื่อกงได้ขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นักโทษประหารทั้งสาม เมื่อสามารถพ้นโทษตายมาได้ นักโทษทั้งหมดต่างก็ดีใจ พวกเขาจึงกลับไปบ้านด้วยคววามปิติยินดีเป็นล้นพ้นและกลับตัวเป็นคนดีด้วยกันทุกคน พระอาจารย์จื่อกงได้เปล่งวาจาเป็นคติธรรมเอาไว้ว่า

                                                                           นักโทษเดนตาย     ชามคือชีวิต
                                                               ไม่คิดแหงนมอง     หญิงงามรำฟ้อน
                                                                แต่กลับไร้ใจ           ห่วงในแต่ตัว
                                                                กลัวชีพถูกปลิด       ใครคิดกล้ามอง”

เมื่อองค์จักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ ได้สดับฟังแล้วความกระจ่างก็พลันบังเกิดขึ้นในพระทัย ทรงล่วงรู้ถึงหลักธรรมอันลึกซึ้งในโอวาทของพระอาจารย์ นับแต่นั้นพระองค์จึงทรงถอยห่างออกจากโลกียสุขทั้งหลาย หลังจากนั้น ยิ่งนานวันองค์จักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ก็ยิ่งฝักใฝ่ในหลักธรรมคำสอนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับทรงมีพระราชปรารภกับพระอาจารย์จื่อกงว่า “บัดนี้เรามีใจมุ่งมั่นที่จะกินเจรักษาศีลเพื่อถวายสักการบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งจะทำนุบำรุงวัดวา โดยจะกำหนดให้ทุก ๆ สิบลี้มีอารามสงฆ์ 1 อาราม ทุก ๆ ห้าลี้มีสำนักชี 1 สำนัก กระทำได้เช่นนี้คงเป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อย ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้าง ขอท่านโปรดชี้แนะด้วย”

พระอาจารย์จื่อกง กลับทูลตอบว่า “ทำเช่นนั้นไม่มีกุศลเลยแม้แต่น้อย” องค์พระจักรพรรดิ์ ทรงรู้สึกฉงนในพระราชหฤทัยยิ่งจึงตรัสถามว่า “ท่านอาจารย์...ท่านได้เคยเมตตาเปิดเผยถึงต้นเหตุผลกรรมว่า เมื่อครั้งอดีตชาติ ข้าพเจ้าเป็นเพียงชายตัดฟืน แต่ได้ถวายหมวกหญ้าคา 3 ใบแต่องค์พระปฎิมา ซึ่งมีอานิสงส์ดั่งได้สร้างพระตำหนักถึง 3 หลัง อีกทั้งได้แบกหิน 7 ก้อนมาเรียงให้คนเข้ามก็มีอานิสงส์เทียบเท่ากับได้สร้างสะพานสัตตดาราในแดนสวรรค์ ด้วยบุญกุศลอันมากสันดังกล่าว จึงบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เกิดมาเสวยสุขเป็นมหาราชาอยู่ในชาตินี้ ถ้าเช่นนั้นหากข้าพเจ้าจะสร้างวัดวาอาราม อันเป็นเสนาสนะถวายแด่พระสงฆ์ นักบวช ผู้ปฎิบัติธรรมทั้งหลายเพื่อจะได้อยู่บำเพ็ญเพยรภาวนากันอย่างสะดวกสบาย เหตุไฉนทานอาจารย์จึงกล่าวว่าไม่มีกุศล เล่า ?” ท่านนักพรตจื่อกงทูลตอบว่า “ในภพปัจจุบัน ขณะนี้มหาบพิตรได้อยู่เสวยสุขเป็นถึงจอมกษัตริย์ยิ่งใหญ่ เพียงแต่ทรงมีพระราชโองการให้สร้างศาสนาสถานวัดวาอาราม ไพร่พลใต้ฟ้าประชาราษฏร์ทั่วหล้าก็ต้องถูกเกณฑ์มาสนองพระบัญชาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงเช่นนี้แล้วบุญกุศลย่อมไม่บังเกิดมีสักเท่าใดเลย!”

แต่ทว่า...ในพระชาติปางก่อน สิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้นั้น ล้วนบังเกิดขึ้นจากพระทัยอันบริสุทธิ์ ทรงสละเรี่ยวแรงจากพระวรกายเพียงลำพังพระองค์เอง เหตุฉะนี้ย่อมบังเกิดเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ เหลือที่จะคณานับได้” ครั้นจอมจักรพรรดิได้สดับถ้อยอรรถาอธิบายแล้ว ก็ทรงบังเกิดความกระจ่างแจ้งปราศจากข้อกังขา พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะมุ่งมั่นศึกษาหนทางในการปฏิบัติธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

วันคืนผันผ่าน...จากการที่พระเจ้าเหลียง บู่ ตี้ นับวันยิ่งทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญธรรม เป็นเหตุทำให้พระองค์ทรงเหินห่างจากบรรดาข้าราชบริพาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระมเหสีพระนางทรงรู้สึกขัดเคืองและไม่พอพระทัยมากจนถึงกับทรงคิดหาอุบายเพื่อกำจัดท่านนักพรตตื่อกง เพื่อล้มล้างการบำเพ็ญธรรมของพระสวามีเสียให้ได้

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางฮู ฮองเฮา จึงทรงออกอุบายนิมนต์พระอาจารย์จื่อกง มาฉันภัตตาหารที่พระตำหนักของพระนาง โดยแสร้งทำทีว่ามีจิตศรัทธาปรุงภัตตาหารเจถวายแต่แท้จริงพระนางทรงสั่งการให้ใช้เนื่อสุนัขมาปรุงไส้ซาลาเปาสำหรับถวายท่านนักพรตจื่อกง แต่เจตนามิชอบนี้ ท่านนักพรตจื่อกงสามารถล่วงรู้ด้วยญาณโดยตลอด ดังนั้นก่อนที่จะเดินทางไปยังตำหนักของพระมเหสี ท่านก็ได้จัดเตรียมซาลาเปาไส้ผัก เก็บไว้ในชายแขนเสื่อ พร้อมกับเข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดิแล้วทูลให้ทรงทราบว่า

หากถึงคราวที่ตกอยู่ในเหตุการณ์ณ์อันคับขัน อาตมาภาพจะแกว่งกลองบัณเฑาะว์ให้เกิดเสียงดัง เมื่อนั้นขอพระองค์จงรับเสด็จไปช่วยอาตมาด้วย” ครั้นได้เวลาที่พระอาจารย์จื่อกงต้องออกรับประเคนภัตตาหารซึ่งก็คือซาละเปาไส้เนื่อที่พระมเหสีนำมาถวายในช่วงวินาทีนั้นเมื่อท่านรับมาแล้วก็ได้โยนซาละเปาทั้งหมดทิ้งออกไปนอกระเบียงด้านหลังทันที และด้วยความว่องไวท่านนักพรตจึงหยิบซาละเปาเจที่เก็บไว้ในชายแขนเสี้อออกมาฉันแทน

จนกระทั่งการฉันภัตตตาหารเสร็จสิ้นลง พระนางฮูฮองเฮาทรงผลุนผลันขึ้น พร้อมกับกล่าวบริภาษท่านนักพรตด้วยความสมพระทัยว่า

“ท่านเป็นผู้ออกบวชถือศีลกินเจ เหตุใดจึงยังกินซาละเปาที่ภายในคือเนื้อสุนัขทั้งนั้น ทำเช่นนี้ท่านสมควรได้รับโทษถึงประหารชีวิต!”

ท่านนักพรตจื่อกงมิได้ตื่นตระหนกต่อการกล่าวโทษนั่นแต่อยางใด ท่านได้ทูลชี้แจงต่อพระนางว่าที่อาตมาได้ฉันไปแล้วนั้น เป็นซาละเปาเจไส้ผักที่นำติดตัวมาเองทั้งสิ้น ส่วนซาละเปาไส้เนือของพระนาง อาตมาได้โยนทิ้งไปนอกระเบียงด้านหลังแล้ว หากพระนางมิทรงเชื่อ ก็ให้ทอดพระเนตรรเอาเองเถิด”

เมื่อพระนางฮูฮองเฮาเสด็จออกไปทอดพระเนตรก็พบว่าซาละเปาไส้เนื้อสุนัขที่พระนางถวายไปแล้ว ถูกโยนทิ้งไปหมดและสิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้น ก็คือ พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นต้นกระเทียม ต้นหอม ต้นหลักเกียว ต้นกุ่ยช่าย และต้นใบยา ผุดขึ้นจากซาลาเปาไส้เนื้อทุกลูกซึ่งผักทั้ง 5 ชนิดถือว่าเป็นผักคาวที่ผู้ถือศัลกินเจไม่บริโภค

ฉะนั้นเมื่อถึงคราวคับขัน พระอาจารย์จื่อกงจึงหยิบเอากลองบัณเฑาะว์ใบเล็กของท่านชูขึ้นแกว่งจนเสียงดังก้องไปไกลทันทีที่องค์พระจักรพรรดิ์เหลียงบู่ตี้ทรงได้ยิน ก็รับเสด็จมายังพระตำหนักของพระมเหสีโดยเร็ว หลังจากที่พระเจ้าเหลียงบู่ตี้ทรงช่วยเหลือพระอาจารย์จื่อกงให้ผ่านพ้นจากการปองร้ายมาได้ พระองค์ทรงตำหนิการกระทำของพระมเหสีว่า “มิสมควรเลย ที่จะก่อเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ต่อไป...เมื่อฟ้าดินลงทัณฑ์น้องหญิงจะรับไหวหรือ?”

และแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง...เนื่องด้วยพระนางาฮูฮองเฮามีจิตใจมุ่งร้ายต่อผู้ทรงศีล จงใจขัดขวางทำลายล้างการประพฤติปฎิบัติธรรม ฉีกเผาพระธรรมคัมภีร์ บุญญาบารมีที่มีมาแต่เดิมก็ถูกบั่นทอนลง อายุขัยที่มีอยู่ก็หดลั้นลง พระนางจึงอยู่เสวยสุขได้ไม่นาน ในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ลงด้วยพระโรยร้าย หลังจากที่สิ้นพระชนม์แล้ว พระนางได้ถูกฟ้าเบื่องบนลงอาญาให้มาเกิดเป็นงูเหลือม ในร่างงูหลือม จิตญาณองค์พระนางฮูฮองเฮาต้องได้รับทุกข์เวทนาอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้เพราะเกล็ดทั่วลำตัวงูเหลือมต้องถูหนอนและแมลงทั้งหลายกัดเจาะชอนไช ให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส หลังจากสิ้นการพระชนม์ของพระมเหสีไม่นานนักด้วยพระทัยที่ยังผูกพันอาลัยถึง องค์จักรพรรดิ์เหลียงบู่ตี้จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังตำหนักของพระนาง ซึ่งบัดนี้ได้ถูกปล่อยให้กลายเป็น พระตำหนักร้างไปเสียแล้วขณะที่พระจักรพรรดิ์ประทับยืนนิ่งอยู่ ก็ทรงได้ยินเสียงดังแว่วลงมาว่า “ข้าแต่พระสวามี...ขอได้ทรงโปรดเมตตาช่วยเหลือหม่อมฉันด้วยเถิด” เมื่อพระองค์ทรงค้นหาที่มาของเสียง ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นงูเหลือมยักษ์ตัวหนึ่งนอนขดอยู่บนเสาคานพระตำหนักร้างนั้นเอง


องค์จักรพรรดิ์ตรัสถามไปว่า “เจ้าเป็นใคร?” งูเหลือมยักษ์จึงกราบทูลตอบว่า “หม่อมฉัน...ก็คือมเหสีของพระองค์เพคะ แต่เนื่องด้วยครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นคนมีจิตคิดร้ายหมายเข่นฆ่าเอาชีวิตของพระอาจารย์จื่อกงผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งยังมุ่งขัดขวางทำลายการบำเพ็ญธรรมของพระองค์ เป็นเหตุให้หม่อมฉันต้องมาชดใช้กรรมในอดีต ให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสในร่างงูเหลือมเช่นนี้

มาบัดนี้...ขอพระองค์โปรดทรงเมตตาเห็นแต่ความสัมพันธ์ที่ได้เคยครองคู่กันมานานปี ขอโปรดวิงวอนพระอาจารย์จื่อกง เพื่อท่านจะได้ให้อภัยในความผิดบาปอันมหันต์ของหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ” องค์พระจักรพรรดิ์เหลียงบู่ตี้ รับฟังคำวิงวอนของงูเหลือมด้วยความเวทนาสงสาร ต่อมาพระองค์จึงทรงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พระอาจารย์จื่อกงทราบโดยละเอียด ท่านนักพรตผู้เปี่ยมด้วยเมตตาจิต ก็ยินดีประกอบพิธีอโหสิกรรมให้แก่พระนาง พร้อมทั้งได้กล่าวคำสอนเป็นคติธรรมไว้ว่า

                                                                              ฝากเตือนชาวโลก โปรดพึงสังวร
                                                                   อย่าวอนหาโทษ ขึงโกรธกล่าวร้าย
                                                                   หมายมุ่งลบหลู่ ต่อผู้ทรงศีล
                                                                   จะทุกข์สุดแสน แม้นคราวผลส่ง
                                                                   กลับคืนสนอง เหมือนดังจุดไฟ
                                                                   สุมใต้ลมแรง ต้องย้อนเผาตน
                                                                   ให้หม่นหมองไหม้ เหมือนอมเลือดพ่น
                                                                   ขึ้นบนท้องฟ้า จะกลับท่วมหน้า
                                                                   เปรอะเปื้อนล้นปาก ยากพบสิ่งดี”

องค์จักรพรรดิ์ทรง่สดับฟังแล้วก็ให้รู้สึกสลดพระทัยยิ่งนักท่านนักพรตได้จัดเรื่องพิธี ตรระเตรียมผลไม้และอาหารบริสุทธิ์อันปราศจากเนื้อสัตว์ใดๆ เจือปน เพื่อกราบไหว้ฟ้าดินสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลจักรวาล ครั้นพิธีอโหสิกรรมฉุดช่วยดวงวิญญาณขององค์มเหสีดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ทันใดนั้นก็บังเกิดกลุ่มเมฆรวมดัวปรากฏให้เห็นเป็นร่างสตรีผู้หนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือปะรำพิธีกลางแจ้งพร้อมกับมีเสียงดังก้องลงมากราบบังคมทูลองค์จักรพรรดิผู้เสด็จมาร่วมพิธีว่า

วันนี้...ข้าบาทฯ ได้รับบารมีโปรดเกล้า และพระอาจารย์เปี่ยมด้วยมหาเมตตา มาโปรดฉุดช่วยดวงวิญญาณให้ข้าบาท ได้หลุดจากบ่วงกรรมพ้นจากห้วงทุกข์อันแสนสาหัสแล้ว นับแต่นี้...ข้าบาทฯก็จะขึ้นสู่สุคติได้ไปบำเพ็ญภาวนาจิต เพื่อเลื่อนสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นไป ส่วนสรีระสังขารงูเหลือมที่หลงเหลืออยู่ในโลกมนุษย์ ข้าบาทขอกราบบังคมทูลขอพระเมตตา ประทานพระราชานุญาตให้นำเกล็ดงูซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นหินไปแล้วนั้น ไปปูลาดลงบนพื้นทางเดินสู่เบื้องหน้าแท่นประดิษฐานองค์พระปฏิมาในมหาวิหาร ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมสักการะและประกาศศรัทธาภักดีในธรรมของข้าบาทสืบไปตราบชั่วกัลป์ปาวสานด้วยเทอญ”

สิ้นเสียงคำกราบบังคมทูล กลุ่มเมฆแห่งจิตวิญญาณของพระนางโฮองเฮาก็อันตรธานจางหายไปในท้องฟ้า ไม่เหลือร่องรอยปรากฏให้เห็นอีก

หลังจากเหตุการณ์ณ์ในพิธีอโหสิกรรมผ่านพ้นไป เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมสูงสุดแห่งความหลุดพ้น องค์พระจักรพรรดิ์เหลียงบู่ตี้ ก็ได้ทรงมุ่งมั่นสร้างสมคุณงามความดี บำเพ็ญกุศลบารมี ฝึกฝนปฏิบัติภาวนาจิตต่อไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ตราบจนกระทั่งวาระแห่งผลกรรมสุกงอมได้เวียนบรรจบครบรอบ

และแล้ววันสำคัญก็มาถึง จอมจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ได้ตรัสถามพระอาจารย์จื่อกงว่า “เมื่อใดวันเวลาแห่งการบรรลุธรรมของศิษย์จะมาถึงสักที” ท่านนักพรตมิได้เปล่งสำเนียงบอกกล่าวเป็นถ้อยคำ แต่ทันทีทันใดนั้นท่านกลับใช้นิ้วชี้จี้ลงไปตรงคอหอยขององค์พระจักรพรรดิราวกับจะแสดงนิมิตหมายในข้อปุจฉาของพระองค์แต่พระเจ้าเหลียงบู่ตี้ก็หาได้ทรงเข้าใจความหมายใด ๆ ไม่และแล้วท่านนักพรตจื่อกงจึงทูลถวายคำชี้แนะว่า “ดูก่อน....มหาบพิตร ถ้าหากแม้นว่าพระองค์ยังคงประทับอยู่ในพระราชวังอันรุมล้อมไปด้วยความโอ่อ่าฟุ้งเฟ้อตระการตาอยู่เช่นนี้แล้ว ก็ยากที่จะบรรลุธรรมได้ ฉะนั้น อาตมาภาพจึงมีความเห็นว่า มหาบพิตรควรเสด็จออกไปประทับ ณ กระท่อมน้อยอันสงัดวิเวกเพื่อปฏิบัติภาวนาจิตอย่างสงบสันโดษเช่นนี้แล้วจะทำให้พระปณิธานของพระองค์สำเร็จได้เร็วขึ้น”

พระจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ ได้สดับฟังคำชี้แนะเช่นนี้แล้วก็ทรงน้อมรับ โดยมิได้ฉงนสงสัยในพระราชหฤทัยเลยว่า แท้จริงที่พระอาจารย์จื่อกงกล่าวเช่นนี้ก็เพราะ ท่านได้หยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษว่า อีกไม่นาน...พระเจ้าเหลียงบู่ตี้จะต้องทรงประสบกับด่านสุดท้ายของการบำเพ็ญธรรม เนื่องด้วยวาระแห่งวิบากกรรมในอดีตได้เวียนมาถึง อันเป็นสิ่งสุดวิสัยที่เวไนยสัตว์ทั้งหลายในโลกยากจะรอดพ้น


และแล้วภายหลังจากที่เหล่าบรรดาข้าราชบริพารร่วมใจกันประกอบพิธีน้อมกราบพระบาททูลลาและส่งเสด็จองค์พระจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้แล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จไปประทับยังกระท่อมน้อยบนภูเขาเพื่อทรงเจริญภาวนาตามคำทูลชี้แนะของพระอาจารย์จื่อกง ต่อมาไม่นานนัก กองทหารซึ่งนำโดยขุนพลเมืองเว่ย ได้ยกทัพเข้ารุกรานอาณาจักรของพระเจ้าเหลียงบู่ตี้ กองกำลังข้าศึกได้ปิดล้อมทางเข้าออกเมืองไว้หมดทุกด้าน เป็นเหตุให้เส้นทางลำเลียงถูกตัดขาด เสบียงอาหารต้องขาดแคลนโดยทั่ว


ในยามวิกฤติเช่นนี้ ภายในพระราชหฤทัยขององค์พระจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ ก็ให้รู้สึกรุ่มร้อนกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ความหดหู่ท้อแท้ได้เข้ากลุ้มรุมทำร้ายจนจิตใจมิอาจเจริญภาวนาต่อไปได้อีก

ขณะที่การบำเพ็ญเพียรดูเหมือนจะลัมเหลวสิ้นหวัง ฉับพลันทันใดในวินาทีนั้นเอง พระอาจารย์จื่อกงได้ปรากฏกายทิพย์ให้เห็นบนก้อนเมฆ พร้อมกับเปล่งถ้อยคำดังสะท้อนก้องลงมาว่า “จงสำรวมจิตใจให้ตั้งมั่น อย่าได้หวั่นไหวถดถอยเป็นอันขาด นี่คือกระแสแห่งวิบากกรรมอันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่มหาบพิตรจักต้องทรงฝ่าฟันผ่านไปให้จงได้”

นิมิตที่บังเกิดขึ้น เป็นเสมือนน้ำทิพย์ที่หลั้งชโลมลงบนพื้นดินอันแห้งผาก ความหดหู่ท้อแท้ในพระราชหฤทัยขององค์จักรพรรดิได้มลายไปจนหมดสิ้น พระองค์จึงเสด็จกลับขึ้นไปประทับนั่งสำรวมจิต ดำรงพระญาณเป็นหนึ่งจนสามารถรู้แจ้งแทงตลอดถึงเหตุต้นผลกรรม จากอดีตนับชาติไม่ถ้วนจวบจนมาบรรจบลงในปัจจุบันชาติ

และแล้วในที่สุดเพื่อให้สามารถฟันฝ่าปราการด่านสุดท้ายอันจะนำไปสู่ความเป็นอิสระสมบูรณ์ แม้จะขาดแคลนอาหารอันเนื่องจากการถูกปิดล้อม จอมจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ก็มิทรงลุกหนีจากพระแท่นประทับนั่งบำเพ็ญ พระองค์ทรงยินยอมละทิ้งสังขารเสด็จสวรรคตด้วยการอดพระกระยาหารจนสิ้นพระชนม์ เพื่อให้บ่วงกรรมสุดท้ายของพระองค์ได้ถูกชำระหักล้างให้หมดสิ้นอย่าง บริบูรณ์

นี่เองเป็นปริศนาสู่การสำเร็จธรรมที่พระอาจารย์จื่อกงมิอาจเอ่ยเป็นถ้อยคำ นอกเสียจากได้ใช้นิ้วจี้ลงไปตรงกลางพระศอขององค์ฮ่องเต้ เพื่อบอกเป็นความนัยอันแฝงเร้นว่า แท้ที่จริง “ขุนพลแห่งเมืองเว่ย” ข้าศึกผู้ยกกองทัพมารุกรานก็คือเจ้าลิงน้อยในอดีตชาติที่ถูกพระองค์เมื่อครั้งที่เกิดเป็นชายตัดฟืนได้ใช้หินปิดทับปากถ้ำไว้ จนต้องอดอาหารตาย

จากนั้นด้วยดวงจิตธรรมญาณที่ปล่อยวางความยึดมั้นในตัวตนในนามรูปละเสียได้จากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง องค์จักรพรรดิเหลียงบู่ตี้จึงถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงสามารบรรลุสัจจธรรมได้นำเร็จสมดังพระปณิธานที่ทรงตั้งไว้อย่างสมบูรณ์

ในประวัติศาสตร์ของจีน ได้มีจารึกไว้ว่า พระเจ้าเหลียงบู่ตี้เป็นกษัตริย์ทรงพระปรีชาญาณและทรงคุณธรรมอันสูงยิ่งในระหว่างที่ทรงเสวยราชย์อยู่ 54 ปีนั้น พระองค์ได้ทรงให้กำเนิดศิลปะวิชาการสาขาต่าง ๆ ตลอดจนทรงสร้างคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากมายเป็นอเนกประการ

ตำนานเหตุต้นผลกรรมของพระเจ้าเหลัยง บู่ตี้ เรื่องนี้ได้ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาแต่โบราณ เพื่อเน้นให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงกฎแห่งกรรม การสร้างคุณงามความดีบุญกุศลและการรู้จักให้อภัย แม้แต่สัตว์ที่มีสำนึกในชั้นต่ำสุด อย่างเช่นไส้เดือนยังกลับกลายมาเป็นกษัตริย์ แต่แล้วจอมจ้กรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ยังต้องมาอดตายโดยมิอาจหลีกพ้นลิขิตแห่งกรรม

สรรพสัตว์ทั้งผอง เวียนเกิดเวียนตายด้วยแรงกรรมแท้จริงต่างล้วนเป็นจิตวิญญาณเก่า ๆ ไปเกิดในร่างใหม่อยู่ร่ำไปใครบ้างเล่าที่จะถึงซึ่งความเบื่อหน่ายระอา

ทุกอย่างในโลกล้วนไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง สิ่งทั้งหลายควรปล่อยวาง รู้จักอโหสิกรรม ไม่ไว้หนี้จองเวรซึ่งกันและกัน

กรรม” คือการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นความดี ความชั่ว ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เมื่อกระทำลงไปแล้วย่อมต้องมีผลติดตามมาเหตุและผลแห่งกรรมย่อมตรงกันเสมอ

กรรมบางอย่าง ให้ผลทันตา
กรรมบางอย่าง ต้องรอเวลาผลจึงจะปรากฏ
กรรมบางอย่าง ให้ผลสืบต่อข้ามภพข้ามชาติ
ในโลกนี้...ใครจะได้อะไร เสียอะไร
ใครจะมี หรือ ใครจะหมด
ใครจะสมปรารถนาหรือสูญเสีย

ทั้งหมดย่อมต้องอาศัยเหตุและผล เป็นปัจจัยกำหนด ดังคำกล่าวที่ว่า...

เมื่อวานนี้เป็นเหตุ วันนี้จึงเป็นผล
วันนี้เป็นเหตุ พรุ่งนี้เป็นผล”

กรรมทั้งหลาย มีมีวันสูญหาย ไม่ช้าก็เร็วต้องปรากฏผล
บุคคลใดก่อกรรมเช่นไรไว้ บุคคลผู้นั้นย่อมต้องเป็นผู้รับผลกรรมนั้นเอง
ไม่มีแรงอันใด จะแรงเท่ากับแรงกรรมบันดาล”

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สัพเพสัตตา - ชีวิตมีค่ากว่าสิ่งไหน















สัพเพสัตตา - ชีวิตมีค่ากว่าสิ่งไหน  ละกรรมปาก กินเจเว้นกรรม 
ประพันธ์โดย พระสมบูรณ์อนาลโย

          เสียงร้องขอชีวิตจิตหวาดหวั่น เสียงห้ำหั่นเข่นฆ่าน่าสยอง 
เสียงซวบซาบคมดาบเชือดเลือดไหลนอง เสียงกรีดร้องสะท้านจิตสะกดใจ 
เสียงสัพเพสัตตาพาให้คิด  ว่าชีวิตนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน 
อเวราอย่ามีเวรอย่ามีภัย ชีวิตใครใครก็หวงอย่าล่วงเกิน 

         ท่องสัพเพสัตตามาแต่ไหน ยังเข้าใจเนื้อแท้แค่ผิวเผิน 
ยังฆ่าบ้างกินบ้างอย่างเพลิดเพลิน ยังใช้เงินซื้อชีวิตอนิจจา 
สัตว์เกิดกายมาใช้กรรมที่ทำไว้ เป็นเป็ดไก่กุ้งปูเป็นหมูหมา 
ตามเหตุต้นผลกรรมที่ทำมา มิใช้ฟ้าประทานไว้ให้คนกิน 

        มีปัญญาแต่ไหนจึงไม่คิด มองชีวิตกลับเห็นเป็นทรัพย์สิน 
เสียงกรีดร้องก่อนตายใครได้ยิน น้ำตารินเมื่อถูกเชือดเลือดกระเซ็น 
พูดว่าเขาเกิดมาเป็นอาหาร เขาลนลานหนีตายมีใครเห็น 
เขาจนใจสู้ไม่ได้เถียงไม่เป็น ช่างเลือดเย็นเข่นฆ่าไม่ปราณี 

        มีพืชผักมากมายนับไม่หมด ทุกกลิ่นรสสดใสหลายหลากสี 
ธรรมชาติจัดวางอย่างดิบดี สัตว์วิ่งหนีพืชเต็มใจให้กินมัน
เพราะเรากินเขาจึงฆ่าเอามาขาย เราสบายแต่สัตว์โลกต้องโศกศัลย์ 
ท่องสัพเพสัตตามาทุกวัน เมตตากันโปรดอย่าฆ่าและอย่ากิน





เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพลงต่างกันในกาย

เพลงพระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทาน กล่อมเกลาเวไนย์
เมตตาประทานโดย พระพุทธจี้กง 

เพลง ต่างกันในกาย
ทำนอง แพ้ใจ


กักและขังชีวิตฉัน มันเจ็บเกินและทุกข์แท้ ถูกบางคนรังแก โดยไม่แคร์และไม่สน กระหายจนชินชา ไม่มองไม่ฟัง ด้วยหวังให้เข้าใจในน้ำตา

กี่ชีวิตต้องชดใช้ และต้องตายมากนักหนา เกิดเวียนตายทรมาน ร่างแบ่งเป็นซีกแขนขา ไม่สนใจใยดี มองว่าไม่มีค่า ศึกษาพระธรรมาจึงเข้าใจ

# ประกาศความแค้น เลือดเนื้อไหนใครก็รัก เจ็บปวดใจนัก พี่น้องกลืนกินอย่างโหดร้าย ชะตาชีวิตผกผันลุ่มหลงต่างกันในกาย ญาณแท้ใจเดิมยังคงมีเหมือนกัน

* หยุดชีวิตเลือดเนื้อเขา ใจตื่นพลันไม่ลุ่มหลง เร่งบำเพ็ญทางตรง และจะไปถึงที่หมาย วันนี้เรามาบำเพ็ญ เลิกเข่นฆ่าใครๆ โลกนี้จะค้ำจุนด้วยเมตตา..

Solo (ซ้ำ #, * )

โลกนี้ยังคงมีคนเมตตา


...........................................................................

ฟ้าเบื้องบนเมตตา
เซี่ยเซี่ย เหล่าซือ ฉือเปย

เสียงสะท้อนบางส่วน.....จากใจผู้ดูแลบล๊อกแห่งนี้

         เปล่งเมตตาธรรม แลคุณธรรม อันเพียบพร้อมอยู่ในธรรมญาณเดิมแท้นั้นออกมาอย่างถึงที่สุด จักได้รับการแซ่ซ้องจากสาธุชนแลอีกทั้งสิ่งศักดิ์ฟ้าเบื้องบนเมตตาหนุนส่ง ดำเนินในเส้นทางวิถีแห่งธรรมจนถึงที่สุดเพื่อฉุดตนและผองชนเวไนย์เหลือประมาณให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์และทรมานทั้งกายและใจ ด้วยสิ่งที่ง่ายที่สุดเริ่มต้นที่ตัวเราโดยมิต้องไปเรียกร้องวิงวอนจากผู้อื่นเลยแม้แต่น้อยด้วยการละกรรมปาก ถือศีลกินเจ เปลี่ยนพฤติกรรมความคิดในการรับประทานอาหารมาห่วงใยสุขภาพของตัวเราอย่างยั่งยืนและปลดปล่อยชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสารทิศให้พวกเขาได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อสำนึกผิดบาปอันได้เคยกระทำที่ส่งผลให้พวกเขานั้นตกอยู่ในเดรัจฉานภูมิอันสุดแสนจะทรมานด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่เป็นอยู่แล้ว โอกาสอันประเสริฐที่จักสร้างบุญจริงสร้างกุศลแท้เหมือนเราที่มีกายเนื้อเป็นมนุษย์นั้นยากเต็มทีซึ่งเพียงเท่านี้ก็ทุกข์กว่าเรามากมายหนักหนาแล้ว แลทีสำคัญหากเราหันมารับประทานอาหารเจ จะเป็นการเริ่มต้นเปิดจิตฟ้าจิตเดิมแท้ที่มีอยู่ของเราให้เข้าถึงหลักธรรมอันแยบยลวิเศษล้ำมากมาย ส่งผลดีต่อทั้งตัวเรา บรรพชน ผองชนมากมาย

        อีกทั้งแสดงจิตเมตตา กรุณา ต่อเพื่อนสัตว์ให้พึงได้อาัศัยอยู่ตามสภาพวิถีแห่งกรรมของเรา ได้ให้เค้าได้มีโอกาสสำนึกผิดบาป และบำเพ็ญธรรมจนมีโอกาสได้รับกายเนื้อเป็นมนุษย์เพื่อเจริญธรรมต่อไป เหตุเพราะจิตญาณนั้นมิได้ต่างห่างแต่เพียงต่างกันแค่กาย ซึ่งรองรับเหตุที่เคยได้กระทำมาในอดีตชาติเพียงเท่านั้นแต่เนื้อแท้ธรรมญาณเดิมนั้นเฉกเดียวกันกับมนุษย์เรา แต่ด้วยตกสู่ความลุ่มหลงอวิชชาจึงทำให้ดำเนินมาสู่วิถีแห่งเดรัจฉาน หากเราเข้าใจเช่นนี้แล้วจักมิได้กระทำผิดบาปต่อจิตญาณในร่างเดรัจฉาน ในภายภาคหน้าหากบำเพ็ญดีเดรัจฉานในวันนี้ก็จักสามารถดำเนินสู่ห้วงแห่งธรรมได้เช่นเดียวกันกับเรา เพราะฉะนั้นการหยุดฆ่าและหยุดกิน นั้นเท่ากับส่งเสริมธรรม มิตัดรอนเส้นทางธรรมแด่สรรพสัตว์ อีกทั้งเป็นการปลูกหน่อเนื้อแห่งโพธิสัตว์ให้เจริญตามที่ควรจะเป็นในอนาคตด้วยแล พึงสังวร

ปริศนากลอนคู่ "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย" และ ปริศนาธรรมอักษรเจ "齋"

ปริศนากลอนคู่ "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย"


เพื่อชีวิตคนทั้งหลาย

   หนึ่งมื้อกินเจ คนที่กินเจวันละ "หนึ่งมื้อ" ก็สามารถบรรเทาโรคภัย หลีกเลี่ยงบาปเคราะห์ และคนที่ "มื้อหนึ่ง" กินแต่อาหารเจ จะส่งผลให้บุคคลนั้นมีสุขภาพแข็งแรง พลานามัยดีอายุยืนยาว สามารถตัดหนี้สินเวรกรรมไปได้

   หมื่นชีวตรอดตาย หากคนแต่ละคนๆ คิดที่จะกินเจให้ได้เพียงวันละ "หนึ่งมื้อ" คนจำนวนนับหมื่น นับล้านในโลกก็จะรอดตาย ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานล้มตายไป เพราะโรคภัยร้ายแรงอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เพื่อสัตว์ทั้งหลาย

    หนึ่งมื้อกินเจ คนที่กินเจ "หนึ่งมื้อ" ก็เท่ากับปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายได้อย่างน้อยๆก็ ๑ ชีวิต และถ้าหากกินเจทุกๆวัน วันละหนึ่งมื้อไปตลอด สัตว์ก็จะรอดตายเป็นหมื่นๆชีวิต

   หมื่นชีวิตรอดตาย ในชั่วชีวิตของคนที่กินเนื้อเพียงคนเดียวสัตว์จำนวนมากมายนับหมื่นนับแสนชีวิต ต้องถูกฆ่าตายเพื่อเอามาเป็นอาหาร ฉะนั้น คนที่กินเจตลอดชีวิตเพียงคนเดียวก็จะสามารถช่วยให้ชีวิตสัตว์นับหมื่นนับแสนชีวิตเหล่านั้นไม่ต้องตาย เพราะถูกกินได้เช่นกัน

คำว่า "หมื่น" ในภาษาจีน มักใช้ในความหมายว่า "มากมายมหาศาล ไม่อาจนับจำนวนได้" ถ้าคนทั่วโลกงดกินเนื้อสัตว์ สักหนึ่งมื้อ เพียงวันเดียวเท่านั้น สัตว์เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ก็จะไม่ถูกฆ่าตาย

ลองคิดดูเถิดว่า หากมีคนที่กินเจตลอดชีวิตสักหมื่นคนสัตว์จำนวนเป็นล้านๆ ตัว ก็จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

เป็นเช่นนี้ได้ ธรรมชาติก็จะคงความสมดุล โลกย่อมจะเกิดความร่มเย็น ทุกชีวิตก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและสันติสุข

ทุกอย่างจะเป็นจริง ก็โดยเริ่มที่คนแต่ละคน...

"หมื่น" ก็ต้องเริ่มจาก "หนึ่ง"

เพียง "หนึ่งมื้อ" คนกินเจก็สามารถรอดตายจากโรคภัยและบาปเคราะห์ได้เป็น "หมื่นๆ คน" 

เพียง "หนึ่งมื้อ" สัตว์ก็ไม่ต้องตายเพราะถูกกิน เป็น..."หมื่นๆ ชีวิต" เช่นกัน 



ปริศนาธรรมอักษรเจ "" - กินเจ เว้นกรรม



ตัวอักษรภาษาจีนนับเป็นสมบัติอันล้ำเลิศทางวัฒนธรรมของแดนมังกร นับเป็นประดิษฐ์กรรมอันยิ่งใหญ่ที่ห้าของจีน นอกเหนือไปจากสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ทั้งสี่ (จตุรประดิษฐ์) เข็มทิศ ดินปืน กระดาษ และการพิมพ์

การขีดเขียนอักษรจีนแต่ละเส้นซึ่งผ่านการออกแบบมาอย่างลึกซึ้ง จึงเปรียบเสมือนการสัมผัสกับภูมิปัญญาที่ส่งทอดมาจากบรรพบุรุษ คราวนี้จะต่างกันเพียงแต่ว่า ผู้คนจะสามารถถอดรหัสที่แฝงอยู่ในเส้นสายอักษรต่างๆ นั้นได้เพียงใด

และหากภาพหนึ่งภาพ แทนคำนับพัน อักษรจีน " 齋 - เจ" ก็ไม่แตกต่างจากตัวอักษรจีนอื่นๆ ที่มีความหมายเชิงจินตภาพ นามธรรมด้วย โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญอักษรจีน ได้ทำการตีความเชื่อมโยงความหมายเชิงธรรมะ อธิบาย ตัว “เจ” 齋 ว่ามีส่วนประกอบมาจากตัวอักษร ฉี (齊) ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย กับตัวอักษร ซื (示) (อันมีตัว เสี่ยว/ซิม (小) "ใจ" อยู่ด้วย) แปลว่าสักการะ เมื่อวางไว้ตรงกลางของตัวฉี จึงเป็นตัวอักษร "เจ" (齋) ที่มีความหมายรวมว่าการรักษาความบริสุทธิ์ (ทั้งกายและใจ) หรือการปฏิบัติธรรมบูชาถวายเทพยดา นอกจากนั้น "เส้น/ขีด" ปลีกย่อยทั้งหลาย ในตัวอักษรฯ ยังมีความหมายประกอบ เชิงอุปมาไปสู่การปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น




จุด"หนึ่ง" "มโนทวาร" คือ ประตูจิตวิญญาณ เปิดสู่อนุตตรภูมิ (แดนธรรม)


"หนึ่งขีด" - ก้าวขึ้นสู่เรือธรรม พาให้หลุดพ้นไม่เวียนว่ายทั้ง 3 ภพ


"เข้าใจ" - รู้แจ้งเห็นจริงใน"สัจธรรม"หมดสิ้นกิเลส ความทะยานอยาก วิตก ทุกข์ร้อนรน


"มีดซ้าย" - ตัดขาดอารมณ์ 7 ได้แก่ ความปิติยินดี ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความกลัว ความรัก-ใคร่หลงใหล ความเกรี้ยวกราดเคียดแค้น ความอาลัยยึดติด


มีดขวา" - ขจัดตัณหา ผัสสะทั้ง 6 อันได้แก่ หลงรูป ทาง"ตา" หลงใหลเสียงที่ได้ยินทาง "หู" หลงกลิ่นทาง"จมูก" หลงสัมผัส ทาง"กาย" หลงรสทาง "ลิ้น" หลงความปรุงแต่งทางความคิด"ใจ" จนขาดสติ


1 ขีดขึ้น "สวรรค์" - ตลอดเส้นทางชีวิต มีทางไปอยู่ 2 ทางให้เลือก ระหว่างทางสูงซึ่งต้องเพียรปีนป่าย กับทางต่ำ ที่เพียงปล่อยใจก็ไถลจม


1 ขีดลง "นรก" - ตลอดเส้นทางชีวิต มีทางไปอยู่ 2 ทางให้เลือก ระหว่างทางสูงซึ่งต้องเพียรปีนป่าย กับทางต่ำ ที่เพียงปล่อยใจก็ไถลจม


เพียรก้าวยกระดับจิตวิญญาณขึ้นไป


เพียรก้าวยกระดับจิตวิญญาณขึ้นไป


"เล็ก" (เสี่ยว) เป็นคำเดียวกับ "ใจ"(ซิม) หมายถึงสติระมัด ระวัง จดจ่อเท่าทันรายละเอียดทั้ง มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม (ความคิด คำพูด และการกระทำ) ให้อยู่ในธรรมได้ตลอดเวลา อย่างรู้ตนเอง







บทความที่ได้รับความนิยม